
'ธุรกิจก๊าซ'ค้านขึ้นภาษีแอลพีจี
19 พ.ค. 2558
'นายกสมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทย' ยื่นหนังสือ 'นายกฯ' ค้านมาตรการขึ้นภาษีแอลพีจี หวั่นกระทบเศรษฐกิจ แนะหนุนลดภาษีให้ใช้มากขึ้น
19 พ.ค. 58 เมื่อเวลา 08.45 น. ที่ศูนย์บริการประชาชน (ฝั่ง กพ.) นายสุรศักดิ์ นิตติวัฒน์ นายกสมาคมธุรกิจก๊าซรถยนต์ไทย และสมาชิกซึ่งประกอบด้วยผู้ประกอบการทุกกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่ง กลุ่มผู้ประกอบการอุปกรณ์ติดตั้งระบบก๊าซแอลพีจี และซีเอ็นจี กลุ่มผู้ประกอบการรับติดตั้ง กลุ่มผู้เซ็นใบรับรองการติดตั้ง กลุ่มผู้ประกอบการปั๊มก๊าซแอลพีจี กลุ่มผู้ผลิตถังก๊าซและอุปกรณ์ควบคุมอื่นๆ กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งเชิงพาณิชย์ รวมถึงกลุ่มประชาชนผู้ใช้ก๊าซแอลพีจีในรถยนต์ส่วนบุคคลกว่า 80 คน โดยมีการตั้งโต๊ะรับลงทะเบียนสมาชิกและเข้ายื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่อง คัดค้านแนวคิดปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตร ณ หัวจ่ายก๊าซแอลพีจี , ภาษีรถยนต์รถใช้ก๊าซแอลพีจี และภาษีนำเข้าอุปกรณ์ระบบก๊าซแอลพีจีที่ใช้ติดตั้งในรถยนต์ ซึ่งเป็นแนวคิดที่เสนอโดยอธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน โดยมีนายสุขสวัสดิ์ สุวรรณวงศ์ หัวหน้าฝ่ายประสานมวลชน เป็นผู้รับเรื่อง
นายสุรศักดิ์ กล่าวว่า ในต่างประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ ฝรั่งเศษ หรือกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวีย รวมถึงสหรัฐอเมริกา ต่างส่งเสริมและสนับสนุนด้วยการลดภาษีสรรพสามิต ให้บริการที่จอดรถในที่ชุมชนได้ฟรี หรือลดค่าธรรมเนียมค่าจอดรถที่ต่ำเป็นพิเศษสำหรับรถที่ขับเคลื่อนด้วยก๊าซแอลพีจี เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนใช้ก๊าซแอลพีจี และซีเอ็นจี ในรถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อลดมลพิษทางอากาศ เห็นได้ว่าแนวคิดการปรับขึ้นภาษีทั้ง 3 ประเภท สำหรับรถติดตั้งก๊าซแอลพีจีนั้นสวนทางกับนโยบายของต่างประเทศ แม้กระทั่งในประเทศที่ไม่มีทรัพยากรน้ำมันและแหล่งก๊าซธรรมชาติเป็นของตัวเอง นอกจากนั้น ยังอาจส่งผลเสียในภาพรวมต่อประชาชนและสังคมอย่างมากอีกด้วย เนื่องจากแนวคิดการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิต ณ หัวจ่าย อาจทำให้ราคาก๊าซแอลพีจีภาคขนส่งสูงกว่าภาคครัวเรือน จึงอาจทำให้ประชาชนที่มีรายได้น้อย ลักลอบนำก๊าซหุงต้มไปเติมใรถยนต์ ซึ่งเป็นอันตรายและรัฐควบคุมดูแลได้ยาก
แนวคิดปรับขึ้นภาษีรถยนต์ติดตั้งอุปกรณ์ก๊าซแอลพีจี อาจส่งเสริมให้มีการเพิ่มปริมาณรถยนต์ที่ติดตั้งระบบก๊าซแล้ว หลีกเลี่ยงหรือละเลยการจดทะเบียนกับกรมการขนส่งทางบกอย่างถูกต้อง เป็นเหตุให้เกิดการละเว้นการตรวจสภาพประจำปีนำมาซึ่งอันตรายในการใช้งานอีกเช่นกัน ซึ่งทางสมาคมฯ เห็นว่า กรมการขนส่งทางบกควรพิจารณาออกกฎระเบียบให้รถที่ใช้ระบบก๊าซ แอลพีจี และซีเอ็นจี ต้องได้รับการตรวจสภาพทุกปี และลดภาษีรถยนต์และภาษีป้ายทะเบียนลงตามการลดมลพิษ
แนวคิดให้กรมศุลกากรปรับขึ้นภาษีนำเข้าอุปกรณ์ระบบก๊าซแอลพีจี ซึ่งในปัจจุบันมีการจัดเก็บภาษีนำเข้าสูงสุดถึง 10% อยู่แล้ว ทางสมาคมเห็นว่า สินค้าอุปกรณ์ระบบก๊าซรถยนต์ไม่ใช่สินค้าฟุ่มเฟือย หรือก่อให้เกิดมลพิษ ไม่ใช่สินค้าที่มอมเมาประชาชนและเยาวชน แต่เป็นสินค้าเพื่อใช้ในการประหยัดพลังงาน ทำให้ประชาชนโดยทั่วไปสามารถใช้พลังงานสะอาด ลดมลพิษทางอากาศ ประหยัดค่าใช้จ่ายในครัวเรือนหรือธุรกิจได้ ดังนั้นกรมศุลกากรควรพิจารณาปรับลด หรือยกเว้นภาษีสินค้าในกลุ่มนี้ จึงจะเหมาะสม
"หากรัฐบาลส่งสัญญาณกีดกันและไม่ส่งเสริมการใช้ก๊าซแอลพีจีในภาคขนส่ง จะนำมาซึ่งการสูญเสียในระยะเวลาอันสั้น มูลค่าความเสียหายมูลค่าความเสียหายหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมูลค่ากว่า 3,900 ล้านบาทต่อเดือน จากการลดกำลังการผลิต เลิกกิจการ นำไปสู่การว่างงานกว่า 27,000 คน จากทุกกลุ่มธุรกิจที่เกี่ยวข้อง พนักงานตกงานสูญเสียรายได้กว่า 400 ล้านบาทต่อเดือน"



