ข่าว

‘นายกฯ’ยัน29พ.ค.ได้มติแก้‘โรฮิงญา’

‘นายกฯ’ยัน29พ.ค.ได้มติแก้‘โรฮิงญา’

18 พ.ค. 2558

‘นายกฯ’ เชื่อประชุม 29 พ.ค.ได้มติร่วมมือแก้ปัญหา ‘โรฮิงญา’ เผย ‘ยูเอ็น’ รอฟังผลก่อนเข้าสนับสนุน ยันดูแลตามหลักมนุษยธรรมยึดกฎหมาย ระบุพม่าตอบรับเข้าร่วมประชุม

 
         18 พ.ค.58 เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์กรณีที่นายบัน คี มูน เลขาธิการองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) โทรศัพท์มาสอบถามและแสดงความห่วงใยต่อสถานการณ์การอพยพของชาวโรฮิงญา ว่า เลขาธิการยูเอ็นได้ชื่นชมรัฐบาลที่ให้ความสนใจเรื่องนี้ และมีแผนที่จะดำเนินการอย่างยั่งยืน พร้อมทั้งขอบคุณที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพการประชุม 15 ประเทศ ในวันที่ 29 พ.ค.นี้ ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นถึงเจตนารมณ์ของไทยอันแน่วแน่ที่จะแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม โดยเลขาธิการยูเอ็นอยากให้เราไปหารือในอาเซียนว่าทำอย่างไรจะแสวงหาความร่วมมือในอาเซียนให้ได้ ซึ่งตนก็ตอบไปว่าเห็นด้วยกับสิ่งที่เลขาธิการยูเอ็นพูดทุกอย่าง แต่ก็อยากให้เห็นใจเราหน่อยว่า เราก็มีกฎหมายของเราอยู่ ซึ่งเมื่อเข้ามาโดยผิดกฎหมายเราก็ต้องดำเนินคดีทั้งหมด แต่ถ้าอยู่นอกน่านน้ำเราก็ดูแลตามหลักมนุษยธรรม และขึ้นอยู่กับความสมัครใจของเขาจะไปที่ไหน หากอยู่นอกน่านน้ำเราไม่สามารถไปทำอะไรเขาได้ แต่ถ้าคนเหล่านี้เข้ามาในน่านน้ำไทยก็จะผิดกฎหมายทันที ฐานเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย ซึ่งทุกประเทศต้องเคารพ ทุกประเทศก็มีกฎหมายของตัวเอง และทุกประเทศเขาก็มีปัญหามาตลอดคือไม่ให้ใครเข้าไประเทศเหมือนกัน
 
         นายกฯ กล่าวต่อว่า เลขาธิการยูเอ็นยังได้แสดงความเป็นห่วงคนที่ได้รับบาดเจ็บ ไม่อยากให้เราผลักดันไปที่อื่น ซึ่งเรื่องนี้ตนก็ยืนยันไปว่าประเทศไทยรับอยู่แล้ว และทุกครั้งก็จะมีทหารเรือเข้าไปสำรวจ แต่น้องๆสื่อไม่ต้องขึ้นไปหรอก ทหารเรือก็จะไปถามเขาว่าสมัครใจจะไปที่ไหน ซึ่งหลักฐานก็มีทุกอย่าง ทั้งภาพถ่าย วีดีโอ มีหมด แล้ววันนี้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ได้ลงไปดูด้วยตนเอง ซึ่งกรณีคนเจ็บเมื่อเราพบก็ต้องเอาตัวออกมาเพื่อรักษา เป็นการดูแลตามหลักมนุษยธรรม อย่างไรก็ตาม การที่เอาคนเหล่านี้เข้ามาแล้วดำเนินคดีตามกฎหมาย เราก็ต้องมาดูอีกว่าจะควบคุมเขาได้อย่างไร เพราะพื้นที่ที่เรามีอยู่ไม่เพียงพอ ถ้าเข้ามามากๆจะทำอย่างไร จึงได้ให้เจ้าหน้าที่ไปดูพื้นที่เพื่อที่จะควบคุมคนเหล่านี้ ยืนยันว่าเป็นศูนย์ควบคุม ไม่ใช่ศูนย์พักพิงหรือศูนย์อพยพ
 
