ข่าว

‘สุพจน์’อีก3ปีจะพา‘Gong Coffee’สู่โกลบอลแบรนด์

‘สุพจน์’อีก3ปีจะพา‘Gong Coffee’สู่โกลบอลแบรนด์

22 พ.ค. 2558

‘สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์’ อีก3ปีจะพา‘Gong Coffee’สู่โกลบอลแบรนด์ : คมคิดธุรกิจนิวเจน โดยบุญเลื่อน พรหมประทานกุล

              ดูเหมือนว่าในระยะ 2 ทศวรรษที่ผ่านมานี้ ธุรกิจอันเกี่ยวเนื่องกับกาแฟกำลังเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะที่ใกล้เคียงผู้บริโภคมากที่สุดอย่างการผลิตเมล็ดกาแฟผงเพื่อเป็นวัตถุดิบ และร้านจำหน่ายกาแฟที่เปิดขึ้นทั่วทุกหัวระแหง ดารดาษสองข้างทางหลัก ทางรอง ปั๊มน้ำมัน คอมมูนิตี้มอลล์ ด้วยเป็นเทรนด์หนึ่งซึ่งสนองไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่ จนอีกหลายๆ คนอยากก้าวสู่วิถีวงการกาแฟ

              ยิ่งไปกว่านั้น เมล็ดพืชสีน้ำตาลเข้มรสขมกลับมีมนต์ขลังมากไปกว่ากลิ่นกรุ่นละมุนลิ้นที่คอกาแฟคุ้นเคย เพราะมันคือแรงกระตุ้นแตกไลน์ขยายฝันสู่กิจการที่เข้ามาเสริมเติมเต็ม "กาแฟคั่วมือวิสาหกิจชุมชน" ก็เป็นหนึ่งในนั้่น

              ถิ่นฐานบ้านเกิดของ "สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์" ที่ จ.ระนอง ช่วยสร้างจินตนาการเล็กๆ ของเขาในเยาว์วัย ให้เล็งเห็นวิสาหกิจชุมชนที่โอบล้อมไปด้วยไร่กาแฟประจำถิ่นพันธุ์โรบัสต้า ที่สามารถต่อยอดสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ไม่ยากนัก แต่ในความเป็นจริงกว่า "ก้อง คอฟฟี่" (Gong Coffee) กาแฟคั่วมือ จะได้ถือกำเนิดขึ้่นด้วยน้ำพักน้ำแรงของสุพจน์ที่ อ.กระบุรี อย่างทุกวันนี้ได้ เขาต้องออกเทียวหาประสบการณ์ไปร้อยเอ็ดเจ็ดย่านน้ำ และแสนไกลอย่างยุโรปและอเมริกา ซึ่งเขาได้เก็บเกี่ยวมาตลอดเส้นทางชีวิตสู่ "ก้องวัลเลย์" และกิจการกาแฟคั่วมือสมปรารถนาในอีก 8 ปีต่อมา

              หลังสุพจน์จบการศึกษาจากวิทยาลัยพาณิชย์พระนครด้วยดีกรีวิชาโฆษณาเมื่อปี 2537 เขาใช้ความรู้ที่ได้มาไปกับอาชีพนักโฆษณากับบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพฯ เพียงชั่วระยะเวลา 3 เดือน ด้วยความคิดที่ว่า ไม่ปรารถนารวมอยู่ในแถวมนุษย์เงินเดือน จุดหมายปลายทางที่เกาะเต่า อ.พะงัน จ.สุราษฎร์ธานี จึงเป็นทางเลือกแรกที่เขาจะเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านกิจการท่องเที่ยวจากสถานที่อันคลาคล่ำไปด้วยฝรั่งมังค่าที่จะมอบสิ่งที่เขาไม่สามารถหาได้จากตำราเรียนหรือที่อื่นใด

