
รายงาน-"คนมีสี"สะเทือน !
สะเทือนไปทั้งกองทัพเลยทีเดียว หลังจากศาลอนุมัติหมายจับ 2 ผู้ต้องหาคดีลอบสังหาร สนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย เหตุเกิดเมื่อวันที่ 17 เมษายน ที่ผ่านมา
หนึ่ง...เป็นนายทหารยศ "จ่าสิบเอก" สังกัดศูนย์สงครามพิเศษ จ.ลพบุรี หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ "พลร่มป่าหวาย"
สอง...เป็นนายตำรวจยศ "สิบตำรวจโท" สังกัดกองบัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด
ขณะที่เตรียมออกหมายจับพลเรือนอีก 1 คน ซึ่งข่าวว่าเป็นผู้กว้างขวางใน จ.สระบุรี
อาจเรียกได้ว่าเป็นหมายจับที่ "ไม่มีปี่มีขลุ่ย" ก็ว่าได้ เพราะมีคนรู้ล่วงหน้าน้อยมาก
แต่ถึงขนาดว่ามีคนรู้น้อยมาก แต่ผู้คุมคดีอย่าง พล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รองผบ.ตร. กลับบอกว่างานนี้มี "ไส้ศึก"
"คดีน่าจะทำได้เร็วกว่านี้ แต่ที่ช้าไปบ้างเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนไม่มีจิตวิญญาณของการทำหน้าที่ตำรวจ บางคนทำตัวเป็นไส้ศึกทำให้ข้อมูลบางอย่างรั่วไหล บางคนถูกข่มขู่ คนทำงานจึงเหลือน้อย"
และผลจากการมีไส้ศึกนี่เอง ถึงได้ทำให้ "ผู้ต้องหา" ไหวตัวทันและหลบหนีไปก่อนหน้านี้ !
คำถามก็คือ เหตุใดคดีนี้จึงมีอุปสรรคอย่างที่ "พล.ต.อ.ธานี" ตั้งข้อสังเกตเอาไว้
สมมติฐานที่เป็นไปได้ น่าจะเป็นเพราะแนวโน้มของคดีได้พุ่งตรงไปยัง "คนมีสี" ตามข้อสันนิษฐานที่แกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยปักใจเชื่อมาตั้งแต่ต้น
และผลจากการแกะรอยของพนักงานสอบสวนของ "พล.ต.อ.ธานี" ก็นำมาซึ่งการออกหมายจับ "คนมีสี" จริงๆ
นั่นเท่ากับว่าข้อสันนิษฐานของกลุ่มพันธมิตรส่อเค้าว่าได้รับการพิสูจน์ว่า "เข้าเค้า" แล้วในขั้นต้น
เพราะในเมื่อ "ผู้รับงาน" เป็นคนมีสี ก็ย่อมจะเชื่อมโยงถึง "ระดับสั่งการ" ที่เป็นคนมีสีด้วยเช่นเดียวกัน
เข้าทำนอง "เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว" ยังไงยังงั้น
หากจำกันได้ภายหลังเกิดเหตุลอบสังหารไม่กี่วัน แกนนำพันธมิตรหลายคนพุ่งประเด็นตรงกันว่าเป็นความพยายามในการ "ตัดตอนสีเหลือง"
ไม่ต่างจาก "เสร็จนาฆ่าโคถึก เสร็จศึกฆ่าขุนพล" !!!
ด้วยเหตุต้องการเข้ามา "จัดระเบียบอำนาจใหม่" ตามความเข้าใจของแกนนำพันธมิตร
ข้อสันนิษฐานของ สุริยะใส กตะศิลา ที่เคยบอก "คม ชัด ลึก" ก่อนหน้านี้ ชัดเจนว่าพันธมิตรกำลังจับตา "อำนาจใหม่" ที่มาในรูปของการสนธิกำลังทางการเมืองระหว่าง นักการเมืองซีกภูมิใจไทย และกองทัพ
"สุริยะใส" มั่นใจว่าสมมติฐานของพันธมิตรเป็นไปได้สูงมาก และคาดว่าจะเห็นได้ชัดมากขึ้นในการเลือกตั้งที่จะถึงในอีกไม่นานนี้
"ผมว่าเลือกตั้งครั้งหน้าได้เห็น ผมคิดว่าประชาธิปัตย์อาจจะมีการเปลี่ยนแปลง อาจจะแตก บางคนมีความคิดจะตั้งพรรคใหม่กับ คมช.ทั้งอดีตและปัจจุบัน มันเป็นภารกิจที่ต่อเนื่องมาจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 สัญญาณที่ปรากฏในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา การเซตอัพอำนาจใหม่มันชัดมาก"
เป็นคำสัมภาษณ์ของ "สุริยะใส" ที่ตีพิมพ์ใน นสพ. "คม ชัด ลึก" เมื่อวันที่ 26 เมษายน ที่ผ่านมา เมื่อนำมาประกอบเข้ากับสถานการณ์การออกหมายจับผู้ต้องสงสัย ณ วันนี้ มันจึงดูสอดรับกันเป็นอย่างดี
ถึงขนาดที่ "สุริยะใส" ต้องออกมาย้ำอีกครั้งในวันนี้ว่า การทำงานของ "พล.ต.อ.ธานี" เดินมาถูกทางแล้ว และสอดรับกับสมมติฐานและข้อสังเกตของ "สนธิ" และแกนนำพันธมิตรที่ให้ไว้ก่อนหน้านี้
หากขยายความให้ชัดก็คือ ข้อสมมติฐานของพันธมิตรที่พุ่งตรงไปยัง "คนมีสี" ในการเข้ามาจัดระเบียบอำนาจใหม่นั้น ได้ถูกส่งต่ออำนาจมาจากยุค คมช. ซึ่งมี พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน เป็นหัวหอกนำรัฐประหาร 19 กันยายน 2549
และหากนำมาผูกโยงเข้ากับสิ่งที่ "สนธิ" พุ่งประเด็นโจมตีการทำงานไปยังกองทัพอยู่บ่อยๆ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. มาถึง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม กระทั่งพ่วงประเด็นไปถึง พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร.ในช่วงก่อนเกิดเหตุลอบสังหารด้วยนั้น
ย่อมเป็นสัญญาณที่ทำให้เกิดการตอบคำถามที่ว่า เหตุใดพันธมิตรถึงปักใจเชื่อว่าปฏิบัติการตัดตอนสีเหลืองครั้งนั้น เป็นปฏิบัติการของ "คนมีสี"
ส่วนจะสาวไปถึงใคร แค่ไหน อย่างไร หรือจะใช่คนมีสี "กลุ่มเดียวกับที่พันธมิตร" ตั้งข้อสันนิษฐานไว้หรือไม่ เป็นเรื่องที่ต้องรอการพิสูจน์ในขั้นตอนต่อไป
เพราะฉะนั้น การออกหมายจับสองผู้ต้องหาคนสำคัญในครั้งนี้ จึงถูกคาดหมายว่าจะเป็น "กุญแจดอกสำคัญ" ที่จะไขคดีลอบสังหารอย่างมีเงื่อนงำนี้ให้ได้รับความกระจ่าง
ท่ามกลางเสียงการันตีจากปาก "อภิสิทธิ์" ที่ว่า งานนี้ "ไม่มีมวยล้ม" !!!