         นายกฯ กล่าวด้วยว่า การหารือในวันที่ 29 พ.ค.นี้น่าจะได้ข้อสรุปมาพอสมควร ก็ต้องดูกันให้ชัดว่าต้นทางจะทำอย่างไร กลางทางและปลายทางจะทำอย่างไร เอากฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายของแต่ละประเทศมาดูกัน เพื่อหาแนวทางที่ถูกต้อง ซึ่งปกติหากดำเนินคดีกลุ่มคนที่เข้าเมืองผิดกฎหมายแล้วก็ต้องส่งกลับ หรือไม่ก็ติดคุกแทนค่าปรับ ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นเราก็ต้องดูแลคนพวกนี้มากขึ้น นอกจากนี้ในเรื่องของอัตลักษณ์ของคนหลบหนีเข้าเมืองก็มีหลากหลาย เราก็ต้องแยกแยะ เพราะคนที่เข้ามาไม่ใช่เฉพาะชาวโรฮิงญา ซึ่งทั้งหมดต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรอง มาจากไหนก็ส่งกลับไปประเทศนั้น แต่ทั้งหมดนี้จะไปคุยกันในที่ประชุม 15 ประเทศ ต้องให้ชัดว่าประเทศต้นทางเหล่านั้นสามารถรับกลับไปได้หรือไม่ ถ้าไม่รับกลับแล้วจะทำอย่างไร สำหรับตนในฐานะคนไทย ต้องคิดหนัก ซึ่งมองได้ 3 อย่างคือ 1.เรื่องของมนุษยธรรม ถ้าเห็นเรือก็จะเข้าไปพูดคุย หาอาหารและสิ่งที่ต้องการให้ คนเจ็บก็รักษา นี่คือด้านมนุษยธรรม 2.เรื่องของกฎหมายไทยจะทำอย่างไร เมื่อดำเนินคดีเสร็จแล้วใครจะรับกลับ จะได้ไม่เป็นภาระกับเรามากนัก และ 3.ต้องดูประเทศต้นทาง ซึ่งในอาเซียนจะต้องไม่ทะเลาะกันในเรื่องนี้ ตนและผู้นำประเทศต่างๆมีความเข้าใจกันทุกอย่าง รู้ดีว่าแต่ละประเทศมีข้อติดขัดและมีข้อจำกัด ซึ่งก็ให้กำลังใจซึ่งกันและกันมาตลอด ในส่วนของประเทศต้นทางตนเสนอต่อเลขาธิการยูเอ็นไปแล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นยูเอ็น หรือสำนักงานข้าหลวงใหญ่ เพื่อผู้อพยพแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) หรือองค์การนิรโทษกรรมสากล (แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล) ต้องมาคุยกัน โดยวันที่ 29 พ.ค.จะมีตัวแทนมา ต้องคุยกันว่าจะเข้าไปดูแลคนพวกนี้ได้หรือไม่ โดยจะดูแลเรื่องการพัฒนา ไม่เกี่ยวกับการเมืองใดๆทั้งสิ้น เพราะถ้าเอาการเมืองมาด้วยก็จะตีกันหมด
 
