ข่าว

'บิ๊กตู่'โชว์ฝีมือทำเบอร์เกอร์

'บิ๊กตู่'โชว์ฝีมือทำเบอร์เกอร์

20 พ.ค. 2558

'นายกฯ' เป็น ปธ.เปิดงานการประชุมผู้ค้าข้าวโลก โชว์ฝีมือทำเบอร์เกอร์ สั่ง พณ.ตรวจสอบโรงสี ไร้คุณภาพต้องถูกปิด คาดโทษ พื้นที่แล้งซ้ำซาก

 
                    20 พ.ค. 58  เมื่อเวลา 09.15 น.  ที่ศูนย์การประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ อิมแพ็คเมืองทองธานี  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานเปิดงานการประชุมผู้ค้าข้าวโลก "Thailand Rice Convention 2015" พร้อมกล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ "ยุทธศาสตร์ด้านการตลาดข้าวและนโยบายการค้าข้าวของไทย"
 
                    โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งถึงการแก้ปัญหาภัยแล้ง ว่า ปัจจุบันมีพื้นที่ที่ประสบภัยแล้งซ้ำซากทั่วประเทศกว่า 3 พันตำบล ซึ่งที่ผ่านมาได้สั่งการให้ส่วนท้องถิ่น และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ดูแลและแก้ไขปัญหาอย่างใกล้ชิด หากยังประสบปัญหาแล้งซ้ำซากในพื้นที่ดังกล่าวอีก ก็ต้องมีการดำเนินการกับผู้ที่เกี่ยวข้อง
 
                    "ถ้ายังเกิดแล้งซ้ำซากในพื้นที่เดิมอีก ก็ต้องเล่นงาน เพราะถือว่าผมได้สั่งการให้แก้ไขไปหลายครั้งแล้ว"
 
 
 
สั่ง พณ.ตรวจสอบโรงสี ไร้คุณภาพต้องถูกปิด
 
 
                    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เราต้องแสวงความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน และต่างประเทศทั้งหมดในการที่จะทำให้ข้าวมีความสำคัญกับโลกใบนี้ เพราะข้าวคืออาหาร คือพลังงาน คือสันติภาพ เพราะทุกประเทศต้องการสันติภาพ และสันติภาพอย่างยั่งยืนคือการที่ร่วมกันดูแลมนุษยชาติทุกประชาคมโลกมากกว่าที่จะสร้างความขัดแย้ง หรือระงับความขัดแย้งที่ไม่เป็นไปอย่างสันติวิธี ขณะนี้บ้านเมืองกำลังเดินไปข้างหน้าโดยเฉพาะประเทศไทย และได้มีการหารือกับประเทศเพื่อนบ้าน พร้อมร่วมมือกันทุกระดับ ทุกมิติ เพื่อทำให้อาเซียนเดินหน้าไปด้วยความสง่างาม
 
                    นายกฯ กล่าวว่า รัฐบาลมีนโยบายและยุทธศาสตร์ที่ชัดเจนในการขับเคลื่อนการพัฒนาข้าวไทยให้มีความก้าวหน้าอย่างยั่งยืน มุมมองในเชิงยุทธศาสตร์ของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ข้าว 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ 1. การค้าข้าวในตลาดโลกและบทบาทของประเทศไทย ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ตลาดข้าวได้ขยายอย่างต่อเนื่องไปสู่ทุกภูมิภาคของโลก ไม่ได้จำกัดอยู่แค่เพียงประเทศในแถบภูมิภาคเอเชียเหมือนในอดีต เศรษฐกิจของประเทศไทยขับเคลื่อนโดยภาคการค้าระหว่างประเทศที่มีสัดส่วนมูลค่ากว่าร้อยละ 70 ของผลผลิตมวลรวมทั้งประเทศ การส่งออกข้าวซึ่งเป็นผลผลิตหลักของประเทศไทยจึงเป็นส่วนหนึ่งของรายได้ประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2014 ที่ผ่านมา ประเทศไทยสามารถส่งออกข้าวได้มากที่สุดในโลก ปริมาณ 10.97 ล้านตัน เป็นมูลค่าสูงถึง 5,439 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม แม้ว่าในปัจจุบัน กลุ่มประเทศผู้ผลิตและส่งออกข้าวรวมทั้งประเทศไทย จะต้องเผชิญกับความผันผวนและภาวะตลาดที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาแต่ไทยยังคงมุ่งมั่นที่จะผลิตและส่งออกข้าวคุณภาพเยี่ยมให้แก่ผู้บริโภคทั่วโลกซึ่งในปี 2015 นี้
 
