ข่าว

ครั้งหนึ่งในวัยเยาว์

ครั้งหนึ่งในวัยเยาว์

18 พ.ค. 2558

ครั้งหนึ่งในวัยเยาว์ : วันเว้นวันจันทร์ พุธ ศุกร์กับประภัสสร เสวิกุล

             ครั้งหนึ่งในงานเลี้ยงรุ่นนักเรียนสมัยที่เรียนชั้นประถม-มัธยม เกิดเรื่องตลกเมื่อคนในวัยเกษียณแล้วมาคุยกันถึงชีวิตในวัยเด็กของพวกเรา และเรื่องราวเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ ที่ถักร้อยชีวิตของพวกเราในช่วงระยะเวลา10 ปี ในโรงเรียนเดียวกัน และชั้นเดียวกัน ไว้ด้วยกัน บางเรื่องที่เคยเป็นสาเหตุให้เราโกรธกันหรือชกต่อยกัน เมื่อย้อนกลับไปดูมันก็เป็นเพียงเรื่องที่ไร้สาระ การล้อชื่อพ่อชื่อแม่ที่ทำให้นัดต่อยกันหลังโรงเรียนเลิก ก็กลายเป็นสิ่งที่ทำให้เราในวันนี้หัวเราะกัน เมื่อบางคนเล่นล้อชื่อพ่อจนตอนนี้ลืมชื่อจริงของเพื่อน
    
             เรื่องตลกอีกเรื่องหนึ่งก็คือ การที่หลายคนน้อยอกน้อยใจและต่อว่าต่อขานพ่อแม่ที่บงการชีวิตของตนในวัยเยาว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องการเรียนต่อ ซึ่งเขาเหล่านั้นบอกว่าเขาไม่มีโอกาสได้เลือกเรียนในสิ่งที่อยากเรียน และทำให้ชีวิตหักเหไปอย่างน่าเสียดาย เพราะในสมัยโน้นยังไม่มีครูแนะแนว และอาชีพที่ขึ้นหน้าขึ้นตาก็มีอยู่เพียงไม่กี่อาชีพ สำหรับเด็กผู้ชาย ถ้าไม่ตำรวจ ทหาร ก็ต้องเป็นครู การเป็นนักธุรกิจหรืออาชีพอิสระต่างๆ ไม่เป็นที่รู้จัก และส่วนใหญ่แล้วพ่อแม่มีอาชีพอะไรก็อยากจะให้ลูกมีอาชีพเดียวกับตน ผมจำได้ว่า เพื่อนรุ่นผมกว่าครึ่งห้องมีพ่อเป็นทหาร ดังนั้นลูกๆ จึงถูกขีดเส้นตั้งแต่เล็กว่า โตขึ้นต้องเป็นทหาร แม้กระทั่งคุณพ่อผม ซึ่งลาออกจากราชการทหารมานานแล้ว ก็ยังสอนให้ผมท่องคติประจำใจของทหารยุคก่อน คือ “ชาติ เกียรติ วินัย กล้าหาญ” ได้ขึ้นใจ
    
             สำหรับคนที่มีพ่อแม่เป็นครู ก็อยากจะให้ลูกเป็นครูเช่นกัน เพื่อนผมหลายคนเข้าเรียนในวิทยาลัยครู ผมเองแม้พ่อกับแม่จะไม่ได้เป็นครู แต่ก็มองว่าผมควรจะเป็นครู ซึ่งผมเองถึงจะไม่ค่อยชอบการเป็นครู แต่ก็จำใจต้องเรียนไปตามที่พ่อแม่กำหนด ซึ่งในที่สุดก็ไปไม่รอด ขณะที่เพื่อนอีกคนหนึ่งซึ่งถูกบังคับให้เรียนในวิทยาลัยครูและไปไม่รอดเหมือนกัน ออกมาเรียนอะไรเปะปะอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดก็กลับไปเรียนครูใหม่ และในชีวิตช่วงสุดท้ายของการเป็นครูเขาได้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ ส่วนเพื่อนที่เป็นทหารนั้น หลายคนขึ้นถึงระดับนายพล ทั้งๆ ที่ในตอนแรกก็ไม่ชอบ
การเป็นทหารเลย
    
