ข่าว

'บิ๊กตู่'เผยแก้รธน.ทำประชามติ

'บิ๊กตู่'เผยแก้รธน.ทำประชามติ

19 พ.ค. 2558

'นายกฯ' เผย ที่ประชุมร่วม ครม.-คสช. มีมติเห็นชอบให้แก้รัฐธรรมนูญเพื่อทำประชามติ ปัดโต้ 'แม้ว' ระบุ ผลงาน รบ.งั้นๆ ชี้ให้ดูที่การกระทำ

 
                       19 พ.ค. 58  เมื่อเวลา 14.00 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แถลงภายหลังการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) และ คสช. ว่า การประชุมร่วมระหว่าง ครม.และ คสช.มีมติเห็นชอบให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อให้มีการทำประชามติ เพราะเป็นขั้นตอนต่อไปที่ต้องดำเนินการตั้งแต่วันนี้ และยืนยันว่า ทันเวลา ถ้าสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ผ่านความเห็นชอบในร่างรัฐธรรมนูญ หน้าที่ของเราก็คือทำกฎหมายให้สามารถทำได้ เพราะไม่ได้มีการระบุไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวเท่านั้นเอง
 
                       พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ขอเรียนให้ทราบว่า คสช.จะไม่เข้าไปเกี่ยวข้องในเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญ เนื่องจาก คสช.เป็นต้นกำเนิด และ คสช.ได้มอบหมายโดยตั้งคณะทำงานขึ้นมาคือ สปช. ซึ่งพูดมานานแล้ว และสังเกตได้ว่า จะไม่ตอบเรื่องเหล่านี้ ไม่เช่นนั้นคงไม่ตั้ง สปช.ขึ้นมา ทั้งนี้ สปช.ที่ตั้งขึ้นมานั้น ก็มาจากหลายพวก หลายฝ่าย มีทั้งต่างจังหวัด หลายกลุ่มการเมือง มีนักวิชาการ มีทุกคน ไม่ได้ห้ามใครเลย และคนเหล่านี้ก็คัดเลือกคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 36 คน เพราะฉะนั้นผู้ที่รับผิดชอบแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นไปตามมติของ สปช.และ คสช.จะไม่มีการเสนอข้อพิจารณาขึ้นไป เพราะมันจะเป็นการที่เราจะไปชี้นำ มันทำไม่ได้ และต้องการสืบทอดอำนาจ ทั้งหมดได้มีการหารือและจะมีการเสนอข้อพิจารณาของ ครม.ขึ้นไปภายในระยะเวลาที่กำหนด สัปดาห์หน้าจะมีการประชุมกันอีกครั้งว่า จะมีการดำเนินการแก้ไขอย่างไรในบทบาทของ ครม. โดยมีตนนั่งประชุมในฐานะนายกฯ เพื่อรับฟังความเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
 
                       "ขอร้องสื่อมวลชนอย่าเพิ่งไปตีความยาวเหยียดไปข้างหน้า วันนี้ขอให้รอก่อนว่า สปช.จะผ่านหรือไม่ผ่าน รัฐธรรมนูญจะแก้หรือไม่แก้ ก็อยู่ที่ว่าถ้าผ่านรัฐธรรมนูญ ก็ทำประชามติ ต้องไปว่ากันมา วันนี้เขาเสนอมาว่าจะทำประชามติ ผมก็ต้องเตรียมตั้งหลักไว้ก่อน เพราะต้องร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ"
 
                       เมื่อถามว่า มีการกำหนดกรอบระยะเวลาไว้หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เขามีระยะเวลาอยู่แล้ว ซึ่งรายละเอียดและความชัดเจน นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย มีรายละเอียดอยู่แล้ว ซึ่งทุกอย่างเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย ไม่ใช่ตามใจตน มีการกำหนดไว้ชัดเจนว่าต้องใช้เวลากี่วัน 60 วัน 120 วัน มีการระบุไว้ชัดเจน จากนั้นก็มีเรื่องของการทำกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ (กฎหมายลูก) มีกติกากำหนดไว้ทุกอย่างแล้ว ไม่ได้เปลี่ยนแปลงจากการทำรัฐธรรมนูญ หรือการทำประชามติที่ผ่านมาเลย เพราะไม่ได้เอาตามใจของตน
 
