ข่าว

เหิม!บุกเดี่ยวชิงทรัพย์เซเว่นฯ2ร้านติด

เหิม!บุกเดี่ยวชิงทรัพย์เซเว่นฯ2ร้านติด

21 พ.ค. 2558

เหิม!คนร้ายบุกเดี่ยวใช้อาวุธมีดขู่ชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ 2 ร้านติด ตรวจสอบพบก่อเหตุซ้ำ เป็นรายเดียวกับที่ลงมือคืนก่อนอีก 3 สาขา

 
          วันที่ 21 พ.ค.58 เมื่อเวลา 04.30 น. ร.ต.ท.ไอศรรย์ ปถมสันติพงศ์ พนักงานสอบสวน สน.บางชัน รับแจ้งเหตุคนร้ายชิงทรัพย์ ร้านสะดวกซื้อ เซเว่นอีเลฟเว่น 2 สาขา ที่สาขาอมรพันธ์ คอนโดมิเนี่ยม กลางซอยสวนสยาม 12 แขวงและเขตคันนายาว กทม. และสาขาซอยราษฎร์พัฒนา หรือซอยมิสทีน แขวงและเขตสะพานสูง กทม. หลังรับแจ้งจึงเดินทางไปตรวจสอบ พร้อมเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน สน.บางชัน และฝ่ายสืบสวน กก.สส.บก.น.4
 
          ที่เกิดเหตุร้านแรกสาขาอมรพันธ์ คอนโดมิเนี่ยม ซอยสวนสยาม 12 เจ้าหน้าที่ตำรวจพบพนักงานประจำร้านเป็นหญิง 3 คน ยังอยู่ในอาการตกใจ ยืนรอให้การว่า เมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. มีคนร้ายชาย 1 คน รูปร่างผอม สูงประมาณ 170-180 ซ.ม. สวมหมวกกันน็อกเต็มใบสีขาว ใส่เสื้อคลุมสีน้ำเงิน ทับเสื้อเชิ้ตสีม่วงด้านใน กางเกงขาสามส่วนสีครีม เดินเข้ามาในร้านที่หน้าเคาน์เตอร์ พร้อมกับทำท่าทางข่มขู่คล้ายจะชักอาวุธมีด โดยเป็นน้ำเสียงวัยรุ่นรายนี้ บอกให้เปิดลิ้นชักเก็บเงิน แต่ไม่มีเงิน ก่อนที่พนักงานสาวทั้ง 3 คน จะวิ่งแตกตื่น คนร้ายจึงหยิบเพียง ช็อคโกแลต 1 แท่ง แต่ไม่ได้ทรัพย์สิน ออกจากร้านไป
 
          ส่วนร้านที่สองสาขาซอยมิสทีน พบนายปกรณ์ ปรีแก้ว พนักงานของร้านยืนให้การกับเจ้าหน้าที่ตำรวจว่า ขณะเข้าเวรอยู่กับพนักงานอีกคนเป็นหญิง พบคนร้ายชาย 1 คน เดินเข้ามาที่หน้าเคาน์เตอร์ ตนจึงบอกให้ถอดหมวกกันน็อก คนร้ายจึงเปิดเสื้อโชว์อาวุธมีด พร้อมบอกให้ เปิดลิ้นชักนำเงินออกมา ด้วยความกลัวจึงหยิบเงินในลิ้นชัก จำนวน 1,300 บาท เมื่อคนร้ายได้เงิน จึงหลบหนีออกจากร้านไป
 
          เบื้องต้นจากการตรวจสอบกล้องวงจรปิดร้านสะดวกซื้อทั้ง 2 สาขา พบว่า คนร้ายเป็นคนเดียวกัน และเป็นคนร้ายที่ก่อเหตุชิงทรัพย์ร้านสะดวกซื้อ ทั้ง 3 สาขา ตั้งแต่เมื่อวันที่ 20 พ.ค. หลังนำภาพกล้องวงจรปิดมาให้พนักงานของร้านทำการตรวจสอบ ซึ่งต่างยืนยันว่า มีลักษณะรูปพรรณ สวมหมวกกันน็อกเต็มใบสีขาวเหมือนกัน ต่างเพียงชุดแต่งกาย โดยเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน บก.น.4 และฝ่ายสืบสวน สน.บางชัน ได้ลงพื้นที่ตรวจสอบกล้องวงจรปิดในพื้นที่ ซึ่งคาดว่าเป็นเส้นทางที่คนร้ายใช้ในการหลบหนี เพื่อเร่งติดตามจับกุมคนร้ายมาดำเนินคดีต่อไป