
พี่น้องส่งต่อความอบอุ่นในบ้าน
18 พ.ค. 2558
พี่น้องส่งต่อความอบอุ่นในบ้าน : ไลฟ์สไตล์
ด้วยแนวคิดหลักที่ว่า “ครอบครัว” เป็นที่ที่เหมาะสมที่สุดกับการเติบโตอย่างมีคุณภาพ ในช่วง "วันครอบครัวสากล" ซึ่งตรงกับวันที่ 15 พฤษภาคมของทุกปี มูลนิธิเด็กโสสะแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ได้จัดงานประจำปี “ครอบครัว คือ ชีวิต” ขึ้นพร้อมกับ 134 ประเทศทั่วโลก ที่เป็นสมาชิกขององค์กรเอสโอเอสสากล เพื่อให้สังคมโลกตระหนักถึงความสำคัญของครอบครัว โดยปีนี้มูลนิธิได้จัดในธีม “เลิฟวิ่ง บราเธอร์ส แอนด์ ซิสเธอร์ส” เน้นส่วนเติมเต็มความสมบูรณ์ของครอบครัว นั่นคือ “ความเป็นพี่เป็นน้อง” ของเด็กๆ ในครอบครัวโสสะ ที่ลานกิจกรรม ศูนย์การค้าสยามสแควร์วัน บ่ายวันก่อน
ธนา เตรัตนชัย เลขาธิการและกรรมการอำนวยการ มูลนิธิเด็กโสสะฯ กล่าวว่า วันครอบครัวสากลทุกๆ ปี พยายามเน้นความจริงที่ว่าเด็กทุกคนควรได้เติบโตในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม นั่นคือ ครอบครัวเป็นที่ที่เด็กจะได้เติบโตขึ้นเป็นคนที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นการดูแลเด็กโสสะฯ จึงแตกต่างจากที่อื่นๆ โดยมีรูปแบบของครอบครัวทดแทนถาวร สำหรับดูแลเด็กๆ ซึ่งโดยเชื่อว่ารูปแบบนี้ได้สร้างความรัก ความผูกพันให้เกิดขึ้นอย่างมหัศจรรย์ เพราะในบ้านโสสะมีคุณแม่โสสะดูแลลูกๆ 10 กว่าคน ทั้งแม่ ลูก พี่น้องในบ้านล้วนสร้างความรักความผูกพันระหว่างกันจนเป็นครอบครัวใหม่ขึ้นมา อีกทั้งมูลนิธิพยายามให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาสูงสุดตามความสามารถ ออกไปประกอบอาชีพพึ่งพาตัวเองได้
"เด็กๆ ส่วนใหญ่มาจากการถูกทอดทิ้ง ไม่มีที่พึ่ง หรืออาจจะมีพ่อแม่แต่เลี้ยงไม่ไหว ทุกวันนี้รับไว้ในอุปการะ 700 กว่าคน อยู่ในครอบครัวทดแทนถาวร 60 ครอบครัว ใน 5 หมู่บ้านทั่วประเทศ ได้แก่บ้านบางปู สมุทรปราการ, หาดใหญ่ สงขลา, หนองคาย, เชียงราย และภูเก็ต โดยตลอด 44 ปีที่ผ่านมา เราส่งลูกๆ ที่มีคุณภาพมากมายเข้าสู่สังคมแล้วกว่า 500 คน ในส่วนของแม่อาสาต้องทุ่มเททั้งชีวิต เราฝึกอบรมให้ก่อน 2 ปีเมื่อผ่านแล้วถึงจะเป็นแม่ถาวรได้ เด็กแต่ละคนมีภูมิหลังแตกต่างกัน แรกเข้าแม่ต้องทำการเยียวยาทางใจ เมื่อเด็กโตออกไปมีอนาคตที่ดีแล้วก็มีสมาชิกใหม่เข้ามาทดแทนตลอด