
อนันต์ ศรีเรืองสร้างคนบนวิถีจักรยาน
อนันต์ ศรีเรืองสร้างคนบนวิถีจักรยาน : คมคิดจิตอาสา ปทุม กลิ่นหอม : เรื่อง กิตตินันท์ รอดสุพรรณ : ภาพ
คนที่รู้จัก อนันต์ ศรีเรือง ลูกชาวนาแห่ง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี มาตั้งแต่ยังเป็นเด็กชาย ซึ่งเรียนหนังสือไม่เอาไหน ไต่ไปจนเกือบจะจบมัธยมต้นแต่ก็ทำไม่ได้ สุดท้ายมีเพียงประกาศนียบัตรจบประถมศึกษา 6 ติดตัวมาเท่านั้น คงคาดไม่ถึงว่าวันนี้ อนันต์จะเป็นบุคคลที่ได้รับการยกย่องจากสังคม ในฐานะ "ครู" ผู้ให้โอกาสแก่เด็กและเยาวชน
อนันต์ หรือที่เด็กๆ เรียกว่า "น้าเงาะ" หรือ "โค้ชเงาะ" อดีตชอบซิ่งมอเตอร์ไซค์ ถึงขั้นตั้งทีมแข่งรถชื่อ ซาไก ก่อนตัดสินใจเลิกเพราะหวั่นอันตรายถึงชีวิตแล้วหันมาปั่นจักรยานแทน พร้อมดัดแปลงบ้านเป็นอู่ซ่อมรถ และแบ่งเวลาไปสอนเด็กๆ ซึ่งมีทั้งเกเร มั่วสุมยาเสพติด ซิ่งมอเตอร์ไซค์ ยกพวกตีกัน ลักเล็กขโมยน้อย และบางรายที่ขออาศัยอยู่ด้วย เนื่องจากครอบครัวแตกแยก ให้หันมาใช้ชีวิตบนแนวทางที่ดี โดยใช้ "จักรยาน" เป็นเครื่องมือในการเปลี่ยนความคิดของเด็กเหล่านั้น และมีมารดา "แม่เนื่อง แทนคุณ" ซึ่งปัจจุบันอายุ 68 ปี เป็นผู้ให้การสนับสนุนเรื่องข้าวปลาอาหารตลอดมา
"จุดเริ่มต้นกับจักรยาน เกิดจากความเบื่อหน่ายเด็กๆ แถวบ้านที่เกเร เพราะตอนเด็กๆ เราก็เคยมีชีวิตเหมือนกับพวกเขา จึงอยากให้โอกาสและอยากออกกำลังกายเองด้วย ผมไม่มีความรู้ด้านจักรยานเลย แต่ในใจมันมีความมุทะลุ ทำอะไรเหมือนคนบ้าบิ่น ต้องทำให้ได้ ก็เริ่มจากขี่ใกล้ๆ และไกลออกไปเรื่อยๆ ไปกับเพื่อนชาวเยอรมัน จากราชบุรีไปเชียงใหม่ ระหว่างทางก็เกิดความคิดมากมาย ก็นำเอาสิ่งดีๆ มาสอนเด็กต่ออีกที ทั้งการคิดและการขี่อย่างไร" อนันต์ ในวัย 44 ปี เล่าถึงอดีต
การเริ่มต้นของเขาคือให้เด็กฝึกกับจักรยานเก่าๆ ที่ใช้ปั่นไปซื้อของ เมื่อถึงวันแข่งขันก็ใช้รถจักรยานคันเดิมกับชุดซอมซ่อไปสมัคร จนเป็นที่ตลกขบขัน เพราะต่างจากนักปั่นอื่นๆ ที่ขนจักรยานคันละเป็นหมื่นเป็นแสนบาทและสวมชุดนักจักรยานลงแข่ง ทำให้ผู้จัดไม่อนุญาตให้เข้าร่วม ก่อนจะใจอ่อนเมื่อเห็นถึงความตั้งใจของ "โค้ชเงาะ" และเด็กๆ ที่สุดท้ายก็ทำได้เพียง ได้เข้าร่วมการแข่งขัน
