ข่าว

‘เทียนฉาย’เสนอแก้มาตรา44

‘เทียนฉาย’เสนอแก้มาตรา44

20 พ.ค. 2558

‘เทียนฉาย’ เสนอแก้รธน.57 มาตรา44 พ่วงเปิดช่องทำประชามติร่างรธน.ใหม่ เพื่อสร้างระบบ-กลไกแก้ปัญหาที่เหมาะสม ไม่ทำลายฐานประชาธิปไตย

 
          20 พ.ค.58 นายเทียนฉาย กีระนันทน์ ประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กล่าวถึงกรณีคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีมติร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพื่อเปิดให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ว่า ถือเป็นเรื่องที่ดี และอย่างน้อยมีความชัดเจนที่ทำให้เห็นว่าจะมีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 เพื่อเตรียมทำประชามติ ซึ่งขั้นตอนหลังจากนี้ทางครม. และคสช. คงเสนอเนื้อหาที่จะแก้ไขให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาตามขั้นตอน ทั้งนี้ ตนมองว่าเมื่อครม. และคสช. ตัดสินใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แล้วควรแก้ไขเผื่อไว้ด้วย เพื่อปลดล็อคข้อจำกัด เช่น การแก้ไขมาตรา 44 ว่าด้วยการใช้อำนาจกับหัวหน้าคสช. ออกคำสั่งทางปกครองที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตามการใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ไขปัญหา เช่น โรฮิงญา, การย้ายข้าราชการระดับสูงที่ผ่านมาแม้จะสามารถแก้ไขปัญหาได้ หรือทำได้ไม่รวดเร็วหากเทียบกับวิธีแก้ปัญหาปกติ แต่การใช้คำสั่งดังกล่าวในที่สุดอาจเป็นตัวที่ทำลายรากฐานประชาธิปไตยได้ ดังนั้นการสร้างประชาธิปไตยใหม่ไม่ ควรเสริมสร้างตามระบบและกลไกที่มีความเหมาะสมและทำให้เกิดการปรับตัวในการแก้ปัญหา โดยไม่ต้องใช้คำสั่งทางปกครองดังกล่าวบ่อยมากนัก
 
          นายเทียนฉาย กล่าวด้วยว่า สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ที่มีประเด็นขยายเวลาการทำงานของกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญออกไปอีกไม่เกิน 30 วันนั้น ไม่ถือว่าขยายเวลาให้สปช.ทำงานได้นานขึ้น เพราะกรอบเวลาการทำงานของสปช.ยังคงดำเนินต่อไปตามแผนปฏิรูปและแผนพัฒนาที่ได้กำหนดไว้แล้ว สำหรับเวลาที่จะให้ออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญนั้น ตนคาดว่าสปช.จะมีงานที่ต้องดำเนินการเพิ่มเติม คือ การรณรงค์ให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับสาระสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงตอบข้อซักถามกับประชาชน โดยไม่มีการชี้นำว่าให้รับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะส่วนตัวมองว่าหากสปช. หรือบุคคลใด เช่น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญไปรณรงค์เกี่ยวกับการประชามติให้กับประชาชน แล้วบอกว่าให้รับร่างรัฐธรรมนูญ ถือว่าเป็นจุดที่อันตราย เพราะแสดงถึงความไม่เป็นกลางและอาจถูกนำไปเป็นประเด็นต่อต้านได้
 
 
‘วิษณุ’ เผยแก้รธน.ชั่วคราวแค่เปิดทางไม่ล็อกว่าต้องประชามติ
 
 
          นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมครม.วาระพิเศษ วันที่ 25 พ.ค.นี้ เพื่อพิจารณาคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช.เห็นว่าควรจะพิจารณาเพิ่มเติม ตนจึงเตรียมข้อมูลชี้แจงที่ประชุมหากความเห็นตรงกันไม่มีปัญหา แต่ถ้ามีความเห็นเพิ่มเติมจะรวบรวมไปอยู่ในคำขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ คิดว่าจะส่งคำขอแก้ไขได้ทันเวลาในวันที่25 พ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม
 