         ผู้สื่อข่าวถามว่าการประชุมในวันที่ 29 พ.ค. เมียนมาร์ได้ตอบรับเข้าร่วมประชุมหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เท่าที่ได้รับรายงานจากกระทรวงการต่างประเทศ เขาก็ตอบรับมาหมด แต่ถ้าครึกโครมมากๆมันมีข้อจำกัด เพราะหลายประเทศมีปัญหาภายในหากเราไปกดดันมากๆ หรือโทษกันไปมา เขาก็ไม่อยากมาเพราะตกเป็นเป้าหมาย ดังนั้นเราต้องทำให้ทุกคนมารวมกันในมิติของมนุษยธรรมว่าจะทำอย่างไร และพัฒนาให้เขาอยู่ได้มีรายได้เรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง ต้องสร้างอย่างนี้สังคมจึงจะเป็นสันติ แต่หากทุกคนขยายความขัดแย้งไปเรื่อย ตีนู่นตีนี่ ซึ่งความจริงต้องรับผิดชอบร่วมกันในฐานะที่เป็นประชาคมโลก มีหน้าที่ดูแลมนุษยชาติของโลก ขณะเดียวกันชาติไหนในโลกนี้ไทยก็ต้องดู อยากให้สื่อคิดแบบนี้ และคนไทยต้องคิดแบบนี้ ตนจะไม่เอาภาระอะไรไปให้เกิดความเสียหาย แต่การควบคุมมันจำเป็น และจะต้องไม่เดือดร้อนกับใคร ตรงนี้พูดไว้ก่อนถ้าจำเป็นต้องทำ แต่ถ้าสามารถส่งไปได้เลยภาระก็หมด อย่าไปต้องอย่างนี้อย่างนั้นมันคือปัญหาทั้งสิ้น เข้าใจหรือยัง
 
         เมื่อถามย้ำว่าสรุปแล้วเมียนมาร์ได้ตอบรับหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขาไม่ได้ตอบขัดข้องอะไรมา นั่นคือการตอบชั้นต้นแล้ว แต่จะส่งใครมาใครไปก็เป็นเรื่องของเขา
 
         เมื่อถามว่าจากการพูดคุยกับเลขาฯยูเอ็น ซึ่งรับปากว่าจะไปดูปัญหาที่ต้นทางให้เลยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เขาบอกว่าในแนวทางของยูเอ็น หากประชาคมไหน มีปัญหาก็ต้องแก้ปัญหาประชาคมของตนเองให้ได้ โดยการสนับสนุนจากประชาคมโลกภายนอก ซึ่งตนได้พูดไปทั้งสองอย่างคือจะแก้ปัญหาทั้งในอาเซียน และในไทย รวมถึงขอความร่วมมือสนับสนุนจากองค์กรต่างๆให้มาช่วยเราด้วยในการที่จะหามาตรการ โดยเฉพาะการดูแลที่ต้นทาง ปัญหาแบบนี้เกิดหลายที่ไม่ใช่แค่นี้ หลายประเทศที่มีการสู้รบมีเยอะ นั่นหล่ะทำไมถึงรบกัน ทำไมถึงมีผู้นำ ตนบอกในที่ประชุมหลายครั้งแล้วว่าปัญหาในวันนี้ของโลกคือเรื่องความยากจน ความแห้งแล้งการไม่พัฒนา ซึ่งทำอย่างไรทุกประชาคมโลก จะเข้ามาดูแลประเทศเหล่านี้ และเราอยู่ในฐานะที่เป็นประเทศต้องดูแลคนอื่น เพราะเราเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ไม่ใช่ผู้รับประโยชน์หรือผู้ขอเขาแล้ว เราต้องเป็นผู้ให้เข้าใจหรือยัง
 
         เมื่อถามว่าเบื้องต้นองค์กรระหว่างประเทศจะสนับสนุนให้ความช่วยเหลืออย่างไร นายกฯ กล่าวว่า เขาจะมาฟังการประชุมในวันที่ 29 พ.ค.นี้ก่อน ว่ามติเป็นอย่างไร ซึ่งตนบอกแล้วว่าในอาเซียนต้องแก้ให้ได้แล้วเสนอขึ้นมาเป็นมติโดยรวม แล้วเขาจะมาตรงไหนได้ก็จะว่าอีกที แต่เขาอยากให้ดูแลเรื่องมนุษยธรรมเป็นหลัก ซึ่งตนก็บอกว่าไทยก็มีกฎหมายของเรา ทุกประเทศมีกฎหมายของแต่ละประเทศก็ต้องเคารพกันตรงนี้ด้วย ทำอย่างไรเพื่อจะไปด้วยกันได้ ข้อสำคัญประชาชนที่เดือดร้อนและอพยพโดยไม่ธรรมชาติ จะไม่ถูกมองเหมือนคนไม่มีค่า
 
