
บิ๊กตู่บอกปมโรงฮิงญากำลังคุยกันอยู่
บิ๊กตู่บอกปมโรงฮิงญากำลังคุยกันอยู่ แนะอย่าให้เกิดความขัดแย้งระหว่างปท. มาเลย์-อินโดฯจัดที่พักพิงให้ 1 ปี พม่าตอบรับร่วมประชุม29พ.ค.
เมื่อเวลา 15.20 น. วันที่ 20 พ.ค.2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประเทศมาเลเซียและอินโดนีเซียได้ลงนามที่จะตั้งศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อรองรับชาวโรฮิงญาว่า “เราก็ยังยืนยันเหมือนเดิมเพราะเราเป็นประเทศกลางทาง ซึ่งวันเดียวกันนี้เป็นการประชุมในระดับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศของ 3 ประเทศ และข้อเท็จจริงแล้วประเทศไทยมีปัญหามากกว่าเขา แต่เราเห็นด้วยกับนโยบายต่างๆแต่ปัญหามีอยู่ว่าจะรับที่ไหนก็ค่อยว่ากันอีกที ตอนนี้เหมือนกับเขาต้องการรับโดยแต่ละประเทศแบ่งๆกันรับ ตนถามว่าท่านรับได้หรือไม่ขอให้ตอบมาทีสิว่ารับได้หรือไม่”
เมื่อผู้สื่อข่าวตอบว่า ก็ดีที่แต่ละประเทศช่วยๆกันแบกรับปัญหาดังกล่าว โดยที่ไทยไม่ต้องแบกรับปัญหาฝ่ายเดียว พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์โมโหว่า “เขามี 9,000 คน แบ่งประเทศละ 3,000 คน รับไหม ไปคิดใหม่" ก่อนที่นายกรัฐมนตรีจะหันมากล่าวกับผู้สื่อข่าวอีก ว่า "ซึ่งจะรับหรือไม่รับไม่รู้ กำลังไปพูดคุยอยู่ ผมไม่พูดอะไร แต่ขอร้องว่าอย่าไปทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างไทยกับทุกประเทศ"
ด้านพล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงตัวเลขผู้อพยพ 9,000 รายว่า ในวันนี้จากข้อมูลเบื้องต้น มีรายงานว่าชาวโรฮิงญาทั้งหมดมีประมาณ 1.4 ล้าน - 2 ล้านคน ในความหมายของนายกรัฐมนตรี คือต้องการให้ผลการประชุม 15 ประเทศ ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ก่อน และเห็นว่าทั้ง 3 ประเทศ ที่คุยกันในวันนี้จะรีบไปทำไม เพราะภาพใหญ่ของอาเซียนยังไม่ได้คุยกัน และยังไม่ควรจะไปตกลงอะไรกันในตอนนี้ อย่างไรก็ตามถ้าไปรับมาดูแลในวันนี้ ขณะยังไม่รู้ตัวเลขแท้จริง ก็ไม่รู้ว้าจะมีผู้อพยพนั้นมาอีกเท่าไร อาจทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศกลางทางที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้
พล.อ.วิลาศ กล่าวว่า ซึ่งวันนี้ต้องรู้ว่าปัญหาที่ต้นทางเกิดจากอะไรและเราต้องรู้ประวัติศาสตร์ แต่ไม่ได้หมายความว่าเข้าไปกดดันประเทศต้นทาง เพราะปัญหานี้ถือเป็นเรื่องของมนุษยธรรม ที่ทุกคนต้องร่วมกันแก้อย่าไปตำหนิกัน ซึ่งวันนี้เราในฐานะประเทศกลางทางจะถูกตำหนิอย่างเดียวไม่ได้ หรือจะไปกดดันต้นทางก็ไม่ได้ เพราะต้องเข้าใจประเทศต้นทางที่ทำใจยากกับเรื่องนี้ เนื่องจากในอดีตมีปัญหาความขัดแย้ง เคยมีการต่อต้านต้องการเป็นอิสระ ซึ่งชาวโรฮิงญานับถือศาสนาอิสลาม ดังนั้นปัญหานี้ทั้งประเทศต้นทาง กลางทาง และปลายทางจะต้องคุยกัน และย้ำว่าต้องเข้าใจต้นทางไม่ใช่ไปกดดันเขา
มาเลย์-อินโดฯจัดที่พักพิงให้1ปี
วันเดียวกัน พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรมว.ต่างประเทศ ได้เยือนมาเลเซียตามคำเชิญของนายอานิฟาห์ อามาน รัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย เพื่อหารือกับรัฐมนตรีต่างประเทศมาเลเซีย และนางเรตโน เลสตารี เปรียนซารี มาร์ซูดี รัฐมนตรีต่างประเทศอินโดนีเซีย เกี่ยวกับปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในภูมิภาค ที่เมืองปุตราจายา ประเทศมาเลเซีย
นายอานิฟาห์ และนางเรตโน มาร์ซูดี ได้ประกาศแสดงจุดยืนร่วมกันที่จะให้ที่พักพิงชั่วคราวแก่ผู้อพยพทางเรือที่เชื่อว่ายังอยู่ในกลางทะเลอีก 7,000 คน ภายหลังจากรัฐมนตรีทั้งสองคน พร้อมด้วย พล.อ.ธนะศักดิ์ หารือร่วมกัน โดยข้อตกลงนี้ประเมินว่าจะใช้เวลา 1 ปีในการจัดหาถิ่นฐานใหม่ให้กับผู้อพยพและการส่งกลับถิ่นฐานเดิม ซึ่งกระบวนการนี้จะดำเนินการโดยประชาคมโลก