                       เมื่อถามว่า แสดงว่าโรดแม็พของรัฐบาลต้องยืดเวลาออกไปใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ก็ไม่รู้สิ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ถ้าทำประชามติ ก็ต้องเลื่อนเวลาออกไปอยู่แล้ว เพราะต้องใช้เวลาการทำประชามติ"
 
                       เมื่อถามว่า คาดว่าจะทำประชามติได้เดือนไหน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ เพราะยังไม่รู้ ตนเพียงแต่เตรียมไว้ ถ้า สปช.เห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะได้ให้เขาทำ เขาอาจจะไม่ทำก็ได้ ก็แล้วแต่เขา อย่าไปคาดกันมาก คาดมากก็พันคอตัวเองหมด อย่าเอาผมไปพันคอคนนั้นคนนี้เลย วันนี้ความขัดแย้งต้องลดลง เราต้องไม่สร้างปัญหาใหม่ วันนี้ประเทศชาติกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี เศรษฐกิจที่เคยฟุบมามากๆ วันนี้ก็เริ่มขยับได้บ้างแล้ว
 
                       ผู้สื่อข่าวถามว่า ในการทำประชามติ จะถามเพียงว่าควรผ่านหรือไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญอย่างเดียว หรือจะมีการถามในเรื่องอื่นด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ให้เป็นเรื่องของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งก็ต้องแบ่งงานให้เขาทำหน้าที่ ซึ่งก็จะว่ากันไปทีละขั้นตอน จากนี้ไปเป็นเรื่องกระบวนการภายในของ สปช.ว่าจะรับหรือไม่รับ ก็ว่ากันมา หากมติ สปช.รับร่างรัฐธรรมนูญ ก็เป็นเรื่องของการแก้ไข จากนั้นก็เป็นขั้นตอนการทำประชามติ ก็เป็นหน้าที่ของ กกต.รับผิดชอบต่อไป ก็จะเสนอเข้ามาว่าจะทำประชามติเรื่องอะไร ซึ่งก็ต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณ ถ้ารับกันได้ก็รับกันไป
 
                       เมื่อถามว่า หากการทำประชามติแล้วประชาชนไม่เห็นด้วยจะทำอย่างไร และจะนำรัฐธรรมนูญปี 2540 หรือปี 2550 มาใช้ พล.อ.ประยุทธ์ ปฏิเสธที่จะตอบคำถามโดยกล่าวว่า "จะมาถามผมทำไม ให้ไปถามประชาชนเขาโน่น"
 
                       พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ในเรื่องอื่นๆ ของที่ประชุมนั้น เป็นเรื่องการทำงานร่วมกันในการขับเคลื่อน ซึ่งตนเคยบอกแล้วว่าการทำงานร่วมกันของ ครม.และ คสช.วันนี้มีหน้าที่หลายประการ ประการแรก คือ การแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประชาชนที่มีความเดือดร้อนและปัญหาของประชาชนในทุกระดับ เรื่องของรายได้ที่ต้องดูทั้งมหภาค ประการที่สอง คือ งานขับเคลื่อนการบริหารรัฐการแผ่นดิน ซึ่งมีทั้งในส่วนของนโยบายเร่งด่วนและนโยบายปกติ ประการที่สาม คือ การเตรียมแนวทางในการปฏิรูปเพื่อส่งให้ผู้ที่จะดำเนินการต่อก็เป็นขั้นตอนที่ชัดเจนขึ้นว่าประเทศชาติจะเดินต่อไปในวันข้างหน้าของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับ 11 - 12 - 13 ก็ต้องไปดูรายละเอียดงานของแต่ละกระทรวงว่าระยะใดจะเดินต่อไปบ้างก็ขึ้นอยู่ว่าอนาคตใครจะเข้ามาทำก็ขึ้นอยู่กับประชาชนที่จะเลือกตั้งใครอย่างไรก็แล้วแต่ ตนคงไม่เข้าไปตรงนั้น
 
