ข่าว

 มองต่างมุมช่วย-ไม่ช่วย‘โรฮิงญา’

มองต่างมุมช่วย-ไม่ช่วย‘โรฮิงญา’

19 พ.ค. 2558

วิวาทะร้อนสังคมไทย มองต่างมุม ช่วย-ไม่ช่วย‘โรฮิงญา’ : ทีมข่าวรายงานพิเศษ

                 มนุษย์ตัวดำร่างผอมท่าทางหิวโซ นั่งยองๆ อุ้มเด็กเล็กอัดแน่นในเรือประมง ท่ามกลางแดดจ้าบนท้องทะเลกว้างใหญ่...

                 ภาพเหล่านี้ถูกเผยแพร่ออกไปทุกสื่อทั่วโลก พร้อมบรรยายสถานที่ว่าห่างจากเกาะหลีเป๊ะ จ.สตูล ไปไม่กี่ชั่วโมง...หากเป็นมนุษย์ผู้ “ตา” ไม่บอด สิ่งที่ทำอันดับแรกที่มองเห็นคือ การเข้าไปโอบอุ้มช่วยเหลือ เพราะเห็นกับ “ตา” แล้วว่า พวกเขากำลังตกอยู่ในสภาพเช่นใด...

                 “โลกมนุษย์ ถูกแบ่งออกเป็น “คน” กับ “ชาว” เยอะแยะไปหมด เมื่อมีคนมาบอกแค่ว่า เขาไม่ใช่คนไทย อยู่นอกน่านน้ำไทย ในกระแสโลกออนไลน์มีแต่โพสต์กันว่า เขาเป็น ชาวโรฮิงญา ชาวพม่า ชาวบังกลาเทศ ไม่ใช่ชาวไทย ผ่านไป 3 วัน มนุษย์บนเรือยังไม่ได้รับการช่วยเหลืออย่างที่มนุษย์ด้วยกันควรทำ”

                 นักสิทธิมนุษยชนจากมูลนิธิแหล่งหนึ่งเอ่ยปากพร้อมถอนหายใจแรงๆ ...ก่อนวิเคราะห์ให้ฟังต่อว่า ในพื้นที่โซเชียลมีเดียขณะนี้มีผู้โพสต์ข้อความแสดงความเห็นด้วยกับนโยบายนายกฯ ประยุทธ์ ที่จะไม่รับเข้ามาชายฝั่งไทย มีทหารให้สัมภาษณ์สื่อไปทั่วโลกว่า ช่วยให้น้ำกับอาหาร กับแจกนมเด็กๆ แล้ว เป็นไปตามหลักมนุษยธรรม คืออำนวยความสะดวก ให้เดินทางไปยังจุดหมายปลายทางที่ต้องการ แต่นักสิทธิมนุษยชนรายนี้เห็นว่า การช่วยเหลือเช่นนั้น ยังไม่เพียงพอตามหลักมนุษยธรรม

                 “สงสัยจริงๆ ว่า หลักมนุษยธรรมข้อไหนที่บอกว่าให้ผลักเรือออกไป ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่า ยังไม่มีประเทศไหนตอบรับ และรู้ด้วยว่ามีเด็กเล็ก มีคนป่วย มีคนที่กำลังจะตายอยู่บนเรือลำนั้น คนไทยตอนนี้ตาไม่บอด มองเห็นพวกเขาอย่างชัดเจนในทีวี ในเน็ต ในหนังสือพิมพ์ แต่สงสัยว่า มีบางคนใจกำลังบอดอยู่หรือเปล่า คิดแต่ คำว่า ‘คน’ ไม่คิดถึงคำว่า ‘มนุษย์’ ถ้าเป็นสมัยก่อนเราคงรีบเข้าไปช่วยเอามาพักพิง ให้พวกเขาฟื้นตัวฟื้นไข้ อย่างอื่นค่อยว่ากัน”

                 นักสิทธิมนุษยชนอธิบายกระแสต่อต้าน “โรฮิงญา” ที่เกิดขึ้นว่า เนื่องจากมีคนนำ “วาทกรรมเรื่องความมั่นคง เรื่องเศรษฐกิจ ลัทธิศาสนาและความเป็นชาติใครชาติมัน” มาเผยแพร่ เช่น บอกว่า พวกเขาเป็นภัยความมั่นคง หรือเรื่องของคนต่างศาสนา หรือเป็นปัญหาการต่อสู้ที่มีประวัติศาสตร์มายาวนาน คนไทยไม่เกี่ยวข้อง ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่พวกเขากำลังกังวลอยู่เป็นเรื่องของอนาคต ตอนนี้ประเทศไทยศักยภาพมากพอที่จะช่วยเหลือเบื้องต้นได้ เพราะการช่วยชีวิตคนก็เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของมวลมนุษยชาติ

                 “ทำไมห่วงเรื่องความมั่นคง ศาสนา ค่ายอพยพ เรื่องนั่นเรื่องนี่ มากกว่าภาพที่เราเห็นอยู่ตรงหน้าแล้วว่า พวกเขาบางคนกำลังจะตายในกลางทะเล?” เป็นคำถามที่ฝากทิ้งไว้จากนักสิทธิมนุษยชนคนเดิม

                 กระนั้นก็ตาม ความเห็นข้างต้นอาจเสมือนการวิ่งฝ่ากระแสคลื่นเชี่ยวกรากจากอารมณ์ความไม่พอใจ ที่ประเทศไทยกำลังถูกผลักภาระ และตกเป็นจำเลยในเรื่องค้ามนุษย์

