
จับตา..ก้าวย่างคดียิ่งลักษณ์พันจำนำข้าว
จับตา..ก้าวย่างคดียิ่งลักษณ์พันจำนำข้าว : โอภาส บุญล้อมรายงาน
เริ่มแล้วการพิจารณาคดีครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลยในคดีที่ นายตระกูล วินิจนัยภาค อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ในความผิดฐานละเว้น การปฎิบัติหน้าที่โดยมิชอบฯ และเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติอย่างใดในตำแหน่งหรือหน้าที่หรือใช้อำนาจในตำแหน่งหรือหน้าที่โดยมิชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 กรณีละเลยไม่ดำเนินการระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งทำให้รัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท ซึ่งมีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปี-10 ปี
แต่เพียงแค่เริ่มคดีนี้ก็เรียกเสียงฮือฮาเสียแล้ว เมื่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พิจารณาคำร้องขอพิจารณาลับหลังจำเลยซึ่งเป็นคำร้องที่จำเลยขอไม่ต้องมาศาลในนัดพิจารณาคดี แล้วเห็นว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องมาศาลตามนัดทุกนัด หากไม่สามารถมาศาลในนัดใดให้จำเลยยื่นคำร้องแสดงเหตุจำเป็นต่อศาลพิจารณาเป็นครั้งคราวไป นอกจากนี้ ยังมีการกำหนดเงื่อนไข ห้ามจำเลยเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาล
ก่อนหน้านี้ นายธีรทัย เจริญวงศ์ เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา เคยอธิบายว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาแสดงตัวต่อศาลในวันพิจารณาคดีนัดแรก แล้วไม่มาศาลในครั้งต่อไป คดีจะยังคงดำเนินต่อไป และศาลสามารถ “พิจารณาคดีลับหลัง” จำเลยได้ แต่กรณีดังกล่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเสียสิทธิในการต่อสู้คดี ส่งผลต่อการแพ้-ชนะคดีในท้ายที่สุด
หากดูผิวเผินก็จะเหมือนกับขัดกัน แต่ในความจริงแล้วไม่ได้ขัดกัน เพราะเป็นคนละขั้นตอนกัน เพราะที่ศาลสั่งว่าจำเลยมีหน้าที่ต้องมาศาลตามนัดทุกนัด เป็นไปตามหลักของการพิจารณาคดีอาญา ซึ่งบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 172 ที่ว่า การพิจารณาและสืบพยานในศาลให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย
จึงเป็นหลักการสำคัญที่ว่า ในคดีอาญาไม่ควรพิจารณาคดีลับหลังจำเลย เป็นการคุ้มครองสิทธิของจำเลย เนื่องจากคดีอาญาเป็นเรื่องเกี่ยวกับเสรีภาพหรือชีวิตของจำเลย
การที่กฎหมายกำหนดว่าการพิจารณาคดีต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ทำให้จำเลยสามารถป้องกันสิทธิของตนเองได้อย่างเต็มที่ เช่น ถ้าหากฝ่ายโจทก์ใส่ร้ายหรือกลั่นแกล้งโจทก์ จำเลยก็สามารถคัดค้าน ทักท้วงได้ทันท่วงที หรือในกรณีทนายจำเลย ทำหน้าที่ไม่เต็มที่ ไม่ซักถามพยานตามที่ควรจะถาม จำเลยก็สามารถลุกขึ้นถามพยานได้ด้วยตนเอง หรือบอกให้ทนายของตนเองถามในสิ่งที่ควรถามได้
อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายกำหนดว่า การพิจารณาสืบพยานคดีอาญา ต้องกระทำต่อหน้าจำเลย ทำให้จำเลยมีหน้าที่ต้องมาศาลทุกนัดก็ตาม แต่ในกรณีที่นัดใดจำเลยมีเหตุจำเป็น เช่น ป่วยหนัก ทำให้จำเลย ไม่สามารถมาศาลได้ตามนัด จำเลยก็ขออนุญาตต่อศาลให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยได้ ซึ่งจะเห็นได้จากคดีนี้ที่ศาลสั่งว่า... “หากไม่สามารถมาศาลในนัดใดให้จำเลยยื่นคำร้องแสดงเหตุจำเป็นต่อศาลพิจารณาเป็นครั้งคราวไป”
เพราะว่าเมื่อหลักคือ การพิจารณาคดีและสืบพยาน ให้ทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลย ทำให้จำเลยมีหน้าที่ต้องมาศาลทุกนัด ดังนั้น การที่จำเลยจะไม่มาศาลในนัดพิจารณาคดี สืบพยาน ก็ต้องยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังจำเลย แต่ก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของศาลว่าจะให้ตามคำร้องขอหรือไม่
