
19พ.ค.ปูยันไปศาลเองนัดพิจารณาจำนำข้าว
19พ.ค.!ปูยันไปศาลนักการเมืองด้วยตัวเอง ให้การคดีจำนำข้าวครั้งแรก
18พ.ค.2558 รายงานข่าวแจ้งว่า การประชุมทีมทนายความของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ไม่ได้หารืออะไรเป็นพิเศษ แต่เป็นการจัดนเตรียมเอกสารที่ใช้ชี้แจงต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรตำแหน่งทางการเมือง ในการนัดพิจารณาคดีครั้งแรกเพื่อสอบคำให้การจำเลยในคดีจำนำข้าววันที่ 19พ.ค. ทั้งนี้น.ส. ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปศาลด้วยตัวเองในเวลาประมาณ 09.00 น. อย่างไรก็ตามอาจจะไม่มีการให้สัมภาษณ์เนื่องจากเกรงว่าจะละเมิดอำนาจศาล
กมธ.ปฏิรูปการเมืองฟังความเห็นนักวิชาการ
เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ห้องประชุม 215 – 216 อาคารรัฐสภา 2 คณะกรรมาธิการ(กมธ.)ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จัดการสัมมนาเรื่อง “การรับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการสาขานิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ เพื่อการแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ” โดยมีคณบดี รองคณบดี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ และรัฐศาสตร์ เข้าร่วมกว่า 20 สถาบัน โดย นายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง กล่าวว่า กมธ.จะรวบรวมประเด็นต่างๆที่ได้รับข้อคิดเห็น ไม่ว่าจะเป็นจากนักการเมือง ภาคประชาชน นักวิชาการ เพื่อนำมาปรับปรุง และเตรียมแปรญัตติแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งคาดว่าจะรวบรวมให้แล้วเสร็จในวันที่ 21 พ.ค. ก่อนนำเข้าที่ประชุมกมธ.ปฏิรูปการเมือง เพื่อจัดเตรียมร่างแก้ไข และส่งให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ ภายในวันที่ 22 พ.ค.นี้
นายชาตรี เรืองเดชณรงค์ คณบดีคณะนิติศาสตร์ ม.เชียงใหม่ กล่าวว่า ส่วนตัวไม่เห็นด้วยกับการบัญญัติให้กลุ่มการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งได้ เพราะเกรงว่าจะเกิดปัญหาซื้อตัวผู้สมัคร และอาจเป็นตัวเร่งปัญหาในระดับพรรคการเมืองได้ อาจมีการต่อรองกันระหว่างพรรคการเมืองกับกลุ่มการเมือง ทำให้ในอนาคตการเมืองจะอ่อนแอมาก แม้ตนจะเข้าใจว่าโจทย์ของการเขียนรัฐธรรมนูญครั้งนี้คือพรรคการเมืองต้องไม่เข้มแข็งมากนัก
เช่นเดียวกับ นางประกายศรี ศรีรุ่งเรือง คณบดีสำนักวิชาบริหารรัฐกิจ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย กล่าวว่า การให้ประชาชนมีส่วนในการปกครองประเทศเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น เพราะรัฐบาลไม่ได้ทำหน้าที่เฉพาะความมั่นคง แต่ต้องดูเรื่องเศรษฐกิจปากท้องด้วย หากนายกฯ ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ประชาชนจะรู้ได้อย่างไรว่าใครจะมาทำอะไรให้ ดังนั้น ประชาชนควรมีสิทธิเลือก