ถือเป็นความเสียสละอย่างมาก อยากให้คนไทยได้รู้เรื่องราวเหล่านี้ ตระหนักว่าการจะช่วยนั้นไม่ใช่แค่อาหารและเงิน แต่ควรให้ความรักความอิ่มใจแก่เด็ก ที่นี่มีสังคม มีแม่ มีพี่น้อง ช่วยกันเติมเต็มให้เขาเติบโตอย่างมีคุณค่าและมีประโยชน์ต่อสังคมต่อไป "ธนา กล่าวพร้อมบอกด้วยว่าครอบครัวต้องให้ความรักความอบอุ่นกับสมาชิกในบ้านก่อนจะขายไปสู่ภาคสังคม ทุกวันนี้ยังมีเด็กอีกมากที่ต้องการเยียวยา
เคยเป็นครูสอนเด็กๆ ที่โรงเรียนมาก่อนที่จะอาสาเป็น “แม่โสสะ” 11 ปีมาแล้วที่ “แม่อ้อย” ลักษณี เลื่อนล่อง ต้องตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อปลุกลูกๆ ในบ้านกว่า 10 ชีวิต จากนั้นเข้าครัวหุงหาอาหารเตรียมไว้ เด็กโตต้องรีบไปโรงเรียน ส่วนเด็กเล็กต้องดูแลทุกอย่าง เธอเผยว่าเป็นแม่ที่ใช้วิธีเลี้ยงลูกสบายๆ หากมีปัญหาต้องมาพูดคุยกันด้วยเหตุและผลเพื่อหาทางแก้ไข ที่สำคัญแม่เคยเลี้ยงตัวเองมาอย่างไรก็จะนำมาเลี้ยงลูกๆ ที่บ้านโสสะแบบนั้น อีกทั้งพร้อมให้และรับฟังทุกเรื่อง ซึ่งจริงๆ แล้วครอบครัวควรมีพ่อแม่ลูก แต่เมื่อเด็กอยู่ในสถานการณ์แบบนี้คนที่จะดูแลต่อถือว่าสำคัญที่สุด ต้องทำทุกอย่างเพื่อให้เด็กไม่รู้สึกขาด อีกทั้งพยายามปลูกฝังความรักความผูกพัน ให้เขารู้สึกว่าเป็นพี่น้องกัน คอยช่วยเหลือเกื้อกูลกัน
ขณะที่ “เอ็ม” วรงค์ สมหวัง สมาชิกบ้านโสสะที่เติบใหญ่และร่ำเรียนจนจบปริญญาตรี ปัจจุบันทำงานเป็นผู้ช่วยเภสัชกร เล่าว่า ตอนเด็กๆ มีคำถามตลอดว่าทำไมต้องมาอยู่ที่นี่ เวลาพ่อแม่เด็กคนอื่นมาเยี่ยมลูกก็มักแอบร้องให้ รู้ัสึกเสียใจและเก็บกดมาตลอด แต่เมื่อโตขึ้นความคิดก็โตตาม พยายามทำความเข้าใจใหม่ว่าที่ถูกทอดทิ้งอาจเพราะพ่อแม่มีปัจจัยไม่พร้อม ต้องสู้และอยู่ได้เมื่อไม่มีพ่อแม่แล้ว ซึ่งบ้านโสสะช่วยเติมเต็มสิ่งที่ขาด ภาพพี่ๆ ที่เรียนจบรับปริญญาติดอยู่ข้างฝาบ้านเป็นแรงขับให้ก้าวต่อไป ตอนนี้ออกมาจากบ้านแล้วหากมีเวลาจะกลับไปเยี่ยมแม่และน้องๆ เสมอ
ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของ “พี่ชาย พี่สาว” ให้กับน้องๆ ในครอบครัวโสสะได้โดยการร่วมบริจาคเพื่อสนับสนุนให้ “น้องชาย น้องสาว” ได้เติบโตขึ้นในครอบครัวที่อบอุ่น หรือเข้าไปชมรายละเอียดได้ที่ www.sosthailand.org หรือ www.facebook.com/SOSthaila หรือโทร 0-2380-1177