                    นายกฯ กล่าวอีกว่า 2. แนวโน้มและโครงสร้างอุปสงค์และอุปทานข้าวไทย 3. แผนยุทธศาสตร์เพื่อการพัฒนาข้าวไทย เนื่องจากการผลิตและการค้าขายข้าวจะเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ที่สะท้อนในความไม่แน่นอนของตลาดค้าข้าวทั้งระดับโลกและภายในประเทศ และแนวโน้มการแข่งขันที่สูงขึ้น
 
                    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไทยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรชาวนามีความเข้มแข็ง รวมทั้งมีระบบการค้าที่เป็นธรรมไม่บิดเบือนตลาด การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ข้าวนั้นจะดำเนินการใน 7 ด้านหลัก คือ 1. แผนการพัฒนาข้าวที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพ 2. การสร้างความเป็นธรรมในระบบการค้าข้าว โดยรัฐบาลจะดูแลการค้าข้าวให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรมตามกลไกตลาด 3. การส่งเสริมและผลักดันการใช้มาตรฐานการผลิตและการค้าให้ได้มาตรฐานสากล
 
                    "รัฐบาลจะจัดให้มีระบบการควบคุมตรวจสอบคุณภาพข้าวอย่างเข้มงวดทุกขั้นตอน ผลักดันให้ผู้ประกอบการโรงสีปรับปรุงการสีแปรสภาพให้ได้ตามมาตรฐานจีเอ็มพีจัดให้มีศูนย์ปฏิบัติการตรวจสอบ และรับรองคุณภาพมาตรฐานเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว และปรับปรุงกฎกติกาการส่งออกข้าวป้องกันการปลอมปน 4. การพัฒนาศักยภาพระบบการค้าข้าวและการตลาด ไทยตั้งเป้าหมายที่จะเป็นศูนย์กลางการค้าและการส่งออกข้าวที่สามารถตอบสนองความต้องการของทุกระดับ" นายกฯ กล่าวถึงการปรับแผนยุทธศาสตร์การค้าแบบโรงสี
 
                    พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยว่า ได้สั่งให้กระทรวงพาณิชย์ ออกตรวจสอบโรงสีทั่วประเทศ ว่ามีคุณภาพจริงหรือไม่ เพราะทุกปีรัฐต้องใช้เงินจ้างโรงสีดูแลสต็อกข้าววงเงินเป็นหมื่นล้านบาท ดังนั้นหากพบว่า โรงสีใดไม่มีคุณภาพก็ต้องถูกปิด จากนั้นรัฐจะจ้างโรงสีในระบบของสหกรณ์ที่อาจทำเป็นโรงสีย่อย หรือโรงสีกลาง เข้ามาดูแลแทน ซึ่งการตรวจสอบครั้งนี้ได้มอบเป็นนโยบายให้ทำโดยเร็ว
 
                    นายกฯ กล่าวต่อว่า ยุทธศาสตร์พัฒนาข้าวประเด็นที่ 5. การสร้างค่านิยมการบริโภคข้าว โดยสอดแทรกวัฒนธรรมข้าวไทยเข้าไปในทุกๆ กิจกรรม ทั้งการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ 6. การส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมและการแปรรูปข้าว และ 7. การเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนในระบบการบริหารจัดการโลจิสติกส์ตลอดห่วงโซ่อุปทานรัฐบาลมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคเกษตรกร
 
                    "เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายสินค้าเกษตรของอาเซียนไปสู่ตลาดโลก และยืนยันว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญแก่เกษตรกรและดูแลในการสร้างความเข้มแข็งให้ภาคเกษตกร ผ่านการให้ความช่วยเหลือเกษตรกรในพื้นที่ความพยายามของรัฐบาลไทยคงไม่ใช่เพียงแค่การคงให้ไทยเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ในด้านปริมาณและมูลค่า แต่ยุทธศาสตร์และนโยบายที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น เป็นความพยายามที่จะมุ่งเน้นการพัฒนาข้าวไทยทั้งระบบอย่างมั่นคงยั่งยืน ตั้งแต่ระดับฐานราก โดยสร้างความเข้มแข็งให้พี่น้องเกษตรกรชาวนาไทยมีความอยู่ดีกินดี และสามารถพึ่งพาตนเองได้ในระบบการค้าการตลาดที่เป็นธรรมมีประสิทธิภาพจนถึงระดับสากล"
 