                 ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมา พื้นที่สื่อสังคมออนไลน์เช่น เฟซบุ๊ก หรือเว็บบอร์ดพันทิป มีผู้เข้าไปคอมเมนท์หรือแสดงความเห็นจำนวนมาก เกี่ยวกับข่าวมนุษย์ 300 ชีวิตบนเรือที่กำลังรอความช่วยเหลือจากประเทศไทย ส่วนใหญ่มีความเห็นคล้ายคลึงกัน เช่น

                 “เห็นใจชาวโรฮิงญา ก็ต้องเห็นใจคนไทยกันเองด้วยครับ”

                 “การเมืองระหว่างประเทศมันมีหลายมิติ มนุษยธรรมก็ส่วนหนึ่ง ความมั่นคงก็ส่วนหนึ่ง มองให้รอบด้าน แล้วหาจุดสมดุลที่พอดี ทุกสิ่งทุกอย่างมีด้านตรงข้ามเสมอ ไม่มีใครเป็นพ่อพระได้ตลอด เพราะอีกด้านหนึ่งตนเองก็ได้รับผลกระทบในทางลบ รับเขาไว้ เราก็มีปัญหาความมั่นคง ปัญหาการเพิ่มของประชากร คนไทยในพื้นที่มีความเสี่ยงมากขึ้น ฯลฯ”

                 “งบประมาณที่จะต้องเลี้ยงดูจะหามาจากไหน...มีแนวโน้มว่า พวกโรฮิงญาจะกลายเป็นแนวร่วมโจรใต้ได้”

                 “ทำไมต้องเรียกร้องให้ประเทศไทยรับชาวโรฮิงญา ทำไมไม่เรียกร้องให้พม่ามีมนุษยธรรม และดูแลสิทธิมนุษยชน เพราะอยู่บนแผ่นดินพม่า”

                 “วอนสหประชาชาติรับไปดูแล อย่าปัดให้อาเซียน”

                 “พวกคุณที่บอกว่าเขาก็คน น่าสงสารนี่...สนใจจะรับไปไว้บ้านกันซักกลุ่มนึงมั้ยครับ?”

                 “เอาจริงๆ นะ ล้านไลค์กับนายกเลย เราช่วยเขา แต่เราก้อต้องดูเเลตัวเอง(คนไทย)ก่อน”

                 “เห็นด้วยกับท่านผู้นำ คนยากจนบ้านเราก็มีมากพอที่ยังดูแลไม่ทั่วถึงจะต้องมาดูแลคนพวกนี้อีก สหประชาชาติเอาแต่ว่าแน่จริงก็รับเอาไปดูแลเองสิครับ ไทยไม่เกี่ยวอะไรด้วยเลย”

                 “นัยนา สุภาพึ่ง” ผู้ประสานงานมูลนิธิธีรนาถ กาญจนาอักษร อดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ แสดงความเห็นต่อกระแสในโลกออนไลน์ของกลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการช่วยเหลือโรฮิงญาว่า การช่วยเหลือทางมนุษยธรรมต้องไม่มีพรมแดนด้านเชื้อชาติ ศาสนา เปรียบเทียบตัวอย่างง่ายๆ ว่า เมื่อหลายสิบปีก่อนมีคนไทยทั้งผู้หญิงและผู้ชายอยากเข้าไปทำงานที่ญี่ปุ่น บางคนหลบหนีเข้าไปผ่านทางเรือสินค้าขนตู้คอนเทนเนอร์ขนาดใหญ่ ถ้าตอนนั้นรัฐบาลญี่ปุ่นจับได้แล้วปล่อยคนไทยเหล่านั้นลอยแพกลางทะเล เราจะรู้สึกอย่างไร

                 “ตอนนี้เห็นภัยอันตรายอยู่ตรงหน้า การช่วยชีวิตมนุษย์ต้องมาก่อน ไม่ควรไปพูดถึงเรื่องกฎหมายคนเข้าเมือง หรือเรื่องสัญชาติ ศาสนา ทุกชีวิตเป็นสิ่งมีค่า พอช่วยให้มีชีวิตรอดได้แล้วค่อยปรึกษาหารือร่วมกับประเทศสมาชิกอาเซียนว่าจะทำอย่างไรต่อ ภาระตรงนี้ต้องร่วมกันคิด เพราะเราก็ประกาศอยู่แล้ว ประเทศในอาเซียนเป็นหนึ่งเดียวไม่ใช่หรือ ปัญหาโรฮิงญาเป็นบทเรียนที่ดี ทำให้คนไทยได้เรียนรู้ชาติพันธุ์อื่น เรียนรู้เรื่องเชื้อชาติ คนชายขอบ และที่น่าตั้งคำถามคือ อะไรบ่มเพาะให้คนไทยบางกลุ่มมีความคิดว่าคนไทยดีกว่าคนชาติอื่น หรือคิดว่าโรฮิงญาบนเรือทำผิดกฎหมายไม่ควรให้เข้ามาในประเทศ มากกว่าคิดเรื่องมนุษยธรรม

                 ทั้งๆ ที่เราก็สอนลูกสอนหลานว่า ห้ามฆ่าสัตว์ตัดชีวิต แต่เรากำลังจะปล่อยลอยแพเรือลำนี้ และอาจทำให้พวกเขาตายบนเรือก็ได้ และน่าตั้งคำถามว่า ถ้าคนที่อยู่บนเรือ 300 คน เป็นฝรั่งผิวขาว จะรีบรับเข้ามาที่ฝั่งไทยหรือไม่?” อดีตกรรมการสิทธิฯ ตั้งคำถามทิ้งท้าย