                       นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า วันนี้เศรษฐกิจไทยเริ่มขยับได้บ้าง ซึ่งตนต้องไล่ทุกจุดว่าจะต้องทำในรูปการเชื่อมโยงการบริการจะแยกกระทรวงเหมือนอย่างที่เคยเป็นมาไม่ได้ รวมทั้งเรื่องการบริหารจัดการน้ำ การบริหารจัดการที่ดินและอนาคตข้างหน้าจะต้องมองด้วยว่าเกษตรกรคนไทยที่มีอยู่ 20 กว่าล้านคนจะทำอย่างไร จากที่มีพื้นที่เกษตรกรรม 147 ล้านไร่อยู่ในเขตชลประทานประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ต้องไปดูพื้นแก้ปัญหาน้ำระยะแรกให้ได้ 40 เปอร์เซ็นต์ จากนั้นจะมีที่เหลืออีก 60 เปอร์เซ็นต์ที่ไม่อยู่ในเขตชลประทานจะทำอย่างไร จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนการปลูกพืชที่ใช้น้ำน้อยลงเพื่อที่จะได้มีราคาสูงขึ้น โดยต้องทำให้สอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯ และความเจริญในอนาคตที่จะมีการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษและการพัฒนาโรงงานอุตสาหกรรมโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนหนึ่งเป็นโรงงานที่มีความทันสมัย ใช้เทคโนโลยีสูง ใช้บุคลากรน้อยเพื่อรองรับคนงานไทยที่มีฝีมือและสามารถควบคุมเครื่องจักรได้ ส่วนแรงงานระดับล่างก็จะต้องมีการเตรียมรองรับในพื้นที่อุตสาหกรรมที่มีความต้องการแรงงานสูง เพราะคนไทยไม่ค่อยนิยมใช้แรงงานระดับล่างเท่าใดนัก เกรงว่าในวันข้างหน้าเราจะขาดแรงงานไทยแล้วแรงงานต่างชาติจะเข้ามามากขึ้น ถือเป็นทั้งวิกฤติและโอกาส ทั้งนี้เราต้องผลิตแรงงานไทยที่มีคุณภาพในระดับหัวหน้างานซึ่งกระทรวงอุตสาหกรรมกำลังพิจารณาอยู่
 
 
 
ปัดโต้ 'แม้ว' ชี้ผลงาน รบ.งั้นๆ
 
 
                       พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไปปาฐกถาที่ประเทศเกาหลีใต้ ว่า ก็เป็นเรื่องของเขา ไม่เห็นจะมีความสำคัญอะไร
 
                       เมื่อถามว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ระบุถึงผลงานรัฐบาลชุดนี้ว่า งั้นๆ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็ปล่อยเขาไป ผมน่ะไม่ขอตอบโต้ แล้วเขาพูดเหมือนที่ผมพูดไหม เขาทำเหมือนที่ผมทำไหม ผมไม่ไปตอบโต้ใครทั้งสิ้น ให้ดูที่การกระทำ
 
 
 
สั่งทบทวนภารกิจร่วม 'ครม.-คสช.' เร่ง ก.ม.ก่อนหมดโรดแม็พ
 
 
                       พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้สั่งการให้ทบทวนเป้าหมายการทำงานร่วมกันของ ครม.และ คสช.เพื่อให้ทั้งสองส่วนตระหนักถึงภารกิจร่วมกันในการให้ประชาชนมั่งคั่ง ประเทศชาติมั่นคง
 
                       รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า โดยมีเป้าหมาย 4 ประการ คือ 1. ต้องรักษาความมั่นคงภายใน ต้องทำทุกวิถีทาง เพื่อไม่ก่อให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาอีก 2. การทำงานตามหน้าที่ของกระทรวง ทบวง กรม ขับเคลื่อนบริหารงานของแผ่นดินเพื่อประโยชน์ของประชาชน 3. วางแผนงานปฏิรูปประเทศในอนาคต โดยจะต้องประสานงานร่วมกันระหว่างสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) กับ ครม.เพื่อจะได้มีทิศทางเดียวกัน และ 4. ต้องแก้ไขกฎหมายที่ยังติดขัดอยู่ ประเด็นปัญหาอุปสรรคในการบริหารราชการ และความเหลื่อมล้ำ
 