                    โลกในวันข้างหน้านั้นต้องเป็นในลักษณะที่รัฐบาลเป็นผู้อำนาจความสะดวก ร่างกฎหมายคุ้มครองอะไรต่างๆ ให้ และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามา แต่ต้องมีการเผื่อแผ่แบ่งปันในห่วงโซ่ของตัวเองด้วย อย่าไปรวยคนเดียว ให้เป็นไปตามกลไกแข่งขันการตลาด วันนี้เรามีความร่วมมือกันในประเทศนำเข้าและส่งออกมากพอสมควร และวันนี้เรามีเขตเศรษฐกิจพิเศษ และไม่ใช่เขตอุตสาหกรรมพิเศษ อย่าไปต่อต้าน หลายจังหวัดไม่อยากให้มีเขตเศรษฐกิจพิเศษ เพราะอุตสาหกรรมจะลงมา นี่ไม่เข้าใจอีกแล้วตนพูดไม่ค่อยฟัง ซึ่งในนั้นมีทั้งการค้าการบริการ โรงแรม นี่คือภาคหนึ่งในจังหวัดนั้น ฉะนั้นต้องลงทุนให้สอดคล้องกับต้นทุนที่มีตรงนั้น ซึ่งตอนนี้เราไม่มีสิทธิพิเศษทางด้านภาษีศุลกากร (GSP) อย่าไปโวยวาย แต่เราต้องพัฒนาตัวเองให้เป็นประเทศที่เป็นผู้ให้เขาบ้าง ไม่ใช่เป็นผู้รับมาโดยตลอด เราไปขอใครไม่ได้อีกแล้ว เราต้องเข้มแข็งเองถ้าไปทะเลาะกันมันก็ไปไม่ได้
 
                    "อยากให้พี่น้องเกษตรกรสบายใจ ว่าเราทำทั้งระบบ วันนี้ผมชื่นชมหลายสหกรณ์ที่เข้มแข็ง แต่ถ้ารวมกันมากู้เงินไปซื้ออะไรที่ไม่เป็นประโยชน์มันก็ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลักของสหกรณ์ รัฐบาลมุ่งเน้นสงเสริมผ่านสหกรณ์ทุกอย่าง ทั้งยาง ข้าว หรืออะไรก็แล้วแต่ ซึ่งท่านจะต้องรวมตัวกันให้ได้เพื่อร่วมมือ ไม่ใช่เพื่อขัดแย้งกับรัฐบาล กับเจ้าหน้าที่ ไม่ได้ ขอร้องกันเถอะ คนไทยต้องรวมตัวกันเพื่อร่วมมือกันไม่ใช่เพื่อสร้างความขัดแย้ง"
 
                    ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลังกล่าวเปิดงาน พล.อ.ประยุทธ์ ได้เดินชมบูธภายในงาน โดยในบูธสุดท้าย นายกรัฐมนตรี ได้โชว์ฝีมือการทำเบอร์เกอร์ และให้ชื่อว่า "เบอร์เกอร์ภูเขาไฟโวลคาโน่"
 
 
 
ไร้ข่าวเคลื่อนไหวครบรอบวันรัฐประหาร
 
 
                    นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการขับเคลื่อน และเร่งรัดการดำเนินงานตามนโยบายรัฐบาล ครั้งที่ 5/2558 กล่าวภายหลังการประชุมว่า ได้ติดตามการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย ซึ่งทางกระทรวงกลาโหมโดยกองทัพเรือ ในฐานะศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (ศปมผ.) รายงานความก้าวหน้าการดำเนินงาน ซึ่งมีความก้าวหน้าในส่วนที่เป็นต้นทาง การบริหารจัดการ การวางกรอบยุทธศาสตร์ในการทำงาน และที่เห็นชัดเจนคือการจัดตั้งศูนย์บริการเรือเข้าออก การจดทะเบียนเรือ การตรวจสอบเรือประมงก่อนออกเรือ
 
                    รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า ศปมผ.ยังดำเนินการแก้ไขกฎหมายซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ที่จะทำให้การประมงได้มาตรฐานสากล กฎหมายที่จะแก้ไขมีทั้งกฎหมายหลักและกฎหมายรอง ซึ่งครม.ได้เร่งรัดไปแล้วเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา ส่วนวิปรัฐบาลจะช่วยอำนวยความสะดวกในเรื่องดังกล่าวต่อไป ซึ่งทั้งกองทัพเรือและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างเป็นเอกภาพทั้งต้นทาง กลางทาง และปลายทาง
 
                    นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับเรื่องการศึกษา กระทรวงศึกษาได้พูดถึงการปฏิรูปในระยะยาวในส่วนของนักเรียน ครู ระบบการศึกษา ที่จะดำเนินในเรื่องชายแดนภาคใต้ การเข้าอาเซียน และปี 58 นี้จะเป็นปีที่รณรงค์ให้นักเรียนอ่านได้ ต้องเป็นปีที่ปลอดคนอ่านหนังสือไม่ได้ เน้นเรื่องอาชีวะ สายสามัญ สายอาชีพ การทำงานร่วมกันระหว่างโรงเรียนและภาคเอกชน โดยเฉพาะในเรื่องอาชีวะศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาได้วางแนวทางต่างๆ ไว้อย่างชัดเจน โดยวันพฤหัสบดีที่ 21 พ.ค.นี้ นายกฯ จะไปตรวจราชการที่กระทรวงศึกษาฯ
 
