ข่าว

ตร.กองปราบแจงปัด‘อมเพชรของกลาง’

ตร.กองปราบแจงปัด‘อมเพชรของกลาง’

19 พ.ค. 2558

ตร.กองปราบ แจงปัด "อมเพชรของกลาง" ระบุผู้ร้องเป็นผู้ต้องหาในคดียักยอกที่ตัวเองเป็นพนักงานสอบสวน

 
          วันที่ 19 พ.ค.58 จากกรณี น.ส.จีระพันธ์ จุลพันธ์ เจ้าของธุรกิจค้าขายเพชร-ทองคำ เขตภาษีเจริญ กทม. พร้อมด้วยครอบครัวเดินทางมาที่ศูนย์บริการประชาชน เมื่อวันที่ 15 พ.ค.58 เพื่อเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้ช่วยติดตามทวงถามเพชรและทองคำของตัวเองจำนวน 17 รายการ มูลค่าประมาณ 6 ล้านบาท จากกองปราบปรามที่มี ร.ต.ท.สมโชค ปานพิมพ์ พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. อายัดไว้ตั้งแต่วันที่ 10 ก.ค. 2556 ในคดียักยอกทรัพย์ จนขณะนี้ 2 ปีผ่านไปเพชรและทองคำจำนวนดังกล่าวไม่มีการนำกลับเข้ามาสู่สำนวนคดีแต่อย่างใด
 
          ล่าสุดเมื่อเวลา 11.00 น.  ร.ต.ท.สมโชค ปานพิมพ์ พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. พร้อมด้วย นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม และ น.ส.ผาติรัตน์ ใจเย็น อายุ 37 ปี ซึ่งเป็นคู่กรณีผู้แจ้งความดำเนินคดีต่อ น.ส.จีระพันธ์ ในข้อหายักยอกทรัพย์ ได้เข้าพบผู้สื่อข่าว ที่ศูนย์ปฏิบัติการข่าวเนชั่น  เพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด โดยได้นำเอกสารสำนวนสั่งฟ้อง และเอกสารการตัดสินของศาลมายืนยันด้วย
 
          ร.ต.ท.สมโชค ชี้แจงว่า น.ส.จีระพันธ์ ที่เข้าร้องต่อศูนย์บริการประชาชน ทำเนียบรัฐบาล กล่าวหาว่า ตนอมเพชรของกลาง กว่า 17 รายการ มูลค่าประมาณ 6 ล้านบาทนั้น ไม่เป็นความจริง เนื่องจาก น.ส.จีระพันธ์ ตกเป็นผู้ต้องหาคดียักยอกทรัพย์ ที่ น.ส.ผาติรัตน์ เป็นผู้เสียหาย ซึ่งตนเป็นพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี และไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย หรือรู้จักมักคุ้นกับ น.ส.ผาติรัตน์ ผู้เสียหายมาก่อน โดย น.ส.ผาติรัตน์ ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์กับตนเมื่อวันที่ 10 ก.ค.56 เพราะถูก น.ส.จีระพันธ์ ยักยอกทรัพย์ซึ่งเป็นเพชร มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท จากการสอบสวนก็ทราบว่า น.ส.จีระพันธ์ ได้นำเพชรดังกล่าวไปจำนำที่โรงรับจำนำย่านบางแค และมีการแบ่งจำนำหลายที่กว่า 17 รายการ มูลค่าประมาณ 6 ล้านบาท แต่สืบทราบและผู้เสียหายยืนยันทรัพย์สินได้ที่โรงรับจำนำย่านบางแคมูลค่าที่จำนำรวมดอกเบี้ย 3.6 ล้านบาท จากนั้นผู้เสียหายต้องการไถ่ถอนคืน และเนื่องจากเป็นคดีอาญาทางโรงรับจำนำจึงให้ผู้เสียหายมาไถ่ถอนพร้อมกับพนักงานสอบสวนเจ้าของคดี โดยต้องมาทำการไถ่ถอนภายในระยะเวลา 15 วัน หากเลยกำหนดทรัพย์สินดังกล่าวก็จะตกเป็นของผู้ที่นำมาจำนำคือ น.ส.จีระพันธ์ หรือถ้าขาดการส่งดอกหรือขาดจำนำ ทรัพย์สินก็จะตกเป็นของโรงรับจำนำทันที
 