                       พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบหมายให้นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเรื่องกฎหมายในช่วงที่ผ่านมา โดยมีข้อสรุปว่าปัจจุบันทางรัฐบาล และ คสช.ได้นำเสนอร่าง พ.ร.บ.เข้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) แล้ว 110 ฉบับ โดยเป็น ร่าง พ.ร.บ.ที่ผ่าน สนช.ไปแล้ว มีที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว และรอระหว่างทูลเกล้าฯ 84 ฉบับ และยังมีที่ค้างใน สนช. 26 ฉบับ อย่างไรก็ตามแนวทางดังกล่าวเป็นตามเป้าหมายของ ครม.และ คสช.ที่จะผลักดันเพื่อเร่งแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และพันธสัญญากรณีต่างประเทศด้วย
 
                       รองโฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวว่า มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญ (ชั่วคราว) 2557 ก็ได้มีการชี้แจงให้ คสช.และ ครม.รับทราบร่วมกันว่า มาตรา 44 มีอำนาจสั่งการได้ที่เกี่ยวกับทางนิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ แต่ว่าในปัจจุบันไม่เคยมีการใช้มาตรา 44 ไปดำเนินการทางตุลาการ ในการชี้ผิดชี้ถูกเลย มีเพียงใช้ในทางบริหารและนิติบัญญัติเท่านั้น โดยนายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำทุกกระทรวง ทบวง กรม เร่งรัดเสนอร่างกฎหมายเข้ามาให้ ครม.เพราะระยะเวลาตามโรดแม็พใกล้หมดแล้ว หากประเด็นใดต้องใช้เวลานาน จำเป็นต้องแก้ปัญหาเฉพาะหน้า โดยให้เสนอหัวหน้า คสช.ใช้มาตรา 44 เพื่อแก้ปัญหาก่อน แล้วค่อยออก พ.ร.บ.ภายหลัง
 
                       พล.ต.สรรเสริญ กล่าวว่า ตามที่นายกรัฐมนตรี เคยมีดำริในการทำความเข้าใจกับประชาชนต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้น นายกฯ ก็อยากฟังมุมมองนักวิชาการของต่างประเทศ เพื่อมาสะท้อนมุมมองด้านประวัติศาสตร์ วิกฤต และการปฏิรูปที่ประเทศนั้นๆ ผ่านมา และทางกระทรวงการต่างประเทศ กับนายวิษณุ ก็ได้ประสานงานกับนักวิชาการต่างประเทศได้แล้ว โดยในวันที่ 22 พ.ค.นี้ จะมีรับฟังประสบการณ์ศาสตราจารย์ชาวฝรั่งเศสชื่อ โดมินิค รุสโซ่ ผู้เชี่ยวชาญด้านรัฐศาสตร์ และประวัติศาสตร์ และวันที่ 26 พ.ค.ก็จะรับฟังความคิดเห็นนักวิชาการจากฝรั่งเศส มิเชล โทเปอร์ สุดท้ายวันที่ 27 พ.ค.จะฟังความคิดเห็นนักวิชาการประเทศเยอรมนี คือ ศาสตราจารย์ ฟูริค คาร์เปน จากมหาวิทยาลัยฮัมบรูกด้วย
 
 
 
ประเมินเลือกตั้งเลื่อนออกไปเป็นต้นปี 2560
 
 
                       พล.ท.นคร สุขประเสริฐ กรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 เพื่อเปิดทางให้มีการออกเสียงทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยยอมรับว่า เป็นแรงกดดันต่อการทำงานยกร่างรัฐธรรมนูญพอสมควร แต่กรณีเดียวกันที่ ครม.ได้ปรับเวลาทำงานของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ เพิ่มอีกไม่เกิน 30 วัน ในช่วงของการพิจารณาคำขอแก้ไข ที่กำหนดไว้เดิมไม่เกิน 60 วัน จะทำให้การทำงานของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มีความรอบคอบมากขึ้น สำหรับการพิจารณาคำขอแก้ไข และความเห็นต่อการปรับปรุงร่างรัฐธรรมนูญ ที่ขณะนี้มีอยู่จำนวนมากนั้น เบื้องต้น ต้องนำมาพิจารณาอีกครั้งว่าจะพิจารณาปรับแก้ไขตามข้อเสนอหรือไม่ เพราะบางประเด็นที่มีผลกระทบต่อหลักการสำคัญที่ได้วางเจตนารมณ์ไว้ 4 ประเด็น คือ พลเมืองเป็นใหญ่ , ทำการเมืองใสสะอาดและสมดุล , หนุนสังคมที่เป็นธรรม และนำชาติสู่สันติสุข ที่เท่ากับต้องมีผลให้รื้อร่างรัฐธรรมนูญในประเด็นต่างๆ ทั้งฉบับ ซึ่งต้องใช้เวลามาก ดังนั้นต้องมีการหารือกันในที่ประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อีกครั้ง หากมีการแก้ไขแล้วจะนำประเด็นใดมาทดแทนเพื่อคง 4 เจตนารมณ์นั้นไว้ ทั้งนี้ในวันที่ 20 พ.ค.นี้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นัดประชุมกัน คาดว่าจะนำประเด็นประชามติหารือต่อที่ประชุมด้วย
 
