
การเมืองเรื่องพันธบัตร "ใครเข้มแข็ง"?
สัปดาห์นี้รัฐบาลของคุณอภิสิทธิ์มีข่าวดีซ้อนข่าวดีอยู่สองข่าว
ข่าวแรกก็คือ ข่าวความสำเร็จในการเยี่ยมชมพื้นที่ จ.บุรีรัมย์
ข่าวที่สองก็คือ ข่าวความสำเร็จในการจำหน่ายพันธบัตรรอบใหม่ของรัฐบาล ตามโครงการไทยเข้มแข็ง
ข่าวแรกนั้นในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์และตัวนายกรัฐมนตรีอาจจะไม่ค่อยถึงความสำเร็จจากการตรวจเยี่ยมสักเท่าไหร่ เพราะความสำเร็จดูจะถูกวัดจากการได้ไปถึงพื้นที่อย่างปลอดภัย
มากกว่าประเด็นของตัวโครงการที่ไปตรวจเยี่ยมเอง
ในเมื่อความสำเร็จของการเยี่ยมพื้นที่คือการได้ไปเยี่ยมมากกว่าเนื้อหาสาระว่าไปเยี่ยมอะไรบ้างแล้ว ความสำเร็จก็จึงไปอยู่ที่การเตรียมการไปเยี่ยมมากกว่าตัวคนเยี่ยม ดังนั้นความสำเร็จจากการไปเยี่ยมจึงอยู่ที่บรรดาคณะทำงานเตรียมการ โดยเฉพาะทีมงานเสื้อน้ำเงิน และทีมงานพรรคร่วมรัฐบาลในฐานะเจ้าของพื้นที่ มากกว่าตัวพรรคประชาธิปัตย์และตัวนายกรัฐมนตรีเองที่เป็นคนนอกพื้นที่
อย่างไรก็ดี ข่าวคราวการจำหน่ายพันธบัตรไทยเข้มแข็งงวดแรกหมดอย่างรวดเร็วดูจะมาช่วยชีวิตของพรรคประชาธิปัตย์ โดยเฉพาะทีมงานของนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกระทรวงการคลังได้อย่างทันท่วงที โดยเฉพาะการขับเน้นของเนื้อข่าวที่ว่ามีคนชรามารอซื้อพันธบัตรตั้งแต่ดึก (ทั้งที่ในรายละเอียดก็คือ การเปิดจำหน่ายรอบนี้เป็นการเปิดจำหน่ายสำหรับผู้สูงอายุอยู่แล้ว)
เรื่องที่ต้องพึงระวังก็คือ ภาพลักษณ์ความสำเร็จของรัฐบาลในการระดมเงินในประเทศเพื่อมาบริหารให้ประเทศเข้มแข็งนั้นอาจจะตอบโจทย์สำคัญของรัฐบาลที่เหมือนว่าจะเอาตัวรอดจากข้อกังขาของประชาชนได้
ในแง่ที่ว่า "รัฐบาลต้องการเงิน" รัฐบาลจึงกู้เงิน แต่เมื่อการกู้เงินจะทำให้ถูกประชาชนสงสัย และถูกกล่าวหาจากฝ่ายค้านว่าทำงานไม่เป็น และเพิ่มภาระหนี้ ยิ่งโดยเฉพาะเมื่อบาดเจ็บมาจากการถูกกล่าวหาว่า หน่อมแน้มจากนโยบายโยนเงิน 2,000 บาท ให้คนชั้นกลางระดับล่าง คราวนี้รัฐบาลเลยหาทางออกโดยการขายพันธบัตรให้คนในประเทศ
นับว่าไม่ต้องไปกู้ต่างชาติให้เสียคะแนน (ชาติ) นิยมเหมือนที่ถูกกล่าวหามาหลายเดือน
งานนี้รัฐบาลก็จะสามารถครองใจประชาชนและกำหนดความเหนือกว่าประชาชนได้อย่างเบ็ดเสร็จ โดยทำให้เชื่อได้ว่าคนยากคนจน (ที่เพิ่งไปตรวจเยี่ยมมา) นั้นเป็น "ภาระ" ของสังคมและภาระของรัฐบาล ในแง่ที่ว่าเงินทองที่มาจากการกู้ยืมของรัฐบาลนั้นมาจากคนรวยมากกว่าคนจน เพราะคนรวยนั้นออกตังค์ให้รัฐบาลกู้ ดังนั้นพันธกิจของรัฐบาลก็คือการบริหารประเทศโดยคำนึงถึงหลักการที่ว่าคนรวยนั้นเลี้ยงคนจน และทำให้คนรวยนั้นเริ่มรู้สึกว่าเขาต้องมาแบกรับภาระคนจนมากขึ้น
ที่มาทางการคลังแบบนี้ของรัฐบาลนั้นแตกต่างจากการระดมเงินในทางอื่น เช่น การเก็บภาษี ที่เน้นหลักว่าคนรวยต้องจ่ายเยอะเพราะมีรายได้เยอะ หรือการเก็บภาษีการบริโภคที่ทุกคนต้องจ่ายตามการบริโภค หรือการออกลอตเตอรี่ ที่เน้นการระดมทุนเพื่อการกุศลหรือการเสี่ยงโชค
ผมไม่ได้คิดว่ารัฐบาลจะจงใจที่จะคิดหรือจินตนาการอย่างที่ผมนำเสนอหรอกครับ แต่ในระยะยาว เมื่อแหล่งที่มาของเงินนั้นมาจากการระดมเงินจากคนรวยภายในประเทศ ขณะที่งบประมาณจำนวนมากนั้นจะเกี่ยวพันกับคนจน โดยเฉพาะคนจนในชนบท สิ่งที่ตามมาก็คือ ท่าทีของรัฐบาลเองในการมองปัญหา และท่าทีของสังคมที่มีต่อการแก้ปัญหาของประเทศ ก็อาจจะหันไปนำเสนอความกังวลของเจ้าของแหล่งทุนมากขึ้นเรื่อยๆ
รัฐบาลเนี่ยยังไงก็มาได้ ไปได้ แต่สื่อมวลชนเนี่ยสิครับ ผมล่ะกลัวใจจริงๆ ...