"เราส่งเด็กไปคัดเป็นตัวแทนจังหวัดก็เป็นที่ตลกโปกฮา เพราะไม่รู้ว่าต้องแต่งตัวอย่างกับซูเปอร์แมน เราเอารถที่ปั่นไปซื้อก๋วยเตี๋ยวไปแข่ง เขาก็ไม่ให้แข่งแต่สุดท้ายก็อนุโลม แต่ก็สู้ไม่ได้ เรากลับมาฝึกใหม่ หารถเก่าๆ มาซ่อม ซึ่งได้ความใจดีของ คุณคเณศ มีแก้ว จากทีซีเอ กรุ๊ป ผู้นำเข้าจักรยานชั้นนำ เช่น เบนชิ ให้ตัวถังจักรยานมา ก็ไปแข่งกันอีกหลายปี จนกระทั่ง เจ้าวุฒิ สราวุฒิ สิริรณชัย ได้ 2 เหรียญทองจากไทม์ไทรอัล และอินไลน์ เรซ กีฬาเยาวชนแห่งชาติ ที่อุบลราชธานี ปี 2551"
ในปีนั้น นอกจากลูกศิษย์จะสำเร็จ "โค้ชเงาะ" ที่ดูภายนอกไม่เหมือนกับผู้ฝึกสอนทั่วไป เพราะไว้หนวดเคราและผมยาวรุงรัง ยังได้รับการเชิดชูเกียรติให้ได้รับรางวัล "ผู้ฝึกสอนจักรยานดีเด่น" อีกด้วย
จากวันเริ่มต้นถึงวันนี้ 14 ปีแล้วที่หนุ่มเมืองโอ่งลงมือเปลี่ยนชีวิตเด็กเกเรบนถนนกีฬารถถีบ โดยได้รับความช่วยเหลือจากผู้อื่นบ้าง รวมถึงจาก "เบนชิ" แบรนด์จักรยานเก่าแก่ของโลก จึงใช้ชื่อชมรมจักรยาน "เบนชิ ราชบุรี" ออกไปแข่งขัน โดยมีเด็กๆ วนเวียนเข้ามาให้สอนไม่ขาดสายและผลผลิตที่ได้ อาทิ สราวุฒิ สิริรณชัย ซึ่งติดทีมชาติไปเรียบร้อยคือสิ่งที่การันตีถึงความสำเร็จในการทำงานที่ไม่มีชื่อโครงการ ไม่มีการตั้งงบประมาณเพื่อขอเงินจากรัฐและเอกชน แต่กลับเป็นสิ่งที่จดจำของผู้พบเห็น เพราะ "โค้ชเงาะ" ทำมาด้วยความยากลำบากตามประสาคนยากจน
เมื่อเจาะความคิดของ "โค้ชเงาะ" พบว่า สิ่งที่ต้องการสอน ไม่ใช่การยืนอยู่บนโพเดียมสูงสุดในฐานะแชมป์ แต่สอนให้เด็กๆ เป็นคนดีมีคุณภาพ โดยสอนเรื่องสมาธิ ศีล และธรรม สอนให้รู้จักควบคุมตัวเอง คิดได้ด้วยตัวเอง กลัวในบาปบุญคุณโทษ รู้เรื่องกฎหมาย ช่วยเหลือสังคม การอยู่ร่วมกับธรรมชาติ ตลอดจนการดำเนินชีวิตด้วยการพึ่งพาตนเอง
ยกตัวอย่างเรื่องสมาธิ โค้ชชาวราชบุรี กล่าวว่า การขี่จักรยาน ซึ่งมีแต่ความเหนื่อยล้า แดดก็ร้อน คู่แข่งก็เยอะ ทำให้ท้อแท้ จึงสอนให้เด็กๆ พยายามปรับความคิด มีทั้งพาไปนั่งแช่บ่อน้ำร้อนและยืนกลางแดด ซึ่งแต่ละคนจะอยู่ได้นานไม่เท่ากัน เมื่อถามเด็กไปว่าจะทำอย่างไร ทุกคนตอบว่าต้องอดทน ก็บอกกลับไปว่า ความอดทนคือเบื้องต้น การจะอยู่ตรงนั้นได้ ต้องมี "ความว่างเปล่า" ให้ปรับความคิดให้เหมือนกับว่าเรากำลังนอนสบายๆ ส่วนไหนของร่างกายที่รู้สึกร้อนก็อย่าไปเกร็งมัน ให้ค่อยๆ ผ่อนคลาย ต้องไม่คิดว่ามันร้อน ลำบาก ถ้าทำได้มันคือ "การรู้จักปล่อยวาง" จะทำให้มีสมาธิอยู่กับการแข่งขัน