ขณะที่ นายจาตุรนต์ วรรณนวล อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏลำปาง กล่าวว่า กลุ่มการเมืองอาจจะเป็นทางเลือกอีกทางให้ประชาชน ซึ่งนักการเมืองที่ไม่สังกัดพรรคถือเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมทางการเมืองมากขึ้นด้วย
กกต.คาดใช้งบประชามติ3,000ล้านบาท
นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้งกล่าวว่า คาดว่างบประมาณในการทำประชามติจะไม่มากเท่ากับการจัดการเลือกตั้งทั่วไป ต้นทุนอาจใกล้เคียง 3,000ล้านบาทหรือน้อยว่า ซึ่งจะไม่รวมกับการเผยแพร่จัดพิมพ์รัฐธรรมนูญ และคิดว่าคนที่จะทำหน้าที่เผยแพร่ร่างรัฐธรรมนูญไม่ควรเป็นกกต.เพราะถ้ากกต.รับหน้าที่นี้จะทำให้ไม่เป็นกลางเพราะจะเหมือนเป็นการยอมรับร่างรัฐธรรมนูญนี้แล้ว ดังนั้นควรเป็นสปช.หรือกมธ.ยกร่างฯเป็นู้เผยแพร่จะเหมาะสมกว่า ในส่วนกกต.อาจจะทำหน้าที่จัดหาเวลทีกลางประสานสถานีวิทยุ โทรทัศน์ให้คนที่เห็นด้วยและเห็นต่างได้แสดงความคิดเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญ
กกต.คาดหากมีโอเพ่นลิสต์นับคะแนนไม่ต่ำกว่า3วัน
เมื่อเวลา 14.00 น. นายสมชัย แถลงสรุปจากการสาธิตลงคะแนนเลือกตั้ง รวมทั้งนับคะแนนพบว่ามีความซับซ้อนยุ่งยาก เสียเวลาในการนับคะแนนโดยเฉพาะหากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะให้มีการนับคะแนนรวมที่เขตเดียว เพราะจากตัวอย่างที่มาลงคะแนนในวันนี้ 174 คน ใช้เวลาลงคะแนน 1 ชั่วโมง นับคะแนนอีก 90 นาที ซึ่งถ้าเลือกตั้งจริงที่ปัจจุบันมีพรรคการเมืองจะเบียน 80 พรรค อีกทั้งการที่ร่างรัฐธรรมนูญจะเปิดให้กลุ่มการเมืองลงสมัครรับเลือกตั้งได้ ถ้าลองประเมินว่ามีพรรคการเมืองและกลุ่มการเมืองรวมกันได้ 280 พรรคและกลุ่มการเมือง จะทำให้บัตรเลือกตั้งมีขนาดใหญ่มาก ประมาณกว้าง 60 ยาว 90 ซม.จะทำให้บัตรเลือกตั้งติดสถิติกินเนสบุ๊กใหญ่ที่สุดในโลก อีกทั้งรูปแบบนี้จะไม่มีผลต่อการใช้เวลาในเลือกตั้ง ยังอยู่ในกรอบ 8 ชั่วโมง แม้จะมีผู้มาใช้สิทธิ์ 100เปอร์เซ็นต์เต็ม กกต.คิดว่าเอาอยู่
นายสมชัย ยังกล่าวว่า แต่ปัญหาจะเกิดขึ้นเวลานับคะแนน ส.ส.แบบโอเพ่นลิสต์ ที่ต้องนับคะแนนพรรคที่ถูกเลือกก่อน จึงจะนำบัตรเลือกตั้งไปแยกใส่ตะกร้าแบ่งเป็นแต่ละพรรคหรือกลุ่มการเมือง จากนั้นก็จะนับส.ส.แบบโอเพ่นลิสต์ที่ถูกเลือก หากนับคะแนนที่หน่วยจะใช้เวลา 5 ชั่วโมง แต่ถ้าร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้การนับคะแนนรวมที่เขตเดียว คาดว่าจะใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 60 ชั่วโมง หรือ 3 วัน โดยเป็นการนับแบบต่อเนื่องและกรณีที่ไม่มีปัญหาเรื่องจำนวนบัตรกับยอดผู้มาใช้สิทธิ์ไม่ตรงกันหรือบัตรเขย่ง อีกทั้งจะก่อปัญหาให้ประชาชนลำบากในการจดจำหมายเลขพรรค กลุ่มการเมือง และ ส.ส.แบบโอเพ่นลิสต์ ซึ่งจะสร้างภาระต่อกรรมการประจำหน่วยที่ต้องมีการอบรมอย่างเข้มงวดในการเรียนรู้ขั้นตอนเลือกตั้งรูปแบบใหม่ และทำให้เปลืองงบประมาณในการซื้ออุปกรณ์และการพิมพ์บัตรที่ใหญ่ขึ้น