         เมื่อถามว่ามั่นใจว่าการประชุมในวันที่ 29 พ.ค. ประเทศต้นทางจะให้ความร่วมมือในการแก้ปัญหาหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ชอบถามแบบนี้ ตนไม่ได้เป็นผู้นำประเทศของเขา ซึ่งจะต้องเป็นมติที่ประชุม
 
         เมื่อถามถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่ตำรวจพบเอกสารที่มีชื่อทหารยศนายพล ร่วมกระทำผิดค้ามนุษย์อยู่ด้วย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอย่างมีอารมณ์โมโหว่า “ใคร ชื่ออะไร เขายังไม่รายงานมา ก็ระบุชื่อมาสิ เอามา ทางผบ.ทบ.บอกแล้วว่ามีชื่อใครก็สอบสวนหมด แหม อะไรกันนักหนา ชอบไล่กันอยู่อย่างนี้ เขาลงโทษอยู่แล้วไม่ต้องกลัว และยิ่งผมอยู่ตรงนี้ ใครจะไม่ลงโทษ บอกมา กระทรวงไหนบ้าง คราวทีแล้วก็ทีนึง ไอ้100คน ถามอยู่นั่นหล่ะ เจอของแข็ง ของนิ่มอะไรก็ไม่รู้ เรื่องนี้ต้องให้เวลาเขาดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย และผมค่อยสั่ง ซึ่งเขาก็ยังไม่มีความผิดอะไรเพียงแต่ให้หลุดจากตรงที่มีปัญหา หากมีการร้องเรียนอะไรให้เอาออกมา เพื่อที่จะได้สอบสวนนี่คือหน้าที่รัฐบาลนี้ทำ ไม่ใช่รัฐบาลนี้จะไปชี้ใครผิดใครถูก ให้ติดคุก มันไม่ได้ ผมใช้อำนาจไหมล่ะแบบนี้ แล้วมาบอกผมใช้อำนาจทำร้าย อย่างนี้อย่างนั้น รัฐประหารผมยังไม่ได้ใช้เลย แต่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งไม่ทำ จบหรือยัง มันทำให้หน่วยงานของรัฐ องค์กรต่างๆที่มีหน้าที่ตรวจสอบ เข้าไปตรวจสอบไม่ได้ทั้งหมด พอเขารายงานมาก็นิ่งๆ เฉยๆกัน มันก็เป็นอยู่อย่างนี้ บานปลายไปเรื่อย ความเสียหายก็มากขึ้นเรื่อยๆ”
 
 
‘นายกฯ’ ลั่นไม่เคยขัดแย้งกับประชาธิปไตย ระบุทำประชามติไม่ใช่เรื่องยาก
 
 
         ผู้สื่อข่าวรายงานว่าภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายและบริหารจัดการข้าว (นบข.) ได้มีนักศึกษาเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย มหาวิทยาลัยเชียงใหม่จำนวน 15 คน เข้าพบพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) โดยพล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอนหนึ่งว่า วันนี้ทุกคนจะต้องเรียนรู้ว่าประเทศของเราจะต้องก้าวเดินไปในทิศทางใด โดยเฉพาะเรารุ่นใหม่จะต้องมองภาพว่าประเทศของเราต้องเดินข้างหน้า และสิ่งที่เราเป็นห่วงและต้องช่วยกันคือทำอย่างไรที่เราจะไม่ให้คนยากคนจนถูกชักจูงไปในทางที่ผิด คือไม่เข้าใจในเรื่องการเมือง จะต้องไม่ทำให้เกิดความเสียหายและวุ่นวาย
 
