
ฎีกายกฟ้อง'พธม.'ไม่ได้หมิ่น'แม้ว'
20 พ.ค. 2558
ศาลฎีกาแก้โทษ 'ผู้ชุมนุม พธม.' ขับรถชนตำรวจ ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน พิพากษายืน ยกฟ้อง '6 แกนนำ พธม.' ไม่ได้หมิ่นฯ 'ทักษิณ' ออกแถลงการณ์ 'กลียุคมาแล้ว'
20 พ.ค. 58 ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 7 ศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา ได้นัดฟังคำพิพากษาศาลฎีกา ในการพิจารณาคดีความอาญาที่ 13699/2557 ลงวันที่ 17 ต.ค. 57 กรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ทนายความ ฟ้องร้อง แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งประกอบด้วย นายสนธิ ลิ้มทองกุล นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ นายพิภพ ธงชัย นายสมศักดิ์ โกศัยสุข พล.ต.จำลอง ศรีเมือง นายสุริยะใส กตะศิลา จากการออกแถลงการณ์ที่ 2/2551 เรื่อง "กลียุคมาแล้ว" ต่อสื่อมวลชนในสมัยรัฐบาลของนายสมัคร สุนทรเวช โดยมีจำเลยที่ 7 คือ บริษัทไทยเดย์ ด็อท คอม จำกัด เป็นผู้ทำการถ่ายทอด และเผยแพร่ผ่านสถานีโทรทัศน์ดาวเทียม ในข้อหา "หมิ่นประมาท" ซึ่งหลังการพิจารณาคดี ศาลฎีกาได้มีคำสั่งตัดสินให้ยืนตามคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ ภาค 2 โดยให้พิพากษายืน ยกฟ้องจำเลยทั้ง 6 คน ส่งผลให้จำเลยที่ 7 ไม่มีความผิดไปด้วย
โดยในการมาฟังการพิจารณาคดีในวันนี้ จำเลยทั้ง 7 ราย ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาอย่างครบถ้วน ขณะที่ฝ่ายโจทย์มีเพียงตัวแทนผู้ได้รับมอบอำนาจ ได้เดินทางมารับฟังคำพิพากษาตัดสินแต่เพียงลำพัง ทั้งนี้้ศาลได้ใช้เวลาในการพิจารณาคดี 40 นาที จึงเสร็จสิ้น หลังจำเลยทั้ง 7 รับทราบผลการพิจารณาคดีแล้ว ต่างพากันเดินทางกลับไปในทันที มีเพียง พล.ต.จำลอง ศรีเมือง เท่านั้น ที่เดินทางกลับไปในภายหลัง
สำหรับคดีดังกล่าวนี้ ตามคำฟ้องของ พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุว่า เกิดขึ้นเมื่อกลางวันของวันที่ 5 มี.ค. 2551 จำเลยทั้ง 6 ได้ร่วมกันออกแถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนออกอากาศเผยแพร่ผ่านทางจำเลยที่ 7 เกี่ยวกับเรื่องของการโยกย้ายข้าราชการในยุคสมัยรัฐบาลของนายสมัคร ที่ระบุว่า ฝ่ายโจทก์เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลัง เป็นการใช้อำนาจแบบทุนสามานย์อย่างโจ่งแจ้ง ตามที่เคยปรากฏในสมัยที่โจทก์เป็นนายกรัฐมนตรี ที่กุมอำนาจการการตัดสินใจแต่เพียงผู้เดียว และบริหารราชการแผ่นดินแบบเบ็ดเสร็จแบบเดียวกัน
เป็นการทำลายระบบคุณธรรม ก่อให้เกิดความแตกแยกอย่างรุนแรง บริหารสั่งราชการ และตัดสินใจในการดำเนินการใดๆ ขึ้นอยู่กับฝ่ายโจทก์แต่เพียงผู้เดียว เป็นการเจตนาให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจผิดว่าในสมัยที่โจทก์ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ใช้อำนาจบริหารสั่งราชการอย่างเด็ดขาดเพียงคนเดียว และเป็นการใช้อำนาจที่เลวทรามต่ำช้า ทำลายระบบคุณธรรม และสร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นอย่างรุนแรง โดยข้อความดังกล่าวเป็นเท็จทั้งสิ้น