                       พล.ท.นคร กล่าวด้วยว่า การเปิดโอกาสให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น เชื่อว่า จะทำให้การลือกตั้ง ส.ส.เป็นการทั่วไป จะเกิดขึ้นช่วงต้นปี 2560 จากเดิมที่โรดแม็พของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กำหนดไว้ช่วงเดือน เม.ย. 2559 เพราะหากดูตามกรอบเวลาทำงานที่สำคัญ ได้แก่ ขยายเวลาที่ สปช.ให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ในวันที่ 6 ส.ค.ออกไปอีกไม่เกิน 1 เดือน เพราะได้ขยายเวลาทำงานของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ จะทำให้วันที่ สปช.ลงมติ อยู่ช่วงต้นเดือน ก.ย. จากนั้นต้องใช้เวลาทำประชามติ ไม่น้อยกว่า 5 เดือน และหากประชามติผ่าน สปช.ต้องใช้เวลาประมาณ 1 เดือน เพื่อพิจารณาร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ได้แก่ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง , พรรคการเมืองและ ส.ส. การได้มาซึ่ง ส.ว. ก่อนส่งให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) พิจารณาอีกประมาณ 2 เดือน จากนั้นต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาเนื้อหาอีกประมาณ 1 เดือน จากนั้นช่วง 90 วัน ต้องกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. ดังนั้นจะทำให้วันเลือกตั้งเลื่อนออกไปเป็นประมาณต้นปี 2560
 
 
 
“มาร์ค”เสนอทำ“ประชามติ”เทียบรธน.50
 
                       นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า อยากให้มีทางเลือกที่ชัดเจนโดยมีการเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญปี 50 ซึ่งใช้ก่อนการรัฐประหาร อาจระบุเงื่อนไขให้ปรับปรุงแก้ไขได้ถ้าจำเป็น แต่ไม่อยากให้ลงประชามติโดยไม่ทราบว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากประชามติไม่ผ่านจะเกิดอะไรขึ้น ในเวลาเท่าไหร่ เพราะจะเกิดความสับสน เนื่องจากบางคนอาจไม่ชอบรัฐธรรมนูญแต่ไปลงมติให้ผ่านเพื่อไปเลือกตั้ง แต่ถ้าจะไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ตามรธน.ชั่วคราว 57 ก็จะเป็นแรงกดดันกลับมาที่ คสช. ตนมองว่าถ้าไม่อยากเปรียบเทียบสองฉบับก็ต้องมีกระบวนการที่ชัดเจนว่ากระบวนการที่จะทำใหม่เป็นอย่างไรจะต่างจากรอบที่แล้วยังไง เพราะถ้าย้อนไปตั้งต้นใหม่จะมีหลักประกันอะไรว่าไม่มีปัญหาแบบนี้อีก
                     
                      หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่มีการพูดถึงเรื่องต่ออายุให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) บริหารประเทศต่อ 2 ปี เพื่อปฏิรูปก่อนการเลือกตั้งว่า เวลา 2 ปี การปฏิรูปก็ไม่สำเร็จ เพราะการปฏิรูปจะสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อประชาชน เป็นผู้บีบให้พรรคการเมืองทุกพรรค ต้องยอมรับวาระการปฏิรูป ถ้าสังคมเข้มแข็งยืนยันวาระการปฏิรูป พรรคการเมืองต้องตอบสนองจึงเป็นหลักประกันความสำเร็จ ในการปฏิรูปซึ่งต้องใช้เวลา และล้มลงได้ทุกเมื่อถ้ารัฐบาลชุดใดชุดหนึ่งไม่อยากปฏิรูปก็เข้ามาล้ม