              "ยุคนั้นเกาะเต่าอยู่ในช่วงที่กำลังเติบโตด้านการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางไปเยือน จะเป็นกลุ่มที่ต้องการแสวงหาความสันโดษเปิดโอกาสให้ผมได้เรียนรู้ถึงการแสวงหา การทำหน้าที่เป็นผู้ให้-ผู้รับ ซึ่งบทสรุปที่ตามมา ก็คือการเลือกที่จะเก็บเงินระหว่างทำงานอยู่ที่เกาะเต่า เพื่อเป็นทุนนำพาตัวเองออกไปสู่โลกภายนอก ทั้งในฐานะนักท่องเที่ยวและหางานทำเพื่อให้ตัวเองอยู่รอด"

              สุพจน์ ใช้ชีวิตแบบนักผจญภัย อยู่ใน 10 ประเทศ ทั้งที่ยุโรป และสหรัฐอเมริกา สลับกับเดินทางกลับมาตุภูมิ ตามช่วงเวลางานของประเทศที่ทำงานอยู่

              ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ สุพจน์ เล่าว่า ชีวิตในต่างประเทศ คือที่มาของเรียนรู้แบบนอกกรอบ ให้วิธีคิดที่มองไปข้างหน้า การสร้างมิตรที่เป็นชาวต่างชาติจำนวนมากทำให้เกิดการพึ่งพา ดังนั้น เมื่อกลับมาสู่บ้านเกิดที่ จ.ระนอง ในปี 2551 สิ่งที่เห็นเป็นช่องทาง คือการนำผลผลิตทางการเกษตรมาต่อยอดในการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ

              กาแฟสำเร็จรูปแบบทรีอินวัน ราคาซองละ 4 บาท คืออีกหนึ่งตัวจุดประกายให้สุพจน์ได้ฉุกคิดว่า แท้จริงแล้วผู้บริโภคควรได้ลิ้มรสกาแฟแท้ที่มากไปกว่าเนื้อกาแฟ 10% ที่บรรจุในซอง เมื่อ จ.ระนอง เป็นแหล่งปลูกกาแฟ จึงช่วยตอบโจทย์ข้อนี้ของเขาได้ไม่ยาก

              "ผมพยายามหาช่องทางทำกาแฟสดให้ผู้ที่ชื่นชอบรสชาติได้ลิ้มลอง ถึงความเป็นกาแฟสดอย่างแท้จริง จึงนำเมล็ดกาแฟตากแห้ง มาทดลองคั่วกับกระทะ ลองผิดลองถูก หาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับกาแฟโรบัสต้า การใช้หม้อต้มกาแฟด้วยความดัน โดยใช้พลังงานความร้อนจากไฟ เวลาชงด้วยน้ำร้อนจากกาแฟคั่วสด บดด้วยมือ ทำไปทำมาอยู่อย่างนั้นจนได้รสชาติเฉพาะตัว ผลลัพธ์จากนั้นก็คือ กาแฟที่มีเอกลักษณ์ รสชาติและกลิ่นเฉพาะคือหอมแตกต่างจากกาแฟอื่นๆ แรกดื่มจะมีรสเปรี้ยวแล้วจะกลายเป็นหวานในปาก"

              สุพจน์ บอกว่า สิ่งที่ภูมิใจก็คือแหล่งกำเนิดที่มาจากหมู่บ้านบกกราย อ.กระบุรี จ.ระนอง ซึ่งตามแผนที่โลก แหล่งปลูกแห่งนี้ถือว่าอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร เช่นเดียวกับแหล่งกาแฟอื่นๆ ที่มีชื่อเสียงของโลก ไม่ว่าจะเป็น เคนยา บราซิล หรือโคลัมเบีย