          ร.ต.ท.สมโชค อธิบายอีกว่า กระทั่งวันที่ 11 ก.ค.56 มีการส่งเจ้าหน้าที่พร้อม น.ส.ผาติรัตน์ ผู้เสียหายไปทำการอายัดไว้ก่อน เนื่องจากขณะนั้นผู้เสียหายยังไม่มีเงินสดไปไถ่ถอน จากนั้นวันที่ 25 ก.ค.56 ตนในฐานะพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีได้เดินทางไปพร้อม น.ส.ผาติรัตน์ นำเงินสดไปไถ่ถอนทรัพย์สินดังกล่าว ราคาพร้อมดอกเบี้ย 3.6 ล้านบาท ซึ่งผู้เสียหายยืนยันจะเก็บทรัพย์สินดังกล่าวที่ไถ่ถอนมาเอาไว้เอง จึงได้ทำหนังสือสัญญาเอาไว้ ต่อมาตนได้ทำการสอบสวน รวบรวมพยานหลักฐานเสร็จสิ้น จึงสรุปสำนวนเพื่อส่งอัยการสั่งฟ้องพร้อมกับทำเรื่องฝากขัง น.ส.จีระพันธ์ ผู้ต้องหาในคดีนี้ เมื่อไปถึงศาลจึงได้รู้ว่า น.ส.จีระพันธ์ มีคดีฟ้องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.เช็ค และคดียักยอกทรัพย์ ทั้งหมดเป็นคดีเกี่ยวกับทรัพย์อีกหลายคดี โดยคดีที่ตนทำอยู่เป็นคดีที่ 14
 
          "พอผมสรุปสำนวนส่งให้อัยการสั่งฟ้อง น.ส.จีระพันธ์ ได้ให้ทนายยื่นเรื่องต่ออัยการ เพื่อขอให้มีการสอบสวนทำสำนวนเพิ่มเติม และทางอัยการก็เห็นสมควร จึงสั่งให้มีการสอบสวนเพิ่มตามที่ผู้ต้องหาร้องขอ ซึ่งผมก็ยินดีไม่มีปัญหาอะไร ว่ากันไปตามพยานหลักฐาน ระหว่างที่ทางอัยการส่งสำนวนกลับมาให้ผมสอบเพิ่ม น.ส.จีระพันธ์ ก็ร้องกับผู้บังคับบัญชาในกองปราบ อ้างว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ต้องการเปลี่ยนตัวพนักงานสอบสวนในคดีนี้ จากนั้นเขาก็ไปยื่นฟ้องต่อศาลอาญาธนบุรี เอาผิดผมในข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และฟ้องเอาผิด น.ส.ผาติรัตน์ ผู้เสียหายในคดีที่ผมทำในข้อหาแจ้งความเท็จ เมื่อเดือน พ.ค.57 ก็มีการนัดสืบพยานเรื่อยมา โดยเขายังเอารูปโปรไฟล์ในไลน์ของผม พร้อมกับแคปหน้าจอการส่งข้อความไลน์ ซึ่งส่งเป็นรูปภาพตุ๊กตาหัวขาด ไปเป็นประเด็นหักล้างในศาลหาว่าผมข่มขู่ ซึ่งจริงๆ แล้วข้อความรูปภาพเหล่านั้นเป็นการส่งต่อๆ กันมาแล้วผมก็ส่งต่อให้กับคนที่เป็นเพื่อนในไลน์จำนวนหลายคน โดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าส่งไปถึง น.ส.จีระพันธ์ เป็นการส่งในเดือน เม.ย.57 แต่เขาก็เขาไปอ้างในศาล เหมือนกับอ้างสื่อมวลชนที่ทำเนียบฯว่า ผมส่งข่มขู่ในระหว่างการฟ้องร้องกันในชั้นศาล ความจริงคือผมส่งให้หลายๆ คนหยอกล้อสนุกๆ ก่อนที่เขาจะยื่นฟ้องผม แต่เขาก็เอามาใช้เป็นหลักฐานในศาลและอ้างกับสื่ออย่างที่เห็น สุดท้ายวันที่ 26 มี.ค.58 ศาลก็พิพากษายกฟ้อง นั่นก็หมายถึงผมไม่ได้กระทำความผิดตามที่เขากล่าวหา” ร.ต.ท.สมโชค กล่าว
 
          ร.ต.ท.สมโชค กล่าวด้วยว่า หลังจากศาลตัดสินยกฟ้อง น.ส.จีระพันธ์ ยังไม่ลดละ ยังมาร้องกับผู้บังคับบัญชาที่กองปราบปราม ก่อนจะมีการเข้าแจ้งความที่ บก.ป. ว่าตนอมของกลางเมื่อวันที่ 12 พ.ค. ที่ผ่านมา จากนั้นก็ไปร้องทุกข์ที่ทำเนียบฯเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว ซึ่งข่าวที่นำเสนอไปจากข้อมูลของ น.ส.จีระพันธ์ เพียงด้านเดียวทำให้ตนได้รับความเสียหาย เสื่อมเสียชื่อเสียง ซ้ำยังทำให้ผู้บังคับบัญชาตั้งกรรมการสอบ แต่ตนได้ทำหนังสือชี้แจงไปแล้ว ขณะเดียวกันจากข่าวที่ถูกเผยแพร่ก่อนหน้ายังทำให้หน่วยงานที่ตนปฏิบัติหน้าที่อยู่เกิดความเสื่อมเสียไปด้วย ตนจึงต้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงดังกล่าว หลังจากนี้ได้ปรึกษากับทนายเพื่อดำเนินการฟ้องกลับ น.ส.จีระพันธ์ ในข้อหาหมื่นประมาท หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง นำข้อมูลเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ รวมทั้งร้องต่อสภาทนายความให้ตรวจสอบและเอาผิดจรรยาบรรณทนายของ น.ส.จีระพันธ์ เนื่องจากรู้ทั้งรู้ว่าเป็นคนผิด ตกเป็นผู้ต้องหา พยานหลักฐานชัดเจนยังพยายามสร้างเรื่องหาพยานเท็จมาช่วยเหลือ และส่งเสริมให้หลุดคดี
 