                      “พรรคการเมืองต้องตอบสนองประชาชน มีสัญญาประชาคมระหว่างการเลือกตั้ง จึงเป็นหลักประกันที่แท้จริง ถ้าต่ออายุไป 2 ปี 3 ปี ปีที่ 4 รัฐบาลที่เข้ามาก็อาจล้มอีก หรือคิดว่ามีองค์กรสภาขับเคลื่อน กรรมการยุทธศาสตร์ฯก็ไม่มีผลอยู่ดี เพราะคนที่จะนำไปสู่การปฏิรูป คือรัฐบาล แม้ว่ารัฐบาลนี้จะมีความตั้งใจปฏิรูปแต่ก็มีข้อจำกัด ส่วนรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งก็ต้องพิสูจน์ตัวเอง ในส่วนของพรรคผลักดันการปฏิรูปหลายเรื่อง โชคไม่ดีที่ไม่มีโอกาสทำได้ต่อเนื่อง ถ้ามีโอกาสบริหารประเทศก็ยืนยันจะผลักดันการปฏิรูป เช่น การกระจายอำนาจ เลือกตั้งผู้บริหารระดับจังหวัด การปฏิรูปตำรวจ” นายอภิสิทธิ์ กล่าว
 
 
 “วิษณุ”เผย“ครม.-คสช.”ไฟเขียวแก้รธน.ชั่วคราวเปิดทางลงประชามติ


                     นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี แถลงผลประชุมร่วมคณะรัฐมนตรี(ครม.)กับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ว่า ที่ประชุมร่วมมีมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ(ฉบับชั่วคราว) 2557 โดยใช้อำนาจตามมาตรา46ไปแก้ไขมาตรา 36 และ 38 ที่กำหนดล็อกเรื่องเวลาเอาไว้ เพื่อเปิดทางให้มีการลงประชามติ โดยสาระสำคัญที่จะระบุไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว2557 คือ ให้แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557เพื่อเปิดทางให้ลงประชามติได้ในอนาคตโดยไม่เป็นอุปสรรคและจัดให้ลงประชามติได้โดยเร็ว โดยครม.และคสช.จะร่วมเป็นผู้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญภายในเดือน มิ.ย.นี้ จากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สปช.)จะใช้เวลาพิจารณาภายใน 15 วัน

                     จากนั้นนำขึ้นทูลเกล้าฯลงพระปรมาภิไธยเพื่อประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว นอกจากนั้นในร่างแก้ไขจะระบุไว้ว่าให้ใครเป็นผู้ตัดสินใจอีกครั้งว่าจะทำประชามติหรือไม่ ซึ่งคนที่ตัดสินใจจะทำอาจเป็นได้ทั้งครม.หรือสปช.หรือองค์ใดก็ได้แต่เร็วเกินไปที่จะพูดวันนี้ เพราะต้องรอดูการลงมติของสปช.ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ก่อน ถ้าสปช.เห็นชอบก็มีกลไกรองรับให้ทำประชามติก็ทำได้อยู่แล้ว หากทำประชามติจะให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เป็นผู้จัดการเรื่องการลงประชามติ โดยสามารถนำพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการลงประชามติ 2552 มาใช้ได้และส่วนใดที่ปฎิบัติตามพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญไม่ได้ กกต.สามารถออกระเบียบต่างๆเพื่อให้การลงประชามติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย บริสุทธิ์ ยุติธรรม สำหรับการออกเสียงประชามติ ต้องใช้เวลาสร้างความเข้าใจให้ประชาชนรับรู้ถึงจุดอ่อนจุดแข็งของการลงประชามติ และควรรับหรือไม่รับ ต้องดำเนินการจัดพิมพ์รัฐธรรมนูญเพื่อแจกจ่ายให้ผู้มีสิทธิ์ออกเสียง 47 ล้านคน หรืออย่างน้อย 80 เปอร์เซ็นต์ ทำความเข้าใจ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3เดือน และนับจากนั้นประมาณ 1 เดือน จึงกำหนดให้ออกเสียงประชามติ รวมเวลาตั้งแต่พิมพ์รัฐธรรมนูญแจกถึงการลงประชามติ จะใช้เวลาประมาณ 3-4 เดือน