              ผลิตภัณฑ์กาแฟคั่วมือที่แปรรูป เป็นผลิตภัณฑ์เพื่อการค้าชื่อก้อง คอฟฟี่ หรือภาษาอังกฤษ Gong Coffee ปัจจุบันวางจำหน่ายใน 2 ขนาด คือขนาด 250 กรัม ราคา 150 บาท และขนาดความจุ 500 กรัม ราคา 300 บาท  ซึ่งเป็นราคาของตลาดท้องถิ่น และแน่นอนว่าจะปรับเพิ่มไปตามระยะทาง

              ซึ่งเป็นไปตามกลไกตลาด โดยลูกค้าที่สั่งซื้อเข้ามาปัจจุบันมีทั้งลูกค้าที่เป็นร้านค้าชั้นนำ ส่วนใหญ่จะเป็นร้านค้าของชาวต่างชาติที่เข้ามาเปิดร้านกาแฟในไทย รวมทั้งลูกค้าทั่วไปที่มีทั้งลูกค้าทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยช่องทางการจำหน่ายจะเน้นการติดต่อสั่งซื้อทางโซเชียลมีเดีย หรือผลิตจำหน่ายตามคำสั่งซื้อโดยตรง

              ความน่าสนใจของตัวสินค้า ทำให้มีแรงสนับสนุนที่จะให้ สุพจน์ และวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์กาแฟคั่วมือ และท่องเที่ยวเชิงเกษตร

              ที่ อ.กระบุรี ได้ยกระดับสู่การจัดทำเป็นอุตสาหกรรมอย่างครบวงจร แต่สุพจน์ ยืนยันที่จะทำให้ธุรกิจของเขาเติบโตแบบค่อยเป็นค่อยไป เพราะแม้ว่าโดยพื้นฐานตัวสินค้าเองมีความแข็งแกร่งอยู่แล้วก็ตาม แต่การนำระบบอุตสาหกรรมมาใช้อาจจะมีผลกระทบต่อตัวสินค้า ที่จะก้าวข้ามจากกาแฟคั่วมือสู่การผลิตอีกแบบที่ไม่อาจควบคุมคุณภาพได้

              "เรื่องตลาดที่จะรองรับตัวสินค้า ผมไม่หนักใจ เพราะวันนี้ช่องทางการตลาด พัฒนาไปได้ไกลมาก ในฐานะผู้ผลิตก็สามารถที่จะสร้างช่องทางการตลาดให้แก่ตัวเองได้ โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้จัดจำหน่ายที่จะลดทอนส่วนแบ่งหรือผลกำไร ดังนั้น สิ่งที่ท้าทายมากที่สุดก็คือทำอย่างไรที่จะรักษาความเป็นคุณภาพให้คงอยู่ เพื่อให้เอื้อต่อการทำธุรกิจระยะยาว"

              จุดหมายปลายทางของ "ก้อง คอฟฟี่" สุพจน์วางเป้าไว้สูงสุดให้เป็นแบรนด์ระดับโลกภายในเวลา 3 ปี "สิ่งที่ทำเหล่านี้ ไม่ใช่เพื่อคนใดคนหนึ่ง แต่ทำเพื่อให้ทุกคนที่มีส่วนร่วม เป็นวิสาหกิจชุมชนแปรรูปผลิตภัณฑ์กาแฟคั่วมือเกิดความภาคภูมิใจ ผมไม่ได้หวังที่จะร่ำรวยกับการผลิตหรือค้ากาแฟ แต่ต้องการที่จะพัฒนา เพื่อให้ธุรกิจทางด้านนี้ เป็นฐานรายได้ให้แก่สมาชิกหรือคนในท้องถิ่น"

              ด้วยกำลังการผลิตกาแฟคั่วมือยังอยู่ที่ 20 กิโลกรัมต่อวัน หรือ 80 ถุง ซึ่งเฉลี่ยเท่ากับ 1 เดือน ผลิตได้ 2,400 ถุง ซึ่งแม้จะดูน้อยนิด แต่สุพจน์มองต่างมุมไปจากนักผลิตอุตสาหกรรมทั่วไปว่า เพราะการผลิตที่เน้นคุณภาพทำให้มีปริมาณน้อย ซึ่งจะยิ่งสร้างดีมานด์ให้แก่ตัวสินค้า

