ข่าว

สนช.ถก6ชั่วโมงก่อนโหวตผ่านก.ม.ภาษีมรดก

สนช.ถก6ชั่วโมงก่อนโหวตผ่านก.ม.ภาษีมรดก

22 พ.ค. 2558

สนช.ถก6ชั่วโมงก่อนโหวตผ่านก.ม.ภาษีมรดก ปรับแก้ขยายฐานการจัดเก็บภาษีมรดกจาก 50 ล้าน เป็น 100 ล้าน

              ที่รัฐสภาวันที่ 22 พ.ค.2558 มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานสนช.คนที่ 1 เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาร่างพ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ในวาระ 2 และ3 จำนวน 38 มาตรา ตามที่คณะกรรมาธิการวิสามัญพ.ร.บ.ภาษีการรับมรดก ทั้งนี้กมธ.วิสามัญฯได้แก้ไขสาระสำคัญของร่างกฎหมาย โดยขยายฐานการจัดเก็บภาษีมรดกจากเดิมที่กำหนดมูลค่ามรดกที่ 50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาท โดยให้เสียภาษีเฉพาะในส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท ในอัตราร้อยละ 10 แต่ถ้าผู้ได้รับมรดกเป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานให้เสียภาษีในอัตราร้อยละ 5

              นายสมหมาย ภาษี รมว.คลัง ในฐานะประธานกมธ.วิสามัญฯ ชี้แจงว่า กมธ.วิสามัญฯได้รายงานให้ครม.ทราบถึงการแก้ไขหลักเกณฑ์จัดเก็บภาษีมรดกจาก 50 ล้านบาท เป็น 100 ล้านบาทแล้ว ซึ่งครม.ไม่ขัดข้องแต่อย่างใด ซึ่งกฎหมายฉบับนี้จะเป็นสัญลักษณ์ของการลดความเหลื่อมล้ำ โดยไม่ได้เก็บภาษีจากกองมรดกแต่เก็บภาษีจากส่วนที่เกินเท่านั้น ซึ่งรัฐบาลยอมให้เก็บจากส่วนที่เกิน100ล้านบาท จากเดิมที่กำหนดไว้ 50 ล้านบาท ถือว่าเป็นอัตราจัดเก็บแบบเบาๆ

              นายสมหมาย กล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนผู้ยากจนมีมากมาย ทั้งการเก็บภาษีจากส่วนที่เกินจากผู้ที่มีฐานะดี หรือที่ได้รับมรดกเพื่อมารวมเพิ่มเติมในงบประมาณ ส่วนการนำเอางบประมาณไปใช้จ่ายนั้นก็เป็นการใช้ในหลายๆด้านรวมไปถึงการยกระดับคนยากจน อย่างที่รัฐบาลนี้ทำ คือ การให้ชาวนาไร่ละ 1 พันบาทที่มีพื้นที่ไม่เกิน 15 ไร่ รวมไปถึงการลดความเหลื่อมล้ำรายได้นอกจากจะจัดเก็บภาษีมรดกแล้ว รัฐบาลยังได้ออกมาตรการต่างๆ เช่น การลดภาษีให้กับผู้ยากจนไปถึงประชาชนธรรมดา เป็นต้น