          ในเรื่องนี้ครม.จำเป็นต้องพิจารณาเพื่อเป็นความเห็นทั้งหมดในนามครม.โดยความเห็นที่เสนอมานั้นแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือขอแก้ถ้อยคำภาษา กลุ่มที่เห็นว่าบางถ้อยคำไม่ควรอยู่ในมาตรานั้น ๆ และขอแก้ไขในหลักการใหญ่
 
          เช่น การให้สิทธิเลือกตั้งในกลุ่มการเมือง รวมทั้งมาตรา 181,182 สมควรให้ปลัดกระทรวงรักษาการกรณีที่ไม่มีรัฐมนตรีหรือไม่ ซึ่งถือเป็นเรื่องใหญ่ จึงมีการให้ความเห็นว่าควรจะตัดทิ้งหรือไม่
 
          “การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวนั้นเดินหน้าไป 50 เปอร์เซ็นต์แล้วที่จะบอกว่าไปสู่การทำประชามติ เพียงแต่เราเผื่อไว้ว่าถ้าคนพอใจแล้วไม่เรียกร้อง ไม่อยากได้ และถ้าต่อต้านการลงประชามติเราจะได้ถอยหลังได้ ผมตอบไม่ได้ว่าถ้าแก้ไขแล้วจะต้องทำประชามติอีกหรือไม่ เพราะไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลอยู่ที่ประชาชนและกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญ บางทีเขาแก้แล้วเป็นที่พอใจของคนที่ออกมาต่อต้าน แต่พลังเงียบในตอนแรกที่พอใจเมื่อไปแก้แล้วอาจไม่พอใจก็ได้ ดังนั้นอยู่ที่กมธ.และประชาชน” นายวิษณุ กล่าว
 
          ผู้สื่อถามว่า ใครจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะมีการทำประชามติหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวอีกว่า วันนี้ต้องตั้งหลักที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) 2557 เพื่อเปิดทางให้มีการทำประชามติได้ก่อน ส่วนการจะทำประชามติหรือไม่และใครที่จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะทำหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก เพียงแต่ว่าเราไม่ได้กำหนดว่าจะต้องทำประชามติ เพราะหากแก้ไขแล้วมีเสียงเรียกร้องอีกว่าไม่ควรทำประชามติ แต่รัฐบาลกลับไปบังคับว่าต้องทำ จึงต้องไม่ไปเขียนล็อกเอาไว้ ทั้งหมดนี้ต้องมีคำตอบแต่ยังตอบไม่ได้ในขณะนี้
 
          ผู้สื่อข่าวถามว่าจะมีแนวทางใดรองรับหากทำประชามติแล้วไม่ผ่าน รองนายกฯกล่าวว่า มีแนวทางอยู่แล้ว และต้องเขียนไว้ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญชั่วคราว ตนมีคำตอบอยู่แล้วแต่พูดไม่ได้ในขณะนี้ เพราะยังไม่ถึงเวลาที่จะต้องเลือกและยังอยู่ในกระบวนการปรึกษากับหลายฝ่าย ที่จริงมีกระบวนการอยู่แล้ว อาทิ 1.กลับไปตั้งสภาปฎิรูปแห่งชาติ(สปช.) และกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ 2.อาจจะตั้งกรรมาธิการหรือคณะกรรมการขึ้นมาร่างรัฐธรรมนูญโดยไม่มีสปช.3.มอบหมายให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.)เป็นผู้จัดการ และ4.ให้องค์กรใดองค์หนึ่งหรือหลายองค์กร เช่น ครม.ร่วมกับองค์กรใดก็ได้ เสนอให้นำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งขึ้นมาบังคับใช้ ซึ่งยังไม่ได้ตัดสินใจว่าจะใช้ทางใดเพราะแต่ละทางมีข้อเสียอยู่
 
