ข่าว

‘ผบ.ทบ.’ยันเร่งแก้ปม‘โรฮิงญา’

‘ผบ.ทบ.’ยันเร่งแก้ปม‘โรฮิงญา’

20 พ.ค. 2558

‘ผบ.ทบ.’ ยันดำเนินคดี ‘โรฮิงญา’ หลบหนีเข้าเมือง ปัดผลักดันออกนอกปท. ย้ำช่วยตามมนุษยธรรม แนะองค์กรต่างชาติรับไปดูแล ไฟเขียว ‘ผบ.ตร.’ จัดการทหารเอี่ยวค้ามนุษย์

 
            20 พ.ค.58 เมื่อเวลา 08.00 น. ที่กรมการบินกรมการขนส่งทหารบก พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์ ถึงการแก้ปัญหาชาวโรฮิงญา ภายหลังที่หน่วยงานและองค์กรต่างประเทศออกมากดดันให้ไทยรับดูแล ว่า ต้องเข้าใจว่าศูนย์พักพิงทั้ง 9 ศูนย์ของไทยก็เป็นภาระโดยตั้งอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า และเป็นผู้ลี้ภัยมาจากการสู้รบซึ่งเราก็รับดูแลมีจำนวนหลายแสนคน แต่ขณะนี้ลดระดับลงมาบ้างแล้ว เพราะมีการมารับกลับไป โดยกรณีดังกล่าวเป็นศูนย์พักพิงที่มีองค์กรต่าง ๆ เข้ามาดูแล ส่วนกรณีของโรฮิงญาเป็นคนละกรณีกัน เพราะเป็นการหลบหนีเข้าเมืองโดยไม่ถูกต้อง จึงเป็นการจัดสถานที่เพื่อควบคุมและอยู่ในการดูแลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนเด็ก ผู้หญิง ทางกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) รับไปดูแล ซึ่งเป็นไปตามกฏหมายของไทย อย่างไรก็ตาม ในส่วนของทหารหรือตำรวจแม้จะไม่ได้มีหน้าที่โดยตรงแต่ในฐานะที่ดูแลด้านความมั่นคง หากพบเจอต้องควบคุมตัวส่งตำรวจเพื่อดำเนินการต่อไป หากจำนวนชาวโรฮิงญามีจำนวนมาก จนสถานที่ควบคุมไม่เพียงพอ ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้นโยบายว่า หาพื้นที่ควบคุมเพิ่มเติม ซึ่งตนได้มีการสอบถามกับเจ้าหน้าที่ไปแล้วจึงความคืบหน้าการจัดเตรียมพื้นที่แต่ต้องได้รับจากพิจารณาจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงด้วยเพื่อความเหมาะสม แต่ถ้าตำรวจและพม.ยังสามารถดูแลได้ ก็ไม่จำเป็น ซึ่งขณะนี้ทราบว่ายังรับมือได้อยู่
  
            สำหรับเรื่องการปฏิบัติต่อชาวโรฮิงญานั้น พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ร่วมกับ พล.ร.อ.ไกรสร จันทร์สุวานิชย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ก็ได้รับทราบถึงแนวทางการปฏิบัติแล้วภายหลังลงพื้นที่ จ.ภูเก็ต นอกจากนี้ยังมีในส่วนของกองอำนวยรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ภาค 4 ส่วนหน้าแยก1 (กอ.รมน.ภาค4สน.แยก1) ต้องกำกับดูแลในเรื่องนี้ โดยมีกองบัญชาการอยู่ที่จ.ระนองจะดูภาพรวมทั้งหมด เพื่อให้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน ยืนยันไม่มีการผลักดันหรือผลักไสไล่ส่ง แต่ต้องเข้าใจไทยเป็นประเทศกลางทาง ไม่เป็นความประสงค์ของชาวโรฮิงญาที่เดินทางจากประเทศต้นทาง โดยมุ่งหวังไปประเทศที่สามหรือประเทศปลายทาง และมีการเคลื่อนย้ายทางทะเลเป็นหลัก ก็จะมีการตรวจสอบ หากเข้ามาในพื้นที่เขตน่านน้ำไทย เราจะส่งเจ้าหน้าที่ไปดูแล ว่ามีอาการเจ็บป่วยหรือไม่ หากเจ็บป่วยจะนำเข้ามารักษาพยาบาล แต่หากมีความประสงค์จะเดินทางต่อไปตามจุดหมายของเขา ก็ต้องปล่อยไปตามนั้น เราคงไปบังคับอะไรไม่ได้ หากไม่ต้องการเดินทางต่อเขาก็ต้องเข้าสู่ระบบการถูกควบคุมตัวเพราะหลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย ถือเป็นลักษณะการปฏิบัติที่ถูกต้องไม่มีการละเมิดและจะดูแลตามสิทธิมนุษยชนอย่างดีที่สุด
   
            “ไทยถูกจับจ้องจากองค์กรต่าง ๆ นอกประเทศ ที่ยังไม่เข้าใจ ซึ่งหากประเทศเหล่านั้นดูแลเรื่องสิทธิให้กับชาวโรฮิงญาที่หลบหนีเข้ามาในประเทศไทย และถ้าช่วยประเทศไทย ก็รับไปดูแลบ้างก็จะดี ซึ่งองค์กรต่างๆต้องเห็นใจประเทศไทยด้วย เนื่องจากเราแบกรับภาระมามาก ถ้าเห็นว่าประเทศไทยควรทำอย่างไรให้ถูกต้องตามหลักสิทธิมนุษยชน ชาวโรฮิงญาที่หลบหนีเข้ามาอาจจะต้องการไปประเทศที่มีความพร้อม ซึ่งมีหลายประเทศที่จ้องมองประเทศไทยว่าควรจะทำตามขั้นตอนที่ถูกต้อง และที่ผ่านมาไทยก็ดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้อง แต่ท่านช่วยรับชาวโรฮิงญากลับไปด้วยเพราะประเทศของท่านมีความพร้อมเช่นกัน” พล.อ.อุดมเดช กล่าว
   