         “เราไม่เคยขัดแย้งกับประชาธิปไตยเลย แต่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประชาธิปไตยที่ถูกต้องและยั่งยืน แต่ถ้ายังทะเลาะเบาะแว้งกันเหมือนเดิมก็จะกลับไปที่เก่า เดี๋ยวก็ตีกันอีก เราต้องเดินไปด้วยกันและขอคำสัญญาจากพวกเราทุกคนจะต้องร่วมมือกัน และช่วยไปสร้างความเข้าใจกับเพื่อน ๆ อย่าไปมองเพียงมุมเดียวในเรื่องของการเมืองหรือประชาธิปไตย ยังไม่พอ ต้องมองว่าประชาธิปไตยจะเกิดประโยชน์กับประเทศไทยอย่างไร แต่จะต้องไม่ไปขัดแย้งกับประชาคมโลก ที่สำคัญอีกอย่างคือเรื่องของการปฏิรูปซึ่งจะต้องได้รับความร่วมมือกับทุกฝ่าย เด็ก ๆ ทุกคนต้องเรียนหนังสืออย่างมีความสุข ผู้ปกครองเป็นผู้รับภาระ ประเทศชาติเราก็จะเดินหน้าไปได้ จบมาต้องมีงานทำ” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
         ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากนั้นนายกฯ ได้สอบถามนักศึกษาว่าจบแล้วอย่างทำงานอาชีพอะไร โดยมีนักศึกษาตอบว่า อยากเป็นผู้พิพากษา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า วันนี้กฎหมายของเราทะเลาะกันมากจะต้องไปเพิ่มพื้นฐานการเรียนรู้ และพื้นฐานด้านกฎหมายในทุกระดับให้มากขึ้นตั้งแต่เด็กจนโตปลุกฝังการเคารพกฎหมาย ไม่ใช่พอโตขึ้นก็ห้ามทุกอย่างคนก็จะว่ากฎหมายมีประโยชน์อะไร ความจริงกฎหมายมีประโยชน์ให้กับประชาชนทุกคน และกฎหมายจะต้องคุ้มครองทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน สำหรับประชาธิปไตยนั้นมีความหมายกับทุกคนให้มีความเท่าเทียม เพียงแต่อาจจะมากบ้างน้อยบ้างขึ้นอยู่กับฐานะทางสังคมมันต่างกัน ทั้งเรื่องอาชีพ แต่พื้นฐานของทุกคนจะต้องมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน
 
         “ถ้าจะมีการเลือกตั้งและมีรัฐบาลก็ต้องเป็นรัฐบาลที่มีธรรมาภิบาล ไม่ใช่ให้ลุงมานั่งแก้อยู่แบบทุกวันนี้ แล้วก็โดนต่อว่าต่างๆนานาทุกวัน คืออยากขอร้องให้ทุกคนช่วยกัน” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว
 
         ทั้งนี้พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงการประชุมร่วมระหว่างคณะรัฐมนตรี (ครม.) และคสช.ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ จะมีความชัดเจนเรื่องการทำประชามติหรือไม่ว่า ไม่ทราบก็เป็นการดำเนินการขั้นตอนตามปกติ แต่การจะทำประชามติไม่ใช่เรื่องยาก มันจะยากตรงไหน ก็ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเสนอมายังรัฐบาล และรัฐบาลก็จะส่งต่อไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งก็เป็นไปตามลำดับขั้นตอน มันจะยากตรงไหน
 
         พล.อ.ประยุทธ์ยังได้กล่าวถึงการประชุมนบข.ว่าในที่ประชุมได้มีกำหนดถึงวิธีการระบายข้าวแล้ว ซึ่งรายละเอียดปลัดกระทรวงพาณิชย์และรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องจะเป็นผู้ชี้แจง จะให้นายกฯ ตอบทุกเรื่อง เดี๋ยวก็จะมาวิจารณ์ว่านายกฯพูดมากอีก เอากันให้พอดี พอตนอธิบายมาก ก็หาว่าพูดเยอะ พูดแล้วทำหรือเปล่า ก็เป็นเพราะชอบมาถามอย่างนี้ สื่อน่าจะดีใจที่ตนตอบได้ทุกเรื่อง แสดงว่าตนทำงาน ถ้าถามใครแล้วตอบไม่ได้แสดงว่ามันไม่ทำงาน
 