          ด้าน น.ส.ผาติรัตน์ กล่าวว่า รู้จักสนิทสนมกับ น.ส.จีระพันธ์ มานานกว่า 10 ปี เพราะเป็นเพื่อนบ้านกัน ที่ผ่านมาก็จะยืมเพชรไปขายต่อบ้าง เอาเงินสดมาซื้อในราคาส่งบ้าง ยืมไปแล้วเอากลับมาคืนก็มีบ่อยครั้ง ตนก็เห็นว่าสนิทกันก็ไว้ใจ และเคยยืมกันแบบนี้มาหลังครั้ง กระทั่งเมื่อเดือน ก.ค.56 ยืมไปแล้วก็ไม่คืน ทวงถามก็บ่ายเบี่ยง จึงต้องเข้าแจ้งความ ขอยืนยันว่า ร.ต.ท.สมโชคไม่ได้เข้าข้างฝ่ายตน และไม่เคยรู้จักกับ ร.ต.ท.สมโชคมาก่อน จึงต้องชี้แจงข้อเท็จจริงเพราะไม่อยากให้เกิดความเข้าใจผิด และขอย้ำว่า น.ส.จีระพันธ์ เป็นคนผิดตกเป็นผู้ต้องหาควรที่จะยอมรับความจริง ซ้ำยังเป็นผู้ต้องหาหลายคดี ความผิดหลายกระทง พอตกเป็นผู้ต้องหาในคดีไหนก็จะไล่แจ้งความฟ้องกลับคู่กรณีและเจ้าหน้าที่ตำรวจเจ้าของคดีแทบทุกที่


          ทั้งนี้เมื่อวันที่ 18 พ.ค. ที่ผ่านมา น.ส.ผาติรัตน์ ได้เดินทางไปที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เพื่อเข้าพบ พ.ต.อ.กรไชย คล้ายคลึง รอง ผบก.ป. ก่อนชี้แจงกรณีที่เกิดขึ้นว่า คดีนี้สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 ส.ค.55 น.ส.จีระพันธ์ ได้ขอยืมเพชรของตนไปเสนอขายลูกค้า โดยอ้างว่าจะคืนเพชรให้ภายใน 7 วัน ซึ่งหากขายเพชรได้ ตนยินดีจะให้ค่านายหน้า หรือค่าคอมมิชชั่น ต่อมาได้มีการซื้อขายเพชรกัน และมีการหยิบยืมเพชรของตนไปเสนอขายเรื่อยมา จนภายหลังตนพบว่ามีการนำเพชรไปจำนำ จึงแจ้งความดำเนินคดีในข้อหายักยอกทรัพย์ 
 
          ขณะเดียวกัน พ.ต.อ.กรไชย อธิบายว่า สำหรับกรณีที่ น.ส.จีระพันธ์ ฟ้องร้องต่อศาลอาญาธนบุรี เพื่อดำเนินคดีกับ ร.ต.ท.สมโชค นั้น ศาลได้มีคำพิพากษายกฟ้องไปแล้ว ส่วนการเข้าร้องทุกข์ต่อศูนย์บริการประชาชน ก็เป็นสิทธิที่สามารถทำได้ แต่ก็ต้องรับฟังข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่าย โดย น.ส.ผาติรัตน์ ก็สามารถจะออกมาแสดงตนเพื่อปกป้องสิทธิ เพราะถือว่าเป็นผู้เสียหายที่ได้แจ้งความดำเนินคดียักยอกทรัพย์ และคงต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาในชั้นศาลต่อไป เบื้องต้นได้ให้ทำหนังสือชี้แจง ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบสวนนั้นอยู่ระหว่างพิจารณา ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย ว่ากันไปตามข้อเท็จจริง


..................................

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
-ร้อง‘นายกฯ’โดนตร.กองปราบ‘อมเพชร’ของกลาง http://www.komchadluek.net/detail/20150519/206546.html
l