              "ขณะที่ความแข็งแกร่งของภาคการผลิต จะทำให้กิจการนี้เป็นวิสาหกิจแห่งเดียวในไทย ที่สามารถควบคุมราคาซื้อขายเมล็ดกาแฟได้ด้วยตนเองทำให้กลุ่มวิสาหกิจก้อง คอฟฟี่สามารถขายเมล็ดกาแฟได้ในราคาสูงกว่าตลาดรับซื้อทั่วไปถึงเท่าตัว เป็นการสร้างฐานรายได้ให้แก่สมาชิกที่ส่งมอบวัตถุดิบให้ทั้ง 70 ราย ทั้งยังเป็นการจุดประกายให้แก่แหล่งปลูกอื่นที่จะส่งผลผลิตมาให้เพื่อแปรรูป"

              "ถ้าถามผมวันนี้ว่า ธุรกิจผมถึง 100 ล้านบาทไหม ในเชิงมูลค่ามันคงตอบยาก แต่สิ่งที่ผมอธิบายได้ง่ายกว่า ก็คือทุกคนในชุมชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น  อันนี้คือดัชนีที่สะท้อนได้ง่าย และมีความตรงไปตรงมา"

              เหล่านี้คือที่สุดของ "ก้อง คอฟฟี่" อันมีที่มาค่อนข้างยาวไกล เพราะเจ้าของกิจการที่ชื่อ "สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์" เลือกที่จะคิดนอกกรอบ เน้นเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ที่นำมาเคี่ยวกรำจนกรุ่นกลิ่น ละมุนลิ้น เหมือนกาแฟทุกๆ เมล็ดของเขา


กว่าจะเป็นเกษตร...อินดี้

              ด้วยความชำนาญในเรื่องของการผลิตกาแฟ ทำให้ทุกวันนี้ ก้อง วัลเลย์  ที่บ้านบกกราย อ.กระบุรี จ.ระนอง กลายเป็นศูนย์กลางในการผลิตตัวสินค้า   ควบคู่กับการทำหน้าที่เป็นแหล่งให้ความรู้แก่ผู้ที่สนใจที่จะเรียนรู้ในเรื่องของการคั่วกาแฟ ในสูตรเดียวกันกับที่ "สุพจน์ กรประสิทธิ์วัฒน์" ในวัยเพียง 42 ปี เป็นผู้ปูแนวทางไว้ให้ และความโดดเด่นในตัวสินค้า ทำให้สุพจน์ได้รับการติดต่อทั้งจากหน่วยงานภาครัฐ-ภาคเอกชน รวมถึงสถาบันการศึกษา ในระดับอุดมศึกษา 7 แห่ง ไปถ่ายทอดวิชาในฐานะเป็นวิทยากร    

              "ทุกคนอาจจะเรียกผมว่ากูรูทางด้านกาแฟ แต่จริงๆ แล้ว ผมชอบความเป็นอิสระ (อินดีเพนเดนซ์) หรือเป็นเกษตรกรอินดี้มากกว่า เพราะความรู้เหล่านี้ มาจากการศึกษาด้วยตนเอง เป็นการคิดที่แตกต่างไปจากคนอื่น เพราะสิ่งเดียวที่ต้องการก็คือความต่าง การหลอมรวมวิธีคิดของผม มาจากการอ่านหนังสือ ผมใช้เวลากับหนังสือหนักมากเพื่อสร้างวิธีคิด ทั้งเพื่อการมองชีวิตตัวเอง และการบริหารธุรกิจให้อยู่รอด ผมโชคดีที่มีเพื่อนต่างชาติในหลายประเทศ พวกเขาเหล่านั้น ให้มุมมอง ให้แง่คิดที่แตกต่าง และมีส่วนที่ทำให้ผมก้าวมาได้ถึงวันนี้"