
ชีวิตต้องคำสาบ 'โรฮิงญา' (ตอน 1)
17 พ.ค. 2558
เรื่องเล่าข่าวดัง : ชีวิตต้องคำสาบ 'โรฮิงญา' (ตอน 1) : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม
เรือนกายที่ซูบผอม ใบหน้าอันซีดเซียว และดวงตาแห้งผาก บ่งบอกถึงอาการขาดสารอาหาร ปรากฏให้เห็นเด่นชัดในตัวของ "ดินโมฮัมหมัด" ชาวโรฮิงญาวัย 29 ปี ซึ่งตกเป็นเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ที่นำพาตัวเขาจากบ้านเกิดในรัฐยะไข่ ประเทศเมียนมาร์ เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ประเทศมาเลเซีย แต่ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เมื่อเขาและเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกหลายร้อยชีวิตกลับถูกขบวนการค้ามนุษย์นำไปกักกันไว้ที่ค่ายพักบนเขาแก้ว พื้นที่บ้านตาโล๊ะ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา
"ดินโมฮัมหมัด" ได้รับการช่วยเหลือตามหลักมนุษยธรรม หลังจากเขาและเพื่อนร่วมชะตากรรมอีกกว่า 100 ชีวิต หนีออกจากค่ายกักกันบนเขาแก้ว ใช้ชีวิตอยู่แบบหลบๆ ซ่อนๆ ในป่ารอยต่อ อ.รัตภูมิ และ อ.สะเดา จ.สงขลา อยู่นานหลายวัน ก่อนที่เจ้าหน้าที่ความมั่นคงของไทยจะไปพบและนำตัวชาวโรฮิงญากลุ่มนี้มาพักฟื้นที่ศาลาประชาคม อ.รัตภูมิ ตั้งแต่วันที่ 10 พฤษภาคม เป็นต้นมา
"ที่ยะไข่อยู่ไม่ได้ มีสงคราม บ้านถูกเผา ถูกทหารข่มขู่ ถูกทำร้ายทุบตี จะสู้ก็ไม่มีอาวุธ เลยตัดสินใจหนีไปตายเอาดาบหน้า คิดได้เช่นนี้ก็ขายที่ดินได้เงินมา 1 แสนบาท ก็เอาไปให้นายหน้าทั้งหมดเพื่อให้พาไปทำงานที่มาเลเซีย เขาก็บอกว่าจะรับผิดชอบจะดูแลอย่างดีแต่พอเอาเข้าจริงๆ มันไม่เป็นเช่นนั้น" เหยื่อค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา เล่าถึงสาเหตุที่ต้องเดินทางออกจากยะไข่
"ดินโมฮัมหมัด" ลำดับเหตุการณ์การเดินทางออกจากแผ่นดินเกิดเพื่อหวังไปใช้ชีวิตที่ดีกว่าในต่างประเทศว่า หลังจากจ่ายเงิน 1 แสนบาทให้นายหน้าซึ่งเป็นเพื่อนร่วมชาติแล้ว มีการนัดหมายให้ไปลงเรือประมงชายฝั่งซึ่งเป็นเรือขนาดเล็กข้ามไปยังน่านน้ำบังกลาเทศ เพื่อลงเรือขนาดใหญ่ ข้ามทะเลอันดามันเข้าสู่น่านน้ำประเทศไทย
"ในเรือใหญ่บรรทุกได้หลายร้อยคน มีการแยกที่นั่งระหว่างชายและหญิงไม่ให้อยู่ปะปนกัน ถูกจำกัดเรื่องอาหารและน้ำ โดยได้กินเพียงวันละ 1 มื้อ ซึ่งแต่ละมื้อถูกจำกัดปริมาณและเวลาในการกิน หากใครขออาหารหรือน้ำเพิ่มจะถูกทุบตี เรือลอยอยู่กลางทะเลนานหลายวันก็มาแวะที่เกาะร้าง ผมไม่รู้ว่ามันเป็นที่ไหน จับใจความได้จากการพูดคุยของคนคุมว่าระนอง" เหยื่อค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ให้ข้อมูล