อีกทั้งที่ผ่านมา คดีก่อนๆ ที่ขึ้นศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ค่อยมีกรณีที่จำเลยยื่นคำขอให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังจำเลย โดยจำเลยจะมาศาลทุกนัด และกรณีที่จำเลยยื่นขอให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังตั้งแต่นัดพิจารณาคดีครั้งแรกอย่างคดีนี้ ก็ไม่ค่อยมีเช่นกัน โดยจำเลยในคดีอื่นๆ หากมีเหตุจำเป็นทำให้ไม่สามารถเดินทางมาศาลตามนัดใด ก็จะยื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาคดีลับหลังจำเลยเป็นครั้งๆ ไป
ดังนั้น การที่ศาลสั่งให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มาศาลทุกนัดที่มีการพิจารณาคดี สืบพยาน จึงไม่ใช่เพราะศาลไม่ไว้ใจ จับตา น.ส.ยิ่งลักษณ์ เป็นพิเศษ เพราะเกรงว่าจำเลยจะหลบหนีคดี แต่เป็นไปตามหลักกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญา มาตรา 172 ที่ว่าการพิจารณาและสืบพยานในศาล ต้องทำโดยเปิดเผยต่อหน้าจำเลยนั่นเอง อีกทั้งถ้าศาลเกรงว่าจำเลยจะหลบหนีคดี ก็คงไม่ให้ น.ส. ยิ่งลักษณ์ประกันตัวตั้งแต่แรก
ส่วนที่เลขานุการแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในศาลฎีกา เคยออกมาอธิบายว่า หาก น.ส.ยิ่งลักษณ์มาแสดงตัวต่อศาลในวันพิจารณาคดีนัดแรก แล้วไม่มาศาลในครั้งต่อไป คดีจะยังคงดำเนินต่อไป และศาลสามารถทำการ “พิจารณาคดีลับหลัง” จำเลยได้นั้น เป็นอีกขั้นตอนหนึ่ง
กล่าวคือ เมื่อจำเลยได้มาศาลในนัดพิจารณาคดีครั้งแรกแล้ว แต่นัดพิจารณาสืบพยานนัดต่อๆ ไป จำเลยไม่ได้เดินทางมาศาลโดยไม่มีเหตุอันควร ไม่มีการยื่นขอพิจารณาคดีลับหลังจำเลย หรือว่าหนีคดีไป ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ก็ยังสามารถพิจารณาคดีลับหลังจำเลยต่อไปได้ ไม่ต้องจำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัวจำเลยมาศาล ซึ่งทำให้คดีสะดุด ล่าช้า (ต่างจากคดีอาญาที่ขึ้นศาลอาญาปกติ กรณีจำเลยไม่มาศาลโดยไม่มีเหตุอันควร และไม่ได้มีคำสั่งศาลอนุญาตให้พิจารณาคดีลับหลังจำเลยหรือจำเลยหลบหนีคดีไป ศาลจะออกหมายจับ และจำหน่ายคดีชั่วคราวจนกว่าจะได้ตัวจำเลยมาศาล)
เนื่องจากคดีที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองนั้น ต้องถือว่าเป็น “คดีพิเศษ” แตกต่างจากคดีอาญาที่ขึ้นศาลพิจารณาคดีอาญาทั่วไป เพราะว่า เป็นคดีที่เกี่ยวกับนักการเมืองซึ่งเป็นคดีที่ประชาชนให้ความสนใจ การพิจารณาคดีต่อเนื่องเพื่อความรวดเร็วของคดีจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ.2542 มาตรา 19 จึงกำหนดว่า ให้ศาลดำเนินกระบวนพิจารณาไต่สวนพยานต่อเนื่องติดต่อกันไปทุกวันทำการจนกว่าจะเสร็จการพิจารณา
ดังนั้น คดีที่ขึ้นสู่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในกรณีที่จำเลยไม่มาศาลตามนัดโดยไม่มีเหตุอันควรหรือหลบหนีคดีไป อย่างมากศาลก็ออกหมายจับจำเลย แต่คดีก็สามารถพิจารณาต่อไปได้ ไม่ต้องจำหน่ายคดีชั่วคราว
ส่วนกรณีที่ศาลในคดีนี้ได้กำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยเดินทางออกนอกประเทศ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากศาลนั้น ก็เป็นเรื่องปกติที่ว่า เมื่อศาลสั่งอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวจำเลยตามคำร้องขอของจำเลย ศาลก็จะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ถูกปล่อยตัวชั่วคราวปฏิบัติเพื่อป้องกันการหลบหนี หรือป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากการปล่อยตัวชั่วคราวก็ได้
อย่างไรก็ตาม การที่ศาลสั่งไม่อนุญาตให้ “ยิ่งลักษณ์” ไปต่างประเทศนี้ ก็เป็นความชัดเจนในกรณีที่เธอเคยทำเรื่องถึง คสช. เพื่อขออนุญาตเดินทางไปต่างประเทศ เมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา แล้ว คสช.ไม่อนุญาต โดยบอกว่าให้รอการพิจารณาของศาลก่อน
การเดินทางมาขึ้นศาลของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม เธอได้ให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า จะต่อสู้คดีตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งก็ถือว่า เป็นสัญญาต่อประชาชนของคนระดับอดีตนายกรัฐมนตรี และเมื่อคดีเดินไปตามวันและเวลาของมัน ความจริงก็จะปรากฏออกมาเองว่าจะเป็นไปตามที่ได้ลั่นวาจาไว้หรือไม่ !