              จากนั้นสนช.ได้พิจารณาเนื้อหาในร่างกฎหมายเป็นรายมาตรา ซึ่งเป็นอย่างเข้มข้น โดยมาตรา 12 ที่กำหนดการจัดเก็บภาษีจากส่วนที่เกิน 100 ล้านบาท จากเดิม 50 ล้าน โดยมาตรานี้กมธ.วิสามัญฯเสียงข้างน้อยจำนวน 7 คนเตรียมอภิปรายเพื่อให้สนช.ลงมติให้กลับไปใช้การจัดเก็บภาษีส่วนที่เกิน 50 ล้านบาทตามเดิม แต่เมื่อนายสมหมาย ชี้แจงต่อที่ประชุมสนช.ว่าครม.ไม่ได้ขัดข้องกับการแก้ไข ทำให้กมธ.เสียงข้างน้อยทั้งหมดขอถอนตัว และไม่ใช้สิทธิในการอภิปรายแสดงความคิดเห็น นอกจากนี้ในมาตรา 13 ว่าด้วยทรัพย์สินที่ได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกจัดเก็บภาษีตามกฎหมาย โดยสมาชิกสนช.อภิปราย ประกอบด้วย พล.อ.สุนทร ขำคมกุล นายวรพล โสคติยานุรักษ์ น.ส.จินตนันทน์ ชญาตร์ ศุภมิตร และน.พ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ต้องการให้กำหนดไปว่าเกษตรกรที่ได้มรดกเป็นพื้นที่เกษตรกรรมไม่เกิน 25 ไร่ และ บุคคลที่ได้รับมรดกเป็นเคหสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และทางวัฒนธรรม ได้รับการยกเว้นไม่ต้องถูกจัดเก็บภาษี แต่คณะกมธ.วิสามัญฯไม่เห็นด้วย  โดยผู้เสนอคำขอแก้ไขดังกล่าวระบุว่าถ้าไม่มีการกำหนดข้อยกเว้นดังกล่าวจะมี ผลให้เกษตรจำเป็นต้องขายที่ดินเพื่อนำเงินมาเสียภาษีตามกฎหมาย เช่นเดียวกับผู้ที่ได้รับมรดกเป็นเคหสถานโบราณที่อาจต้องขายมรดกนี้ออกไป เนื่องจากไม่สามารถแบกรับภาระทางภาษีพร้อมกับค่าบำรุงรักษาเอาไว้ได้

              ด้าน พล.อ.อ.ชนะ อยู่สถาพร รองประธานคณะกมธ.วิสามัญฯ ชี้แจงว่า ในพ.ร.บ.นี้เกษตรกรได้รับความคุ้มครองอย่างแน่นอน เพราะเกษตรที่มีทรัพย์สินเกิน 100 ล้านบาทก็ต้องถือว่าเป็นนายทุน ไม่ใช่ผู้ยากไร้ จึงสมควรต้องถูกเก็บภาษีในส่วนที่เกินตามกฎหมาย ส่วนกรณีของเคหสถานที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ ทางคณะกมธ.ได้พิจารณาร่วมกับกรมสรรพากรแล้วเห็นว่าการตีราคาจะลบค่าเสื่อมโทรมลงไปด้วย ยิ่งอาคารมีอายุมากราคาก็จะลดลงไป

              “ในเรื่องการเปลี่ยนจาก 50 ล้านบาทมาเป็น 100 ล้านบาท ที่ผ่านมาคณะกมธ.พิจารณาอย่างหนักจนมาเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย โดยเสียงข้างมากเห็นว่าใช้ตัวเลข 50 ล้านบาทจะมีผลกระทบมาก โดยเฉพาะกับคนที่กำลังสร้างเนื้อสร้างตัวและผู้ที่มีอยู่อาศัยใจกลางเมืองไปจนถึงผู้ประกอบการ เพราะพบว่ามีผู้ประกอบการที่มีทรัพย์สินเกิน 50 ล้านบาทจำนวนมากด้วยเหตุผลนี้จึงมาใช้ตัวเลขที่ 100 ล้านบาท” พล.อ.อ.ชนะ กล่าว

              จากนั้นได้อภิปรายเรียงลำดับมาตราจนเสร็จสิ้นครบทุกมาตรา ที่ประชุมจึงลงมติเห็นชอบวาระ 3 ด้วยคะแนน 145 - 5 เสียง งดออกเสียง 10 ประกาศให้ร่างพ.ร.บ.ภาษีมรดกมีผลบังคับใช้ เมื่อพ้นกำหนด180วันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษา ทั้งการอภิปรายร่างพ.ร.บ.ดังกล่าวรวมกว่า 6 ชั่วโมง