             มีบางคนคร่ำครวญว่า เขาไม่ได้เรียนอย่างที่เขาอยากจะเรียน แต่เรียนในสิ่งที่พ่อแม่อยากให้เขาเรียน ทำให้เขาไม่ได้เป็นอย่างที่หวังไว้ ซึ่งก็เป็นเรื่องน่าประหลาดใจ เพราะเหตุการณ์ล่วงเลยมาหลายสิบปีแล้ว และทุกวันนี้เขาก็มีอาชีพที่มั่นคง มีฐานะที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นอย่างที่อยากจะเป็นหรือพ่อแม่อยากจะให้เป็นก็ตาม
    
             ผมกลับมาย้อนถามตัวเองว่า จริงๆ แล้ว ในตอนที่เรียนจบชั้นมัธยมผมอยากจะเป็นอะไร - ตอนนั้น วิชาที่ผมชอบมากที่สุดคือศิลปะ และไม่ชอบมากที่สุดคือคณิตศาสตร์ กับภาษาไทย แต่ผมไม่ทางที่จะได้เรียนศิลปะ เพราะพ่อกับแม่ย่อมไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน ดังนั้นผมจึงต้องเรียนในสิ่งที่ผมไม่ชอบ แต่พ่อแม่เห็นว่าเหมาะกับตัวผมคือการเป็นครู แต่ถ้าผมได้มีโอกาสเลือกเรียนในสิ่งที่อยากจะเรียนจริงๆ แล้ว ผมก็คงจะไม่เรียนศิลปะเหมือนกัน เพราะมันเป็นแค่ “วิชาที่ชอบ” ไม่ใช่ “อาชีพที่ชอบ”
    
             และถึงวันนี้ ผมก็ยังหาคำตอบไม่ได้ว่า ใจจริงแล้วตอนนั้นผมอยากจะเรียนอะไร
    
             ท้ายคอลัมน์วันนี้ ผมขอนำบุญจากการทอดผ้าป่าที่ไปถวายหลวงพ่อเจริญ ที่วัดป่าภูวังทอง อุดรธานี เมื่อวันศุกร์ที่ 15 พฤษภาคม 2558 ที่ผ่านมา มาฝากผู้อ่านทุกท่าน และมีแฟนผู้อ่านจาก คมชัดลึก หลายท่านที่ส่งปัจจัยมาร่วมทำบุญในครั้งนี้ รวมทั้งญาติสนิท มิตรสหาย ผู้บริหารองค์กรต่างๆ ตลอดจนเพื่อนฝูงจาก ปปร.8 แฟนๆ รายการวิทยุ จาก รายการมุมความสุข ช่วง “โลกและชีวิตกับประภัสสร เสวิกุล” ทางวิทยุศึกษา เอฟเอ็ม 92 แฟนรายการ จากรายการ “การเดินทางของความคิด” เอฟเอ็ม 96.5 ขวัญเรือน สกุลไทย กุลสตรี คณะครู ร.ร.ยานนาเวศวิทยาคม คณะกรรมการบริหาร สพฐ. สมาคมศิษย์เก่า ร.ร.ยานนาเวศ พี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ นักเขียน นักกวี นักข่าว และอีกหลายๆ ท่าน หลายๆชมรม หลายๆ องค์กร ที่ผมไม่อาจออกนามขอบคุณได้หมด ที่ได้ร่วมกันส่งปัจจัยมาร่วมทำบุญในครั้งนี้ ขอทุกท่านโปรดรับการอนุโมทนาบุญ และขอบุญกุศลที่ท่านได้ร่วมกันทำในครั้งนี้ โปรดดลบันดาลให้ทุกท่านพบแต่สิ่งดีงาม มีความสุขตามวิถีธรรมแห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีสุขภาพที่สมบูรณ์ ร่างกายแข็งแรง ปราศจากโรคภัยใดๆ และขอให้ทุกท่าน ปลอดภัยจากภยันตรายใดๆ ทั้งหลายทั้งปวงตลอดไป ครับ