            พล.อ.อุดมเดช กล่าวต่อว่า พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ กำลังประชุมหารือที่ประเทศมาเลเซีย เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว และในวันที่ 29 พ.ค.นี้ จะมีการประชุมกับประเทศและองค์กรที่เกี่ยวข้องอีกครั้งในประเทศไทย คงจะได้กรอบแนวทางที่ชัดเจน ทั้งนี้การดำเนินการของเจ้าหน้าที่ทำงานเต็มที่อยู่แล้วเพื่อให้เห็นว่าเราจริงจังกับการแก้ปัญหา
      
            “ผมได้พูดคุยกับ ผบ.ตร. ว่า หากพบทหารเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ให้ลงโทษเด็ดขาด ไม่ต้องเกรงใจ ให้ดำเนินการเต็มที่ เพราะคนดีต้องรักษา เชิดชู ให้รางวัล ส่วนคนไม่ดีต้องไม่ให้บทบาทและไม่ให้อยู่ในกองทัพต่อไป ตามระเบียบขั้นตอนของกองทัพ ถ้าเข้าข่ายคดีอาญาก็ต้องดำเนินการจนถึงขั้นปลด ขอให้สบายใจว่ากองทัพบกจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมา หากใครมีหลักฐานทางเจ้าหน้าที่ตำรวจขอดำเนินการเต็มที่ กองทัพพร้อมให้ความร่วมมือ” พล.อ.อุดมเดช กล่าว
 
 
ระนอง - ผ้ว่าฯระนองกำชับ 17 หน่วยงานเข้มค้าโรฮิงญา
 
 
            20 พ.ค.นายสุริยันต์ กาญจนศิลป์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยว่า ได้ประชุมเพื่อสั่งการ 17 หน่วยงานเกี่ยวข้องกับความมั่นคงถึงแนวทางปฏิบัติให้กับผู้บังคับบัญชาทั้ง 17 หน่วยงาน ในการแก้ไขปัญหาผู่หลบหนีเข้าเมืองผิดกฏหมายทางทะเลชาวโรฮิงญา และการค้ามนุษย์ โดยได้สั่งกำชับและเน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานดำเนินการตามนโยบาบรัฐบาลคือเร่งปราบปรามขบวนการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบในพื้นที่ จ.ระนอง พร้อมวางแนวทางการดำเนินการปฏิบัติต่อผู้หลบหนีเข้าเมืองทางทะเลชาวโรฮิงญา โดยให้หน่วยงานเกี่ยวข้องปฏิบัติดังนี้ หากพบกลุ่มผู้อพยพหลบหนีเข้าเมืองชาวโรฮิงญาที่อยู่ในทะเล ให้กองบัญชาการทัพเรือภาคที่ 3 เป็นฝ่ายดำเนินการดูแล ซึ่งจะต้องมีการช่วยเหลือต่างๆ อาทิอาหาร ยารักษาโรค น้ำมัน ตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล เพื่อให้ชาวโรฮิงญาเดินทางต่อไปยังประเทศที่สามตามความต้องการ
 
            ทั้งนี้ หากกลุ่มผู้อพยพชาวโรฮิงญาเข้ามาในน่านน้ำประเทศไทย จะต้องจับกุมดำเนินคดีตามกฏหมาย พ.ร.บ.คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 โดยให้ศูนย์ประมงชายแดนทางทะเลไทย-พม่า (ศปชล.ทพ.) เป็นหน่วยประสานงาน ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานต่างๆในพื้นที่ในการดำเนินการ ส่วนหากมีการควบคุมตัว สถานที่ควบคุมตัวชาวโรฮิงญาที่ยังไม่สามารถส่งกลับได้ให้ดำเนินการตามกฏหมายและต้องเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน
 
            นายพรชัย สิทธิเกษตร หัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าชุมพรเขตอุดมศักดิ์ ซึ่งมีแนวเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าครอบคลุมพื้นที่ จ.ระนองและ จ.ชุมพร กล่าวว่า ได้จัดชุดลาดตระเวนสืบหาข่าวเพื่อเฝ้าระวังการกระทำผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในพื้นที่รับผิดชอบ บริเวณป่าคลองน้อย ม. 8 ต.จ.ป.ร. อ.กระบุรี ไม่พบการกระทำผิด ต่อมา จนท.ได้ลาดตระเวนและตรวจสอบพื้นที่ ม. 9 ต.จ.ป.ร. อ.กระบุรี บริเวณบ้านในกรังแนวรอยต่อพรมแดนไทย-พม่า ไม่พบการกระทำความผิด นอกจากนี้ได้พื้นที่แนวพรมแดนจุดพิกัด ม. 8 ต.ปากจั่น อ.กระบุรี ไม่พบการกระทำผิด รวมทั้งได้ตรวจสอบแนวรอยต่อจ.ระนองกับ จ.ชุมพรจุดพิกัด ม. 5 ต.หินแก้ว อ.ท่าแซะ จ.ชุมพร ไม่พบกระกระทำผิด แต่จนท.ไม่ได้ประมาทยังคงจัดชุดออกลาดตระเวนและตรวจสอบพื้นที่อย่างต่อเนื่อง เพื่อไม่ให้มีการใช้พื้นที่ป่าเป็นจุดพักพิงและสกัดกั้นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฏหมายที่กลุ่มผู้ลักลอบอาจใช้พื้นที่ป่าเป็นเส้นทางหลบเลี่ยง จนท.เพื่อลักลอบสู่จังหวัดชั้นใน