รวมถึงกรณีในแถลงการณ์ฉบับดังกล่าว ยังได้ระบุด้วยว่า ฝ่ายโจทก์นั้นได้ให้สัมภาษณ์ไปยังสื่อต่างประเทศ ในการทำลายความน่าเชื่อถือของกระบวนการยุติธรรม และมีเป้าหมายกลับมาเคลื่อนไหวทางการเมืองอย่างชัดเจน ตลอดจนการพาดพิงไปยังสถาบันสำคัญของประเทศว่าเป็นตัวการอยู่เบื้องหลัง และโจทก์ยังคงอยู่ฉากหลังบงการทางการเมืองในพรรคพลังประชาชนต่อไป รวมถึงยังคงเป็นปัญหาร้ายแรงของแผ่นดินอยู่เช่นเดิม ซึ่งเป็นการเอาความเท็จมาใส่ความโจทก์
ทั้งยังมีการใช้คำว่า "เป้าหมายของระบอบทักษิณ ที่ทำให้เกิดกลียุคต่อชาติบ้านเมือง" คำว่า "ระบอบทักษิณ" ทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าใจได้ว่าหมายถึงตัวโจทก์ ทำให้ชาติบ้านเมืองวุ่นวาย หรือเกิดความแตกแยก อันเป็นสิ่งที่ไม่เป็นมงคล ข้อความดังกล่าวเป็นความเท็จ เป็นการใส่ความโจทก์จากจำเลยทั้ง 6 ราย จงใจทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชังจากประชาชนทั่วไป
ซึ่งคดีนี้ศาลชั้นต้นได้วินิจฉัยไว้ว่า มีข้อเท็จจริงสนับสนุนให้เห็นว่าโจทก์ได้กระทำเช่นนั้นจริง โดยโจทก์ไม่ได้อุทธรณ์คัดค้านคำวินิจฉัยของศาลชั้นต้น เมื่อข้อเท็จจริงเป็นอันยุติตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นตำแหน่งสำคัญ เพราะเป็นหัวหน้ารัฐบาล จึงอยู่ในฐานะที่ประชาชนสามารถวิพากษ์วิจารณ์ได้บนพื้นฐานของความเป็นจริง และหากปฏิบัติดีปฏิบัติชอบประชาชนก็ย่อมยกย่องสรรเสริญกล่าวถึงในทางที่ดี หากประพฤติปฏิบัติในทางมิชอบ ดำเนินนโยบายใดผิดพลาดไม่เหมาะไม่ควรก่อให้เกิดความเสียหาย ประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะวิพากษ์วิจารณ์ได้เช่นกัน เพราะส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชน รวมทั้งจำเลยที่ 1 ถึง 6 สังคม ตลอดจนประเทศชาติ
การที่โจทก์มีพฤติกรรมดังที่ปรากฏในแถลงการณ์ดังกล่าว จำเลยที่ 1 ถึง 6 ย่อมมีสิทธิ์แสดงความคิดเห็น วิพากษ์ วิจารณ์ ทักท้วง เพื่อไม่ให้ดำเนินนโยบาย แม้จะใช้คำว่า “กลียุค” เป็นชื่อเรื่อง หรือใช้ถ้อยคำแทนการดำเนินการในรูปแบบที่โจทก์ดำเนินการว่า เป็นระบบทุนนิยมสามานย์ ก็เป็นเรื่องการใช้ถ้อยคำโดยอิงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลานั้นประกอบพฤติการณ์ของโจทก์ที่ปรากฏเป็นเกณฑ์ ซึ่งถือเป็นวิสัยในการแสดงความคิดเห็นโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 329 (1) (3) เพื่อไม่ให้บุคคลที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ลุแก่อำนาจ ทบทวนสิ่งที่ทำไปโดยไม่ควร ยับยั้งที่จะทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง และคำนึงถึงคุณธรรมในการปกครองประเทศเพื่อประโยชน์แห่งรัฐ
จำเลยที่ 1 - 6 จึงไม่มีความผิดฐานหมิ่นประมาท ส่วนจำเลยที่ 7 ก็ย่อมไม่มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ ภาค 2 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทย์ฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน
แก้โทษ 'พธม.' ขับรถชนตำรวจ ให้จำคุก 3 ปี 4 เดือน