                     นายวิษณุ กล่าวว่า ต้องชี้แจงว่าข้อเสนอที่ให้หัวหน้าคสช.ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว สั่งให้ลงประชามตินั้นทำไม่ได้ เพราะรัฐธรรมนูญชั่วคราวมีหลายมาตรากำหนดเรื่องเวลาเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญไว้ว่าคณะกรรมาธิการ(กมธ.)ยกร่างรัฐธรรมนูญต้องร่างรัฐธรรมนูญ 2558 ให้เสร็จภายในกี่วัน จากนั้นเสนอสปช. ภายในกี่วัน ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯภายในกี่วัน เป็นต้น ในเมื่อเวลาล็อกไว้ ปฎิทินเวลาจึงออกมาว่าต้องลงมติโหวตรับไม่รับภายในวันที่ 6 ส.ค.นี้ และวันที่ 4ก.ย.นี้เป็นวันสุดท้ายที่ต้องนำขึ้นทูลเกล้าฯ ดังนั้นหากมีการลงประชามติ กำหนดวันดังกล่าวก็ไม่สามารถทำได้เพราะต้องไปลงประชามติก่อน ซึ่งมาตรา 44 จะไปรื้อเวลาที่ล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับเดียวกันนี้ไม่ได้ เพราะจะกระทบกับรัฐธรรมนูญชั่วคราวที่เป็นต้นกำเนิดของมาตรา 44 ทั้งหมด การเสนอแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราวเสียก่อนที่จะจัดลงประชามติ จึงเป็นหนทางเดียวเท่านั้น

                     นายวิษณุ กล่าวว่า อย่างไรก็ตาม การที่กมธ.ยกร่างฯจะพิจารณาสิ่งที่มีคนเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2558 จำนวนมากทั้งครม.สปช.และต้องมีผู้มาชี้แจงจำนวนมาก โดยที่เราให้เวลาเขาทำงาน 60 วัน เราจึงไม่อยากให้กมธ.ยกร่างฯ ถูกบีบบังคับด้วยกรอบเวลาและคนที่มาชี้แจงจำนวนมาก เพราะเหลือเวลาที่จะแก้ไข รื้อหรือตัดบางมาตราที่อาจดูง่าย เช่น เรื่องกลุ่มการเมือง แต่บางครั้งไปผูกกับมาตราต่างๆ 20-30 มาตรา จึงให้แก้ไขเรื่องเวลาทำงานโดย ขยายเวลาทำงานจากเดิม 60 วัน เพิ่มเป็นไม่เกิน 30 วัน รวมเป็น 90 วัน

                     “โดยสรุปการทำประชามติ ต้องผ่านด่านแรกก่อนคือแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว ด่านที่สองคือจะตัดสินใจลงประชามติหรือไม่ ที่ผ่านมาไม่ใช่อุบหรือแทงกั๊กเอาไว้ เพราะตัดสินใจตอนนี้ไม่ได้ เวลา 60-90 วัน ที่ให้กมธ.ยกร่างฯ ไปแก้ไขนั้น เขาอาจจะแก้ไขแล้วสมมติว่าสังคมเกิดพอใจตามที่อยากได้แล้วต้องการให้ประกาศใช้ ก็ไม่ต้องพูดเรื่องลงประชามติ ถ้าเราไปบีบบังคับว่าต้องลงประชามติก็จะลำบาก ทำให้เวลาต้องยืดออกไป จึงรอตัดสินใจว่าประชาชนเห็นอย่างไร แต่เมื่อวันนี้ประชาชนอยากเห็นการลงประชามติ เราก็แก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวเปิดทางไว้ก่อน หากกมธ.ยกร่างฯ นำข้อเสนอไปแก้ไขแล้วปรากฎว่าหนักกว่าเดิม หรือเหมือนเดิมก็มาว่ากันว่าจะลงประชามติ เหมือนกับการไขกุญห้องที่ล็อกไว้ก่อน เมื่อไหร่ที่อยากจะเปิดประตูก็ผลักประตูหรือการลงประชามติไปได้” นายวิษณุ กล่าว