
เรือนชานบ้านเมือง-สัจจะแห่งธรรมะที่ได้เรียนรู้จากไมเคิล แจ็กสัน
จากกรณีการจากไปแบบไม่คาดคิดของ ไมเคิล แจ็กสัน หรือที่เรียกว่า เอ็ม+เจ นั้น ได้สะท้อนออกมาให้เห็นถึงสัจจะของธรรมชาติที่เราน่าจะได้เรียนรู้ เพื่อเตือนสติหลายประการ ประการแรก ที่สามารถเห็นได้ชัดเจน คือ การดำเนินชีวิตของคนบนโลกในปัจจุบันนั้น เป็นการยืนอยู่บน
แม้แต่ตัวของ เอ็ม+เจ เองตลอดชีวิตก็ถูกกระทำจากทุกคนรอบตัวเกินจริง แบบไม่ใช่มนุษย์ปกติที่เดินดินกินข้าวแกง ตั้งแต่เขายังเป็นเด็กตัวเล็กๆ ยังอินโนเซนส์ อ่อนเยาว์ไร้เดียงสา เมื่อครั้งเริ่มร้องเพลงกับพวกพี่ๆ วง "เดอะ แจ็กสัน ไฟว์" (The Jackson 5) จากเด็กก็ต้องกลายเป็นผู้ใหญ่ เลยทำให้ เอ็ม+เจ โตเร็วเกินจริง ไม่มีโอกาสใช้ชีวิตสนุกสนานลองผิดลองถูกในเยาว์วัยแบบเด็กหรือแบบวัยรุ่นที่เติบโตงดงามขึ้นตามวัย เพราะมีชื่อเสียงเกินจริงพอลงทำอะไรไปสักอย่างก็เป็นข่าวใหญ่ดังไปทั่วทั้งโลก (แม้แต่จะอุ้มลูกก็ดังเป็นข่าว) ในขณะเดียวกันผู้คนรอบตัว เอ็ม+เจ เองก็ล้วนได้รับประโยชน์จากการทำอะไรเกินจริง ประการที่สอง ชีวิตของ เอ็ม+เจ ต้องทำงานหนักเกินเด็กตั้งแต่อายุ 10 ขวบ ทำให้เกิดความขัดแย้งในตัวเอง จากปกติ เอ็ม+เจ ซึ่งเป็นเด็กขี้อายแต่ถูกสถานการณ์บังคับให้ต้องกล้าแสดงออกเมื่ออยู่บนเวทีต่อหน้าบรรดาแฟนเพลง
นอกจากนั้น ใน ประการที่สาม ชีวิตของ เอ็ม+เจ ยังต้องเผชิญกับแนวคิดในเชิงเหยียดสีผิวของอเมริกันชนตั้งแต่เกิดจนกระทั่งวินาทีสุดท้ายของชีวิต จึงเป็นแรงขับเคลื่อนให้เขาต้องทำงานอย่างหนัก เพื่อที่จะได้มีจุดยืนที่มั่นคงในสังคม และจะต้องได้รับการยอมรับ ส่งผลให้วิถีในการดำเนินชีวิตของ เอ็ม+เจ ซึ่งสะท้อนออกมาให้เห็นถึงผลแห่งการเหยียดสีผิวของอเมริกันชน ในที่สุดทำให้เขากลายเป็นคนผิวสีที่กล้าประกาศศักดาระดับโลก จนกลายมาเป็นราชาเพลงป๊อป “King of Pop” แทนที่นักร้องผิวขาว (คงไม่ลืมนะครับว่า เอลวิสซึ่งเป็นคนผิวขาวเป็น “King of Rock”)
แต่จะว่าไปแล้ว เพลงป๊อป เองก็มีรากฐานมาจากบทเพลงของคนผิวดำ เช่น บลูส์, โซล, โมทาวน์ จนกลายเป็นร็อกและกลายพันธุ์เป็นป๊อปที่ครอบงำให้คนติดกันงอมแงมไปทั่วทั้งโลก เพลงป๊อปของ เอ็ม+เจ ที่มีลักษณะพิเศษคือ ที่มีกลิ่นอายของคนผิวดำแทรกตัวอยู่ ได้กลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ของโลก ผมมองว่าเพลงของ เอ็ม+เจ เป็นสัญลักษณ์ของการก้าวข้ามการเหยียดสีผิว แม้แต่ตัวเอ็ม+เจเอง ซึ่งเป็นคนผิวดำที่ไม่พอใจในความเป็นคนผิวดำจึงได้ทำการเปลี่ยนสีผิวของตัวเองให้มีสีขาวยิ่งกว่าคนผิวขาวเสียอีก รวมทั้งผ่าตัดใบหน้าตัวเองให้เป็นมนุษย์พันธุ์ใหม่ที่ไม่ใช่ผิวดำและในขณะเดียวกันก็ไม่ใช่ผิวขาว
ยิ่งศึกษาชีวิต เอ็ม+เจ เจาะลึกลงไปเท่าไรก็จะเห็นได้ชัดเจนว่า เอ็ม+เจเกิดมาในช่วงที่ทั้งโลกไม่มีใครอยากเป็นตัวของตัวเอง เป็นช่วงที่โลกหลงลืมวัฒนธรรมพื้นถิ่นของตัวเอง เป็นช่วงที่โลกแสวงหาตัวแทนของโลกใหม่ที่เป็นค่ากลาง ไม่สนใจเรื่องความดี ความเลว ถึงขนาด เอ็ม+เจ ร้องเพลงที่ดังก้องโลกประกาศตัวว่า “กูมันเลว” (I’m Bad) ซึ่งบทเพลงดังกล่าวทำให้ทั้งคนคลั่งไคล้ไปทั่วโลก สัปดาห์นี้พื้นที่หมด มาติดตามสัจจะแห่งธรรมะที่ได้เรียนรู้จาก เอ็ม+เจ กันต่อในสัปดาห์หน้าครับ
ภัทรพล เวทยสุภรณ์