                    สำหรับกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยรัฐบาลสนับสนุนให้มีการวิจัยในภาคราชการและภาคเอกชนเพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น เช่น เรื่องยางพาราได้ศึกษาทดลองทำลู่วิ่ง สนามฟุตบอล ซึ่งจะดูผลในอีก 3 เดือนข้างหน้าว่าจะมีประสิทธิภาพอย่างไร ส่วนด้านการติดตามการเบิกจ่ายงบประมาณ ของแต่ละหน่วยงานที่ได้รับมอบหมาย ให้ไปดำเนินการว่าคืบหน้าไปอย่างไรบ้าง ซึ่งมีความคืบหน้าในเรื่องของการเบิกจ่ายไปบ้างแล้ว แต่ยังต้องเร่งรัดให้ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง
 
                    นายสุวพันธ์ กล่าวว่า โดยภาพรวมแล้วการเบิกจ่ายถือว่าน่าพอใจ มี 2 - 3 หน่วยงาน ที่เบิกจ่ายไม่ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ และได้เร่งรัดให้ไปเบิกจ่ายและกลับมารายงานผลความคืบหน้าในเดือนมิถุนายนนี้ โดยงบการลงทุนจะต้องเร่งรัดให้มีการขับเคลื่อนเพิ่มมากขึ้น เพราะบางเรื่องอาจจะมีปัญหาติดขัดบ้าง เช่น หาผู้รับเหมาดำเนินการไม่ได้ ขณะที่บางหน่วยงานอยู่ในขั้นตอนการก่อหนี้ผูกพันแต่ยังไม่มีการเบิกจ่าย นอกจากนั้นยังมีบางโครงการที่ระยะเวลาดำเนินการ 1 ปี แต่ภาคเอกชนยังไม่เบิกจ่ายเงิน โดยที่สำรองจ่ายออกไปก่อน มีประมาณ 10,000 ล้านบาท ในขณะที่งานและเงินได้ลงพื้นที่ไปแล้ว เป็นต้น
 
                    รมต.สำนักนายกฯ กล่าวว่า ที่ประชุมยังคุยเรื่อง พ.ร.บ.อำนวยความสะดวกที่มีผลบังคับใช้ ในวันที่ 21 ก.ค. ที่ประชุมได้ซักซ้อมความพร้อมของทุกส่วนราชการ และเร่งรัดให้แต่ละกระทรวงไปดำเนินการในการจัดทำคู่มือเพื่อแจกจ่ายประชาชนได้รับทราบ ซึ่งมีกว่า 40,000 งานที่จะต้องไปเร่งรัดดำเนินการรองรับความพร้อมของการประกาศใช้ พ.ร.บ.ดังกล่าว โดยคู่มือประชาชนจะต้องส่งมาให้ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) ในวันที่ 21 พฤษภาคมนี้เพื่อพิจารณาในรายละเอียดของคู่มือ
 
                    ผู้สื่อข่าวถามว่า วันศุกร์ที่ 22 พ.ค.นี้ มีรายงานความเคลื่อนไหว ของกลุ่มต่างๆ เข้ามาหรือไม่ เนื่องจากเป็นวันครบรอบการยึดอำนาจ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า ยังไม่พบรายงานในเรื่องดังกล่าว อาจจะมีบางกลุ่มที่อาจจะจัดกิจกรรมของเขา แต่ไม่ใช่ในลักษณะที่ออกมาเคลื่อนไหวต่อต้าน สำหรับการเฝ้าระวังนั้น ทางการข่าวเขาทำเต็มที่อยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเทศกาล ครบรอบหรือไม่ครบรอบอะไรก็แล้วแต่ เขาทำอยู่ตลอด
 
                    ต่อข้อถามที่ว่า การโยกย้ายข้าราชการ 45 คนที่ส่วนเกี่ยวข้องกับการทุจริตที่ผ่านมา คิดว่าส่งผลกระทบต่อการทำงานของกระทรวงต่างๆ หรือไม่ นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า เท่าที่ประชุม ครม.วันที่ 19 พ.ค.ที่ผ่านมา ไม่มีรัฐมนตรีคนใดหยิบยกเรื่องนี้ขึ้นมาพูดคุย แต่นายกรัฐมนตรีได้กำชับให้รัฐมนตรีเจ้ากระทรวงไปเร่งรัดในโครงการที่อยู่ในความรับผิดชอบของตัวเอง รวมทั้งเรื่องของการเบิกจ่ายให้เป็นไปตาม กรอบระยะเวลา