เมื่อเวลา 10.00 น. ที่ห้องพิจารณา 801 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา คดีหมายเลขดำ อ.1338/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 10 เป็นโจทก์ ฟ้องนายปรีชา ตรีจรูญ อายุ 58 ปี ผู้ร่วมชุมนุมกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) เป็นจำเลย ในความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไต่ตรองไว้ก่อน , มั่วสุมตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป ใช้กำลังประทุษร้าย , ขู่เข็ญว่าจะใช้กำลังประทุษร้าย หรือกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง โดยผู้กระทำผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 , 288 , 289 , 297
คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 7 ต.ค. 2551 เวลากลางวัน จำเลยกับพวกเป็นกลุ่ม พธม.ไปร่วมชุมนุมขับไล่รัฐบาลที่มีนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรี ด้วยการปิดล้อมถนน และทางเข้า-ออกรัฐสภา เพื่อไม่ให้ ส.ส.และ ส.ว.ออกจากรัฐสภา โดยจำเลยมีเจตนาฆ่า ร.ต.ต.เกียงไกร กิ่งสามี , ส.ต.ท.พงษ์ไท เชื้อชุมสุข , ส.ต.ต.พีรเชษฐ์ ธราปัญจทรัพย์ , ส.ต.ท.เศรษฐวุฒิ บัวทุม และ ส.ต.ท.วุฒิชัย คำปงศักดิ์ ผู้เสียหายที่ 1 - 5 เจ้าหน้าที่ตำรวจซึ่งปฏิบัติหน้าที่ดูแลความสงบเรียบร้อยในการชุมนุมของกลุ่ม พธม. โดยวางแผนล่วงหน้าเตรียมรถกระบะ ยี่ห้อโตโยต้า สีน้ำเงิน ทะเบียน วพ 1968 กรุงเทพมหานคร จำเลยได้ขับรถดังกล่าวไล่ชนผู้เสียหายทั้งห้าอย่างแรง จนผู้เสียหายล้มลง จากนั้นจำเลยขับรถกระบะถอยหลังทับผู้เสียหายที่นอนบาดเจ็บอยู่ จำเลยกระทำความผิดไปตลอดแล้ว แต่การกระทำไม่บรรลุผล เมื่อผู้เสียหายไม่เสียชีวิต เหตุเกิดที่แขวงและเขตดุสิต กทม.
โดยศาลชั้นต้น พิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดฐานพยายามฆ่า ฯ ตาม ม.289 ให้จำคุก 3 ปี แต่จำเลย ไม่เคยต้องโทษอาญามาก่อน ประกอบกับจำเลยมีอาชีพเป็นหลักแหล่ง จึงสมควรให้โอกาสกลับตัวเป็นคนดี โทษจำคุกจึงให้รอลงอาญา 2 ปี โดยให้จำเลยรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน เป็นเวลา 1 ปี และให้ทำงานสาธารณประโยชน์บริการสังคมเป็นเวลา 48 ชั่วโมงด้วย
ส่วนความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปนั้น แม้จำเลยจะเข้าร่วมชุมนุม แต่โจทก์ไม่ได้นำสืบให้เห็นว่าจำเลยร่วมกับบุคคลใดในการวางแผนก่อความวุ่นวาย พฤติการณ์ของจำเลยยังมีเหตุที่น่าพิรุธสงสัยตามสมควร จึงพิพากษายกฟ้องข้อหานี้
ต่อมาอัยการโจทก์ยื่นอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ ก็ได้พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ และความผิดฐานมั่วสุมกันตั้งแต่ 10 คนขึ้นไป กระทำการให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง จึงให้จำคุกตลอดชีวิต แต่การนำสืบของจำเลย มีประโยชน์ต่อรูปคดี โทษจำคุกจึงลดเหลือ 33 ปี 12 เดือน ภายหลังจำเลยยื่นฎีกาต่อสู้คดี
ศาลฎีกาประชุมตรวจสำนวนปรึกษาหารือกันแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้เป็นข้อยุติว่า การชุมนุมของประชาชนในเหตุการณ์ดังกล่าว ผู้ชุมนุมบางคนมีอาวุธ บางคนมีหนังสติ๊กและไม้ด้ามธงแหลม จึงเป็นการมั่วสุม 10 คนขึ้นไปใช้กำลังประทุษร้าย ฯ โดยผู้กระทำผิดคนหนึ่งคนใดมีอาวุธ