"สิ่งที่ผมสอน หัวใจหลักไม่ใช่เรื่องจักรยาน จักรยานเป็นเรื่องของสมาธิเล็กๆ แต่การสอนจะทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตในวันข้างหน้าได้ ทำให้เป็นคนที่มีประโยชน์ต่อโลก" อนันต์กล่าวและบอกอีกว่าการสอน ก็ไม่ใช่พูดอยู่ฝ่ายเดียว แต่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้มีส่วนร่วมด้วย
"ความคิดของเด็กที่มาอยู่กับเรา มีทั้งเกเร ติดยา ทำร้ายพ่อแม่ ตลอดเวลาที่อยู่กับเรา จะได้เห็นว่าเด็กขี้เกียจหรือไม่ ทำอะไรบ้างในวันๆ หนึ่ง วิธีการคือจะนั่งคุยกัน ใครติดอะไรให้เล่าให้ฟัง เพื่อทำให้เขามองเห็นตัวเองและคิดหาวิธีแก้ไขเองแล้วก็บอกกับเรา เราจะคอยดู วิธีนี้ผมใช้มาหมดแล้ว การใช้ไม้เรียวตี ไม่มีทางแก้ได้ทั้งหมด แต่เราให้เด็กเล่าและแก้ที่ตัวเขาเอง เราไม่สามารถไปแก้ไขแทนเขาได้"
โค้ชยอดเยี่ยม ซึ่งรักธรรมชาติมาก ยังได้สอนให้เด็กๆ คิดปลูกผัก ทำสวน ในขณะที่เขาคอยอำนวยความสะดวกให้ความคิดของเด็กๆ เกิดเป็นรูปธรรม เช่น คิดค้นประดิษฐ์เครื่องทุ่นแรง โดยมี "จักรยาน" เป็นตัวเชื่อม
"เขาให้แท็งก์น้ำมา 2 ลูก ก็ยกขึ้นที่สูงแล้วเอาจักรยานมาเชื่อมต่อ เดินท่อพีวีซีจากแท็งก์ไปตามจุดที่ปลูกพืช ทำเป็นระบบหยดน้ำ เช้าๆ เด็กจะมาปั่นจักรยานให้น้ำขึ้นเต็มแท็งก์ จากนั้นน้ำจะเดินไปตามท่อและหยดตลอดเวลา เด็กคิดทำกันเอง เรามีให้แค่จักรยานเก่าๆ ส่วนที่ขาดเหลือ ให้เก็บเงินซื้อเอง เก็บเศษเหล็กไปขาย บางทีร้านรับซื้อของเก่าก็ให้มา ด้วยความที่เห็นเราตั้งใจทำกัน ส่วนจุดไหนที่ไม่มีท่อไปถึง ก็เอาน้ำใส่ขวดให้เต็มแล้วกดปากขวดลงบริเวณโคนต้นไม้ที่รดน้ำให้ชุ่มไว้ก่อน จากนั้นบีบทำเป็นระบบน้ำซึม เราอำนวยความสะดวกต่อจากความคิดของเด็กๆ ชี้แนะนิดหน่อย ส่วนใหญ่เด็กๆ คิดทำกันเอง"
ตอนเย็นหลังเลิกซ้อม พวกเขาจะนั่งคุยกันเพื่อคิดทำสิ่งดี ฉะนั้นเวลาในการซ้อม จึงมีน้อยเมื่อเทียบกับคนที่ปั่นเพื่อการแข่งขัน เพราะ "น้าเงาะ" ไม่ได้ต้องการให้เด็กๆ มีความสามารถในการเอาชนะผู้อื่นทางด้านจักรยาน แต่ต้องการใช้กีฬาช่วยกล่อมเกลาเด็กๆ จากความต้องการ ความอยากมีอยากได้ ซึ่งคือกิเลสที่เกิดจากความฟุ้งซ่าน
