
สนช.พิจารณาร่างพ.ร.บ.งบปี59
21 พ.ค. 2558
พรเพชร นัด สนช.พิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณ ปี 59 วงเงิน 2.77 ล้านล้านบาท
21 พ.ค.58 เมื่อเวลา 09.50 น. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แถลงถึงการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2559 วงเงิน 2.77 ล้านล้านบาท ที่สนช. จะพิจารณาในวันนี้ (21 พ.ค.) ว่า มีรายละเอียดที่สำคัญ คือ เป็นงบประมาณรายจ่าย จำนวน 2.77 ล้านล้านบาท ซึ่งยอมรับว่างบประมาณที่มีวงเงินสูงกว่างบประมาณปีที่ผ่านๆ มา นอกจากนั้นได้ตั้งเป็นงบประมาณแบบขาดดุล จำนวน 3.9 แสนล้านบาท ทั้งนี้มีงบที่ใช้เพื่อการลงทุน ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการตั้งงบประมาณจำนวนดังกล่าวไว้เพื่อต้องการกระตุ้น และเสริมสร้างความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
สำหรับการพิจารณารายละเอียดของงบประมาณ ซึ่งสนช. อยู่ระหว่างศึกษาคืองบเดินทางศึกษาดูงานต่างประเทศ ขณะที่การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ที่กำหนดไว้ 50 คน จะแบ่งเป็นสนช.ที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และสามารถปฏิบัติงานได้เต็มเวลา เพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาร่างพ.ร.บ.งบประมาณฯ ให้มากที่สุด จำนวน 40 คน เบื้องต้นได้คัดเลือกเกือบครบแล้ว และกมธ.ในสัดส่วนของรัฐบาล จำนวน 10 คน
‘พรเพชร’ เสนอแนะคนแก้รธน.ชั่วคราว57 ให้คำนึงหลัก 3 ข้อ
21 พ.ค. นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) อยู่ระหว่างการพิจารณายกร่างคำแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557เพื่อเปิดโอกาสให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ขณะนี้ตนยังไม่ทราบว่าแนวทางของการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวนั้นจะออกมาแบบไหน แม้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ จะออกมาให้สัมภาษณ์ถึงแนวทางเบื้องต้นของการดำเนินการหลังจากที่การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้รับความเห็นชอบ ซึ่งส่วนตัวมองว่ากระบวนการที่จะพิจารณาเรื่องทำประชามตินั้นต้องคำนึงถึงประเด็นต่างๆ
ดังนี้ 1.การทำประชามตินั้นต้องการเห็นการสะท้อนความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง และต้องรับฟังความเห็นให้มากที่สุดเพื่อให้มั่นใจว่าเสียงส่วนใหญ่ของประชาชนนั้นให้ความเห็นชอบจริง,2.หากผลของการออกเสียงประชามติไม่ผ่าน ต้องคำนึงว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อให้ได้มาซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อให้ประชาชนพอใจมากกว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่ผ่านประชามติ และเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติมากกว่าการไม่ยอมรับ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวต้องพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไร รวมถึงต้องพิจารณาด้วยว่าในกระบวนการที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่มีประเด็นใดที่ไม่เป็นที่ยอมรับ หรือมีข้อบกพร่องอย่างไร ส่วนตัวมองว่าต้องใช้เวลาศึกษาพอสมควร ส่วนประเด็นของการยึดโยงกับประชาชนในการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตนมองว่าประเด็นการยึดโยงสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งการรับฟังความเห็น และ3.โร้ดแม็พที่จะดำเนินการว่าต้องใช้เวลาเท่าไร ซึ่งตนหวังว่าคนที่คิดต้องพิจารณาสิ่งที่เป็นประโยชน์ที่สุด
นายพรเพชร กล่าวถึงกรอบและหลักเกณฑ์ที่สนช. จะพิจารณารัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมว่าตามกรอบเวลาที่กำหนดไว้ เมื่อสนช. ได้รับร่างแก้ไขเพิ่มเติมแล้ว จะมีเวลาพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบภายใน15วัน และสนช.สามารถแก้ไขถ้อยคำได้ หากได้รับความยินยอมจากครม.และคสช. ซึ่งหลักที่จะใช้พิจารณาคือการศึกษา วิเคราะห์ ถึงเหตุผลและความจำเป็น ซึ่งอาจต้องสอบถามว่าตามที่เขียนมานั้นหมายความหรือมีความจำเป็นอย่างไร โดยสนช.อาจฟังเสียงภาคประชาชน สื่อมวลชนด้วย สำหรับวิธีการพิจารณาจะไม่เหมือนกับการพิจารณาร่างกฎหมายปกติ แต่รายละเอียดจะเป็นอย่างไรต้องรอเห็นเนื้อหาก่อน
“ผมเชื่อว่าการพิจารณารัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557ฉบับที่แก้ไขเพิ่มเติมนั้นจะใช้หลักร่วมมือกัน หากสนช. เห็นว่าความเป็นอย่างไร ครม. และคสช. อาจเห็นด้วย เพื่อความมั่นคงของหลักการที่เป็นประโยชน์และรัฐธรรมนูญที่จะแก้ไข” นายพรเพชร กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่าฐานะเป็นผู้ร่วมยกร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557มีการประเมินอย่างไร ถึงไม่กำหนดให้ทำประชามติรัฐธรรมนูญไว้ตั้งแต่แรก นายพรเพชร กล่าวว่าเพราะไม่มีหลักการใดที่รับประกันว่าการทำประชามติรัฐธรรมนูญ แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550จะผ่านการทำประชามติก็มีผลบังคับใช้ไม่กี่ปีและอยู่ไม่นาน และโรดแม็พของคสช. มีประเด็นที่ต้องระวังว่า เมื่อทำประชามติ โรดแม็พจะยาวไปไกล ตอนที่ยกร่างรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557นั้นได้คำนึงว่าหากร่างรัฐธรรมนูญใหม่ไม่มีปัญหาอะไร ประชาชนพอใจ สปช.ให้การยอมรับ ไม่ต้องทำประชามติก็ได้ ทั้งนี้ตนยืนยันว่าการเขียนรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557ที่ไม่กำหนดเรื่องประชามติไม่ใช่เพราะความประมาทหรือความเลินเล่อ