 
เชียงใหม่- นักวิชาการ ม.เที่ยงคืน แนะใช้ ม.44 ทำประชามติ
 
 
          รศ.สมชาย ปรีชาศิลปกุล อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน และหัวหน้าศูนย์วิจัยและพัฒนากฎหมาย อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยถึงกรณีครม.-คสช.ไฟเขียวให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่าการทำประชามติอย่างน้อยจะต้องมีหลักการ คือ ต้องมีบรรยากาศทางสังคมที่มีเสรีภาพในการแสดงความเห็น ซึ่งการแสดงความคิดเห็นที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญจะต้องไม่ถูกคุกคาม ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ตาม
 
          เบื้องต้นการทำประชามติควรจะเป็นในลักษณะที่ต้องมีบรรยากาศทางสัมคมที่เปิดกว้าง เหมือนเมื่อครั้งรัฐธรรมนูญ 2540 การทำประชามติจะผ่านหรือไม่ ไม่ใช่การขยายเวลาการมีอำนาจของรัฐบาลชุดนี้ ดังนั้น ในความเห็นส่วนตัวการทำประชามติในครั้งนี้ จึงเหมือนถูกขู่ว่าหากประชามติไม่ผ่านคสช.จะอยู่ในอำนาจต่อ คิดว่าไม่ใช่ นอกจากนั้นหากรัฐธรรมนูบไม่ผ่านจะต้องมีคนรับผิดชอบ เนื่องจากที่ผ่านมามีต้นทุนในการล้มประชาธิปไตย ใช้งบประมาณในการร่างรัฐธรรมนูบเป็นจำนวนมาก
 
          รศ.สมชาย กล่าวว่า การทำประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดนี้ ทำได้หลายทางในความเห็นแล้วทางที่รวดเร็ว คือ นำมาตรา 44 มาดำเนินการได้ในทันทีไม่มีข้อกำจัดใดๆ ขึ้นอยู่กับว่าจะใช้หรือไม่ โดยไม่ต้องไปแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 แต่ทั้งนี้ต้องออกระเบียบออกมาให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการทำประชามติอย่างไร ส่วนองค์กรที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการทำประชามติคือ กกต. แต่ที่ผ่านมา กกต.มีข้อบกพร่องในการเลือกตั้งเมื่อ 2 ก.พ.2557 ที่ผ่านมา การให้ กกต.เข้ามาดูแลการทำประชามติเพียงหน่วยงานเดียว เกรงว่าจะมีปัญหาตามมา จึงคิดว่าไม่สมควรที่จะให้กกต.ดำเนินการเพียงหน่วยงานเดียว น่าจะมีหน่วยอื่นเข้ามาควบคุมดูแลกำกับการดำเนินการของกกต.
 
          ทั้งนี้ หากการทำประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับล่าสุดนี้ไม่ผ่าน ในความเห็นส่วนตัวคิดว่าไม่จำเป็นที่จะต้องย้อนกลับไปเริ่มใหม่ ไม่ต้องกลับไปตั้งกรรมาธิการเพื่อมายกร่างใหม่ หากไม่ผ่านในครั้งนี้เท่ากับการตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาไม่ได้เป็นผลมากนัก การตั้งขึ้นมาด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา คิดว่าสิ่งที่ควรจะเป็นหากร่างรัฐธรรมนูบไม่ผ่านประชามติ คือการหยิบรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ขึ้นมาบังคับใช้ก่อนเป็นการดีที่สุด ในรอบ 2 ทศวรรษคิดว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 เป็นรัฐธรรมนูญที่มีความชอบธรรมมากที่สุดในเชิงกระบวนการ แต่อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 ก็ยังมีบกพร่องบางประการ ซึ่งสามารถนำข้อบกพร่อง หรือปัญหาที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้นมาปรับแก้ไขได้ในภายหลัง