ไทยขอดูก.ม.-ร้องนานาชาติหนุนงบ
อย่างไรก็ตาม พล.อ.ธนะศักดิ์ ไม่ได้ร่วมแถลงข้อเสนอของมาเลเซียและอินโดนีเซีย และนายอานิฟาห์ กล่าวว่า ไทยขอไปตรวจสอบดูก่อนว่าการรับผู้อพยพจะสามารถทำได้ภายใต้กฎหมายของไทยหรือไม่
แถลงการณ์ของสองชาติยังระบุว่า ประชาคมโลกควรให้การสนับสนุนที่จำเป็นแก่มาเลเซีย อินโดนีเซียและไทย โดยเฉพาะความช่วยเหลือด้านการเงิน เพื่อให้สามารถจัดหาที่พักพิงชั่วคราวและความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ผู้อพยพได้
หนึ่งสัปดาห์ที่ผ่านมามีผู้อพยพราว 3,000 คน ซึ่งมีทั้งชาวโรฮิงญาและบังกลาเทศว่ายน้ำขึ้นฝั่งหรือได้รับการช่วยเหลือในบริเวณน่านน้ำของมาเลเซีย อินโดนีเซียและไทย ส่วนเรือบรรทุกผู้อพยพราว 433 คนที่พบนอกชายฝั่งหลีเป๊ะ และทางการไทยซ่อมเครื่องยนต์ให้ก่อนปล่อยออกจากน่านน้ำไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เดินทางถึงจังหวัดอาเจะห์ของอินโดนีเซียแล้วในเช้าวันเดียวกัน โดยมีชาวประมงช่วยเหลือไว้ หลังจากหลายฝ่ายแสดงความวิตกต่อชะตากรรมของเรือลำนี้ที่หายไปหลังออกจากน่านน้ำไทย
พม่าแถลงช่วยเหลือมนุษยธรรม
ด้าน กระทรวงต่างประเทศเมียนมาร์ แถลงว่า พร้อมจัดหาความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ผู้ได้รับความเดือดร้อนทางทะเล ซึ่งเป็นความเห็นที่ประนีประนอมที่สุดของเมียนมาร์ หลังจากตอบโต้ว่าเมียนมาร์ไม่ใช่ต้นตอของปัญหาผู้อพยพทางเรือ
ขณะเดียวกันสมเด็จพระสันตะปาปา ฟรานซิส พระประมุขแห่งคริสตจักรโรมันคาทอลิกแสดงความเห็นต่อประเด็นผู้อพยพทางเรือในอาเซียนเป็นครั้งแรกเมื่อวานโดยเปรียบเทียบความทุกข์ยากของผู้อพยพชาวโรฮิงญากับชาวคริสต์และชนกลุ่มน้อยยาซิดีในอิรักที่ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มไอเอส
พม่าตอบรับร่วมประชุม29พ.ค.
ด้านนายดอน ปรมัตถ์วินัย รมช.ต่างประเทศ ได้หารือทวิภาคีกับนายตัน จ่อ รมช.ต่างประเทศพม่า จากนั้น นายตัน จ่อ ได้ให้สัมภาษณ์ว่า พม่ากำลังพิจารณาจะส่งผู้แทนมาร่วมประชุมระดับผู้ปฏิบัติหรือเจ้าหน้าที่อาวุโสว่าด้วยเรื่องโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดียในวันที่ 29 พฤษภาคม ภายหลังที่ได้หนังสือเชิญจากไทยแล้ว ซึ่งขณะนี้เข้าใจว่าผู้แทนจากหลายประเทศได้ตอบรับเข้าร่วมประชุมรวมถึงผู้แทนองค์กรสหประชาชาติโดยเห็นว่าเป็นโอกาสที่จะได้หารือพูดคุยถึงการแก้ไขปัญหานี้ เพราะพม่าเห็นว่าเราจำเป็นแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นร่วมกัน
ต่อข้อถาม พม่าพร้อมรับคนเหล่านี้กลับประเทศหรือไม่ นายตัน จ่อ กล่าวว่า สิ่งแรกที่จำเป็นต้องมีคือการพิสูจน์สัญชาติให้ชัดเจนว่าบุคคลเหล่านี้มาจากพม่าจริงหรือไม่ ซึ่งกระบวนการเหล่านี้ต้องมีขั้นตอนหากสามารถพิสูจน์ได้ก็เป็นไปได้ที่พม่าจะพิจารณารับกลับประเทศ เมื่อถามว่าพม่าระบุว่าพร้อมให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้รายละเอียดได้หรือไม่ นายตัน จ่อ กล่าวว่า หากพวกที่อยู่ในทะเลประสบปัญหาในน่านน้ำของพม่า เราก็จำเป็นให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เพราะเป็นพันธกรณีของทุกประเทศ
ส่วนการประชุมในวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ จะมีผลอะไรเป็นรูปธรรมหรือไม่ นายตัน จ่อ เห็นว่า การหารือมีเป้าหมายด้านมนุษยธรรม ดังนั้นจึงเชื่อว่าจะเป็นการประชุมที่ดี แต่หากจะมุ่งเป้าไปที่เรื่องการเมืองก็เชื่อว่าจะทำให้เรื่องซับซ้อนและยุ่งยากมากยิ่งขึ้น