ส่วนจำเลย กระทำผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยไตร่ตรองไว้ก่อนหรือไม่ ข้อเท็จจริงตามที่ศาลล่างรับฟังมาได้ข้อยุติว่า วันเกิดเหตุ จำเลยเข้าร่วมชุมนุมกับกลุ่ม พธม.เพื่อขัดขวางไม่ให้นายสมชาย อดีตนายกรัฐมนตรี แถลงนโยบายรัฐบาลได้ โดยผู้ชุมนุมบางคนมีอาวุธ ซึ่งการชุมนุมของกลุ่ม พธม.ตั้งแต่บริเวณแยกราชวิถี ถึงแยกการเรือน และบริเวณใกล้เคียง ได้มีการต่อสู้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งช่วงเช้า ช่วงบ่าย และกลางคืน ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ยิงกระสุนปืนและระเบิดแก๊สน้ำตาเข้าใส่ มีผู้ชุมนุมได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิต 2 ราย คือ น.ส.อังคณา ระดับปัญญาวุฒิ หรือ โบว์ และ พ.ต.ท.เมธี ชาติมนตรี ต่อมาภายหลังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ และคณะกรรมการอิสระตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ความไม่สงบวันที่ 7 ต.ค. 51 ตรวจสอบข้อเท็จจริงเหตุการณ์ ก็ได้ผลสรุปตรงกันว่า การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจไม่เป็นไปตามหลักระเบียบราชการ และเป็นการกระทำเกินกว่าเหตุ จนทำให้มีบาดเจ็บและผู้เสียชีวิต
ศาลฎีกา พิจารณาแล้วเห็นว่า แม้การชุมนุมดังกล่าวผู้ชุมนุมบางรายจะมีอาวุธ แต่เจ้าหน้าที่ตำรวจก็ไม่สามารถกระทำการอย่างรุนแรงหรือลุแก่อำนาจได้ รวมทั้งปรากฏว่ามีการใช้คำพูดยั่วยุที่ไม่เหมาะสมกับผู้ชุมนุม ตลอดจนแพทย์ที่เข้าไปช่วยเหลือปฐมพยาบาลผู้บาดเจ็บก็ได้รับอันตรายด้วย ซึ่งปรากฏหลักฐานอยู่ในหนังสือตำรวจฆ่าประชาชนและแผ่นซีดีบันทึกเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่จำเลยก็ได้รับบาดเจ็บกระดูกตาข้างขวาแตก จนทำให้ตาข้างขวาบอดสนิทถาวร และดั้งจมูกมีบาดแผล ซึ่งไม่ว่าเหตุการณ์จะเกิดช่วงก่อนหรือขณะจำเลยขับรถชนเจ้าหน้าที่ตำรวจ 5 ราย แต่ก็ถือว่าเป็นเหตุให้จำเลยเกิดบันดาลโทสะ หรือเหตุเพราะบาดเจ็บจากการปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจ
การกระทำของจำเลย ทำให้เจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ได้รับบาดเจ็บ 5 ราย จึงเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่โดยบันดาลโทสะ ซึ่งการที่ผู้ใดบันดาลโทสะถูกข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุไม่เป็นธรรม ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 72 ให้ศาลพิจารณาโทษได้น้อยกว่าที่กฎหมายกำหนดสำหรับความผิดนั้น ดังนั้นที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นด้วย แต่ที่ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลย 3 ปีนั้นเห็นว่าเบาเกินเหตุ
ศาลฎีกา จึงเห็นควรแก้โทษให้เหมาะสม พิพากษาเป็นว่า จำเลยมีความผิดฐานพยายามฆ่าเจ้าพนักงานซึ่งกระทำการตามหน้าที่ โดยบันดาลโทสะ ตาม ม.289 (2) ให้จำคุก 4 ปี คำให้การเป็นประโยชน์ลดโทษให้ 1 ใน 3 คงจำคุกทั้งสิ้น 2 ปี 8 เดือน และความผิดฐานมั่วสุม 10 คนขึ้นไปฯ ตาม ม.215 (2) ให้จำคุก 8 เดือน รวมจำคุกจำเลย 3 ปี 4 เดือน
ภายหลัง น.ส.รัศมี ไวยเนตร ทนายความ กล่าวว่า คดีนี้จำเลยติดคุกมาแล้ว 2 ปี 5 เดือน ตั้งแต่ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาให้จำคุก 33 ปี โดยไม่รอลงอาญา อย่างไรก็ดีหากเทียบระยะเวลาที่ถูกจำคุกมาถือว่าจำเลยได้รับโทษมาแล้วเกินกว่า 2 ใน 3 จากโทษที่ศาลฎีกามีคำพิพากษา จึงจะขอพักโทษตามระเบียบของราชทัณฑ์ต่อไป