 
‘สรรเสริญ’ เผย ‘นายกฯ’ เข้าใจปชช.ห่วงปัญหาโรฮิงญา ยันช่วยตามหลักมนุษยธรรม
 
 
         18 พ.ค.58 พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รู้สึกเป็นห่วงต่อกระแสในสื่อโซเชียลมีเดียขณะนี้ ที่แสดงความเห็นในทำนองไม่ต้องการให้รัฐบาลยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือผู้เคลื่อนย้ายอย่างไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย เพราะเกรงจะกลายเป็นภาระแก่ประเทศในระยะยาว รวมทั้งกังวลเรื่องความมั่นคงของประเทศ โดยนายกฯ ได้ฝากถึงประชาชนว่า เข้าใจความห่วงใยของคนไทยทุกคน การตัดสินใจใดๆของรัฐบาลจะยึดเอาประเทศชาติและประชาชนคนไทยเป็นที่ตั้ง และจะไม่ดำเนินนโยบายใดๆที่จะส่งผลกระทบต่อสวัสดิภาพและความมั่นคงของประเทศ
 
         “การให้ความช่วยเหลือแก่เพื่อนมนุษย์และการให้ความร่วมมือกับเพื่อนบ้านก็เป็นสิ่งที่พึงกระทำในขอบเขตที่เหมาะสมและไม่เดือดร้อน ไม่ใช่เอ็นดูเขา เอ็นเราขาด ถ้าแบบนี้คงไม่ใช่แนวทางที่ถูกต้อง ในทางตรงกันข้ามการที่เราจะปฏิเสธการให้ความช่วยเหลืออย่างสิ้นเชิงก็อาจส่งผลต่อการดำรงตนในฐานะสมาชิกประชาคมโลกที่ยังต้องมีการติดต่อประสานพึ่งพากันในกรณีอื่นๆ นายกฯ เชื่อมั่นว่าประชาชนคนไทยล้วนเข้าใจในหลักการนี้และมีสติมีความมุ่งมั่นที่จะร่วมใจกับฝ่าฝันปัญหาไปกับรัฐบาล บนความถูกต้องและดีงาม ซึ่งนายกฯกล่าวเสมอว่า คิดดี ทำดี ย่อมได้ผลดี” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว
 
         พล.ต.สรรเสริญ กล่าวต่อว่า นายกรัฐมนตรีฝากขอบคุณมายังประชาชนทุกภาคส่วนที่ส่งกำลังใจแสดงความห่วงใยเรื่องสุขภาพมายังตัวนายกฯ และรัฐบาล ที่ขณะนี้มีปัญหารุมเร้าให้ต้องแก้ไขมากมาย นายกฯ มีความมุ่งมั่นเต็มที่ มีกำลังใจเต็มเปี่ยม เหนื่อยบ้าง แต่ไม่ถ้อทอย
 
         สำหรับแนวทางการจัดการปัญหาผู้ลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฏหมาย ประเทศไทยยังคงใช้หลักการเดิมไม่เปลี่ยนแปลง กล่าวคือให้การดูแลตามหลักมนุษยธรรมแก่ผู้ลักลอบข้ามแดนทุกชนชาติและเชื้อชาติ โดยให้การดูแลเรื่องอาหาร ตรวจรักษาสุขภาพ และทุกคนต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรมตามกฏหมายของประเทศไทย เพื่อส่งกลับ ซึ่งทุกประเทศในโลกล้วนใช้แนวทางนี้ในการดำเนินการกับผู้ลักลอบข้ามแดนโดยผิดกฏหมาย
 
         “ขอยืนยันอีกครั้งว่า ประเทศไทยไม่มีนโยบายตั้งศูนย์อพยพหรือค่ายผู้ลี้ภัยในประเทศไทย เป็นเพียงการจัดหาพื้นที่ควบคุมเป็นการชั่วคราวให้ระหว่างรอเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม เนื่องจากพื้นที่ของ ตม. มีการความแออัด และประเทศไทยเชื่อว่าการแก้ไขปัญหาที่สมเหตุสมผล ควรแก้ที่ต้นทางของปัญหา องค์กรนานาชาติที่มีหน้าที่ควรเข้าไปให้การช่วยเหลือพัฒนาสวัสดิภาพและคุณภาพชีวิตของผู้เคลื่อนย้ายเหล่านี้ตั้งแต่ประเทศต้นทาง เพื่อไม่ให้เกิดการเคลื่อนย้ายออกมายังประเทศอื่น” พล.ต.สรรเสริญ กล่าว