
พันธบัตร5หมื่นล้านหมดเกลี้ยงสบน.เล็งระดมอีก7หมื่นล้าน-เร่งเว้นภาษีเงินฝาก
พันธบัตรออมทรัพย์รอบ 2 เพิ่มวงเงินขาย 5 หมื่นล้านหมดเกลี้ยง สบน.เตรียมระดมเงินในประเทศอีก 7 หมื่นล้าน คลังเผยหารือสรรพากรเว้นภาษีเงินฝาก เล็งไม่เกิน 1 แสนบาทไม่ต้องหักภาษี 15% ณ ที่จ่าย ลดความยุ่งยาก
การจองซื้อพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งรอบที่ 2 วันที่ 15 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ประชาชนยังคงสนใจจองซื้อกันอย่างคึกคัก ทำให้การจำหน่ายหมดลงภายในเวลาอันรวดเร็ว แม้กระทรวงการคลังจะตัดสินใจนำพันธบัตรจากรอบที่ 3 วงเงิน 5,000 ล้านบาท และส่วนขอมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพิ่มวงเงินอีก 3 หมื่นล้านบาท รวมจำหน่ายในรอบนี้ 5 หมื่นล้านบาท ทั้งนี้ พบว่ามีจำนวนผู้จองซื้อพันธบัตรรวมทั้งสิ้น 7.4 หมื่นราย เฉลี่ยรายละ 7 แสนบาท รวมจำหน่ายพันธบัตร 2 รอบมีผู้สนใจลงทุนกว่า 1.14 แสนราย และสะท้อนว่ายังมีประชาชนที่สนใจซื้อพันธบัตรอีกจำนวนหนึ่ง เนื่องจากธนาคารพาณิชย์ 7 แห่งสามารถจำหน่ายในรอบ 2 หมดในครึ่งวัน
นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงการเปิดจำหน่ายพันธบัตรไทยเข้มแข็งรอบที่ 2 ว่า ประชาชนยังสนใจจองซื้อจำนวนมาก จึงได้โอนยอดที่เหลือ 5,000 ล้านบาทที่เตรียมไว้ขายรอบที่ 3 มาจำหน่ายด้วย รวมถึงวงเงินที่ได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา อีก 3 หมื่นล้านบาทก็เปิดขายพร้อมกัน ซึ่งการขยายวงเงินเพิ่มขึ้นในส่วนนี้ เป็นการคำนวณตามความเหมาะสมในการบริหารต้นทุนดอกเบี้ยของกระทรวงการคลังที่ไม่ให้สูงเกิน และพิจารณาจากความต้องการของประชาชน
นายจักรกฤศฎิ์ พาราพันธกุล รองผู้อำนวยการสำนักงานบริหารหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ในอีก 2 เดือนข้างหน้า กระทรวงการคลัง โดย สบน.มีแผนจะระดมเงินผ่านตลาดในประเทศอีกจำนวน 7 หมื่นล้านบาท หลังจากกระทรวงการคลังออกพันธบัตรออมทรัพย์ไทยเข้มแข็งจำนวน 8 หมื่นล้านบาทเรียบร้อยแล้ว รวมเป็นวงเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท ที่กระทรวงการคลังจะกู้ในปีงบประมาณ 2552 เพื่อนำมาใช้ชดเชยเงินคงคลังจำนวน 1.2 หมื่นล้านบาท และอีก 3 หมื่นล้านบาท จะใช้สำหรับลงทุนในโครงการลงทุนตามมาตรการไทยเข้มแข็งของรัฐบาล
รายงานข่าวกระทรวงการคลังแจ้งว่า ขณะนี้กระทรวงการคลังอยู่ระหว่างหารือกับกรมสรรพากรถึงรายละเอียดเกี่ยวกับนโยบายที่จะช่วยเหลือผู้ที่มีรายได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝาก ซึ่งในเบื้องต้นจะมีการยกเลิกการหักภาษี ณ ที่จ่ายสำหรับดอกเบี้ยเงินฝาก โดยพิจารณาจากบัญชีเงินฝากที่มีเงินฝากไม่เกิน 1 แสนบาทในแต่ละบัญชีไม่ต้องหักภาษี ณ ที่จ่ายไว้ 15% เพื่อลดความยุ่งยาก หรือความไม่รู้ของเจ้าของบัญชีในการขอคืนภาษีจากกรมสรรพากรในภายหลัง
ด้านนายวินัย วิทวัสการเวช อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการหารือกับ รมว.คลัง เกี่ยวกับการยกเว้นภาษีเงินฝากเงินออมทรัพย์ เนื่องจากในปัจจุบันผู้ที่มีรายได้จากอัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ในกรณีที่เกินกว่า 2 หมื่นบาทต่อปี ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่ายในอัตรา 15% ซึ่งที่ผ่านมากรมสรรพากรได้ออกประกาศให้ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินหักภาษี ณ ที่จ่ายกับผู้ฝากเงินในบัญชีทุกประเภทก่อนแล้วให้ผู้ฝากเงินที่ถูกหักภาษีมาขอคืนกับกรมสรรพากรในภายหลัง