บทบาทของ "โค้ชเงาะ" ไม่ได้มีแค่นี้ เขายังได้รับเกียรติให้ไปเป็นวิทยากรตามงานต่างๆ เช่นงานที่มหาวิทยาลัยมหิดล โดยเน้นเรื่องการอยู่ร่วมกับธรรมชาติอย่างสมดุล ไม่ตัดไม้ทำลายป่า ไม่ทำร้ายโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่เขาเน้นกับนักกีฬาในสังกัดเช่นกัน เพราะเชื่อว่ายังมีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้คุณค่าของต้นไม้ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าข้าวที่กินกันนั้นเติบโตมาจากข้าวเปลือก และในวันที่ 31 พฤษภาคม 2558 โค้ชยังได้เตรียมจัดงานบุญ "ปั่นคืนผืนป่า" ณ สำนักสงฆ์ธรรมญาณราศีวิสุทธิ์ อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ดูรายละเอียดได้ที่ http://www.thaimtb.com/forum/viewtopic.php?f=57&t=1157108
การได้รู้จักกับ อนันต์ ศรีเรือง ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่ง เพราะสิ่งที่เขาทำนั้น มองว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและสะท้อนว่าการที่คนเราจะลุกขึ้นมาทำอะไรที่เป็นประโยชน์ การจะหยิบยื่นโอกาสให้ผู้อื่น ไม่จำเป็นต้องรอให้ร่ำรวย ขอเพียงมีความมุ่งมั่นและเสียสละ ก็สามารถลงมือทำได้ทันที
คำกล่าวที่ว่า "ค่าของคนอยู่ที่ผลของงาน" น่าจะเหมาะกับ "น้าเงาะ" มากที่สุด
มีวันนี้เพราะ "น้าเงาะ"
ตัวอย่างเยาวชนที่เคยได้รับการฝึกอบรมจากโค้ชเงาะคือ สราวุฒิ สิริรณชัย นักจักรยานหนุ่มทีมชาติไทย วัย 22 ปี
"สิ่งที่น้าเงาะสอนเป็นเรื่องที่ดี เรื่องที่ผมประทับใจและนำมาใช้ในชีวิตประจำวันคือเรื่องสมาธิ เพราะการฝึกซ้อมหรือการแข่งขัน จะเหนื่อยมาก ร้อนก็ร้อน ทำให้หงุดหงิด แต่น้าเงาะมีวิธีสอนให้เราทำสมาธิที่สามารถอยู่ท่ามกลางแดดร้อนๆ และมุ่งมั่นไปกับการปั่นจักรยานได้ นอกจากนี้ยังสอนไม่ให้เดินตามกระแสนิยม ไม่ให้ใช้ของฟุ่มเฟือยที่ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา
ย้อนไป 10 ปีที่แล้ว ตอนที่ฝึกกับน้าเงาะ จักรยานเก่ามากขี่ก็ทรมาน เวลาไปแข่ง น้าเงาะจะเอาเงินส่วนตัวเป็นค่าอาหารและเดินทาง พวกเราก็จะช่วยเก็บเศษเหล็กไปขาย และน้าเงาะยังเคยเอารถไปขาย เอาเงินมาช่วยซ่อมจักรยานให้พวกเราด้วย มาถึงวันนี้ ชีวิตดีขึ้นมาก ได้ติดทีมชาติ ถ้าไม่มีน้าเงาะก็คงไม่มาถึงวันนี้แน่นอน" สราวุฒิ ศิษย์ก้นกุฏิของโค้ชเงาะกล่าว



