ข่าว

เศรษฐกิจกับความสุขของชาวบ้าน

เศรษฐกิจกับความสุขของชาวบ้าน

16 ก.ค. 2552

ชาวเอเชียเรารู้กันมาตั้งนานแล้วว่าการมีเงินเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าคนผู้นั้นจะมีความสุขเสมอไป

 แต่ฝรั่งเพิ่งมาตื่นเต้นกับสัจธรรมนี้ โดยได้มีหลายองค์กรหันมาให้ความสนใจกับปัจจัยที่ให้ความสุขแก่มนุษย์อย่างจริงจัง ตัวอย่างที่ผมจะยกมาเล่าในวันนี้เป็นผลงานของกลุ่มบุคคลคณะหนึ่งในรูปมูลนิธิใช้ชื่อเป็นภาษาอังกฤษว่า “The New Economics Foundation (NEF)” แปลเป็นไทยตรงๆ ว่า มูลนิธิเศรษฐศาสตร์แนวใหม่

 ผลงานชิ้นหนึ่งที่สำคัญของ มูลนิธิแห่งนี้คือ การสร้าง ดัชนีความสุขของประชากร แต่ละประเทศ (Happy Planet Index) ขึ้นในครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ.2549 ได้รับการขานรับพอสมควรและในปี พ.ศ.2552 เขาก็ทำดัชนีอย่างเดียวกันมาอีกชุดหนึ่ง

 การจัดอันดับประเทศที่มีประชากรมีความสุขที่สุดในโลกจาก 143 ประเทศที่เขาได้ศึกษาในครั้งนี้ทำความแปลกใจให้แก่ผู้คนอยู่พอสมควร กล่าวคือประเทศเล็กๆ ในทวีปอเมริกาใต้คือ ประเทศคอสตาริกา ได้รับการจัดให้เป็นประเทศอันดับหนึ่งที่กล่าวได้ว่าประชากรมีความสุขเป็นที่สุดในโลก

 ลองสำรวจดูบัญชีรายชื่อประเทศที่ร่ำรวยหรือมีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่โต ประชากรของเขาจะมีความสุขอยู่ในลำดับไหนของดัชนีความสุขชุดนี้

 อเมริกานั้นมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด แต่ความสุขของอเมริกันชนถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 114 ญี่ปุ่น เศรษฐกิจของประเทศจัดเป็นอันดับ 2 ประชากรของเขามีความสุขในลำดับที่ 75 และประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจอันดับ 3 คือเยอรมนี ความสุขของ ชาวเยอรมันอยู่ในอันดับที่ 51 ซึ่งต่ำกว่าของคนไทยถึง 10 อันดับ

 ความสุขของคนไทยในปี 2009 ถูกจัดให้อยู่ในลำดับที่ 41 ของโลก ก็ยังนับว่าค่อนไปในทางดี ตีความว่าคนไทยโดยเฉลี่ยยังมีความสุขเหนือกว่าชาวโลกอื่นๆ ถึงร้อยกว่าประเทศซึ่งก็น่าจะพอใจในสภาพความเป็นอยู่ในขณะนี้ แต่เมื่อชำเลืองดูบัญชีชื่อประเทศทั้งหมดแล้วก็ชักเกิดความไม่แน่ใจในดัชนีวัดความสุขชุดนี้ เพราะความสุขของคนไทยต่ำกว่าคนเวียดนามถึง 36 อันดับ และต่ำกว่าพี่น้องชาวลาวถึง 22 อันดับ แต่ที่รับไม่ได้ก็คือดัชนีชุดนี้บอกว่าชาวพม่ามีความสุขมากกว่าคนไทย ทั้งนี้ถ้าเป็นจริงทำไมชาวพม่าจึงทิ้งบ้านทิ้งเมืองมาหลบซ่อนทำงานด้วยความยากลำบากอยู่ในเมืองไทยเป็นแสนเป็นล้านคน

 คนไทยส่วนใหญ่เมื่อได้อ่านดัชนีชุดนี้แล้วก็จะเกิดความสงสัยว่ามูลนิธิเศรษฐศาสตร์แนวใหม่นี้มีเจตนาแฝงโดยเป็นตัวแทนของกลุ่มคนที่คิดแปลกแยกจากกระแสหลักของสังคมหรือไม่ เพราะผลการศึกษาขัดกับความรู้สึกและความเข้าใจของคนโดยทั่วไป แต่เมื่อย้อนไปติดตามถึงวิธีการคำนวณของเขาก็พอเข้าใจความต้องการอันบริสุทธิ์ของเขาได้ว่า เขาให้ความสัมพันธ์กับภาวะแวดล้อมเป็นอันมากโดยจับประเด็นได้ความว่าประเทศใดที่ประชากรใช้ทรัพยากรของโลกเกินกำลังที่โลกจะฟื้นตัวทดแทนได้ทัน ความสุขของประชากรในประเทศนั้นก็จะได้รับคะแนนน้อย ถือได้ว่าเป็นกลุ่มเดียวกับพวกที่รณรงค์เรื่อง “โลกร้อน” จึงสรุปได้ว่าเป็นความคิดเห็นของคนกลุ่มหนึ่งที่ต้องรับฟัง แต่จะเชื่อหรือไม่ก็ต้องแล้วแต่วิจารณญาณของแต่ละบุคคล

 อย่างไรก็ตามเมื่อได้นำเอาการจัดอันดับความสุขของประชากรในปีนี้เทียบกับเมื่อ 3 ปีที่แล้วก็ทำให้เกิดความฉุกคิดว่าดัชนีชุดนี้บอกอะไรแก่เราบางอย่างเหมือนกัน กล่าวคือในทางวิชาการการศึกษาเรื่องใดเรื่องหนึ่งหากไม่ได้เปลี่ยนระเบียบวิธีคำนวณ หรือวิธีศึกษาโดยใช้ตัวแปรตามกรอบกติกาซึ่งไม่มีการเปลี่ยนแปลงเราก็อาจจะอ่านผลเปรียบเทียบที่เรียกว่า ”สัมพัทธ์” ได้ เช่นในกรณีนี้ในปี 2549 เขาจัดอันดับให้คนไทยมีความสุขอยู่ในอันดับที่ 32 ส่วนในปีนี้ 2552 อันดับของเราตกลงไป 9 อันดับ เราคงต้องถามตัวเราเองว่าเรามีความสุขน้อยลงหรือเปล่า ซึ่งผมเชื่อว่าคนไทยส่วนใหญ่คงจะรู้สึกอย่างเดียวกันว่ามีความสุขน้อยลง แต่ต้องระวังให้ดีว่าความสุขน้อยลงนั้นไม่ได้เกิดจากคนใดคนหนึ่งหรือปัจจัยใดปัจจัยหนึ่งแต่เกิดจากปัจจัยหลายประการ

 ในภาวะเช่นนี้จึงไม่มีอะไรที่จะดีกว่าหันมาให้ความสนใจทาง ”ธรรม” กันบ้างซึ่งเหมาะกับเทศกาลเข้าพรรษาในวันอาสาฬหบูชา พระพุทธเจ้าได้ประกาศศาสนาและแก่นสำคัญของศาสนาพุทธ คือการ ”ทำใจ” หัดให้เข้าใจธรรมชาติของโลก และธรรมชาติของสังคม หัดทำใจให้ลดละจากกิเลสทั้งปวงแล้วเราก็จะมีความสุขเพิ่มขึ้นได้เองโดยไม่ต้องไปสนใจดัชนีความสุขชุดอื่นใด

นายหนูใหญ่
[email protected]