แนวทางการสืบสวนพบว่า เกาะร้างที่หนุ่มวัย 29 ปี ชาวโรฮิงญารายนี้อ้างถึง น่าจะเป็นเกาะใดเกาะหนึ่งใน 4 เกาะร้างรอยต่อทางทะเลระหว่างไทย-เมียนมาร์ นั่นคือ เกาะคู้ เกาะม่วง เกาะเหล็ก และเกาะขวาง ซึ่งขบวนการค้ามนุษย์ใช้เป็นจุดพักเรือรอเวลานำเหยื่อขึ้นฝั่งเพื่อเดินทางต่อไปยังจุดหมายปลายทาง
ดินโมฮัมหมัด อ้างว่า เขาและเพื่อนร่วมชะตากรรมเดียวกันใช้ชีวิตอยู่บนเกาะร้างราว 1 สัปดาห์ ก่อนจะถูกสั่งให้ลงเรือแล้วเดินทางต่อทางทะเล ใช้ชีวิตอยู่บนเรือเห็นเพียงน้ำกับฟ้านานอีกหลายวัน กระทั่งได้ยินผู้คุมบนเรือคุยกันว่าถึงสตูลแล้ว หลังจากนั้นก็ถูกนำขึ้นฝั่งโดยมีเรือเล็กมาขนถ่าย
"ลงเรือเล็กไปขึ้นฝั่งผมไม่รู้หรอกว่าเป็นที่ไหน ต้องไปรออยู่ในป่าเป็นเวลานานรอจนค่ำจึงมีรถมารับแล้วไปจอดที่ตีนเขา หลังจากนั้นถูกบังคับให้เดินเท้าขึ้นไปบนเขา ซึ่งมีการสร้างเป็นที่พักไว้รออยู่แล้ว ความเป็นอยู่ไม่ต่างกับตอนอยู่ในเรือ ถูกจับขังรวมกันไว้ในโรงนอนเล็กๆ ซึ่งแออัดมาก ไม่มีโอกาสได้ไปไหน ใครส่งเสียงดังก็ถูกทุบตี" เหยื่อค้ามนุษย์ เล่าด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ
เขาบอกด้วยว่า ไม่คิดมาก่อนว่าในชีวิตจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่เลวร้ายเช่นนี้ เพราะก่อนจ่ายเงินให้นายหน้าได้รับคำมั่นสัญญาว่าจะดูแลอย่างดี แต่พอจ่ายเงินไปแล้วสิ่งที่พบเจอตรงกันข้ามราวฟ้ากับเหว ตลอดระยะเวลาเกือบ 2 เดือนที่จากรัฐยะไข่มา "ดินโมฮัมหมัด" บอกว่า ไม่มีวันใดเลยที่ไม่มีความทุกข์ การถูกทุบตีกลายเป็นเรื่องปกติของชีวิต
"หากย้อนเวลาได้ผมคงไม่มา ตลอดเวลาที่อยู่ในมือพวกเขาการถูกทุบตีเป็นเรื่องชินชา ทำได้อย่างเดียวคือร้องไห้ ร้องไห้ทั้งคืน เพราะมันไม่สามารถทำอย่างอื่นได้นอกจากนั้น ตอนอยู่บนเขาแค่พูดคุยกันก็ถูกผู้คุมแยกออกจากกลุ่มแล้วใช้หวายทุบตี ใครขออาหารขอน้ำดื่มเพิ่มก็ถูกตี พอเขาหนำใจแล้วก็เอากลับมาขังรวมไว้กับคนอื่น ซึ่งมีหลายคนที่เสียชีวิตไป" ชาวโรฮิงญา วัย 29 ปี บอก
หลังการพูดคุยกับชาวโรฮิงญารายนี้ ทีมข่าวอาชญากรรม ศูนย์ปฏิบัติการข่าวเนชั่น เดินทางขึ้นไปบนเขาแก้ว เพื่อสำรวจพื้นที่บริเวณค่ายที่ขบวนการค้ามนุษย์ใช้เป็นสถานที่กักกันชาวโรฮิงญา ตามที่เหยื่อรายนี้ให้ข้อมูล พบว่าค่ายกักกันแห่งนี้บางส่วนถูกรื้อถอนแล้ว แต่ยังมีโรงนอนที่สร้างด้วยไม้ไผ่ขนาดพื้นที่ประมาณ 3 ตารางเมตร มีผ้าใบคลุมกันแดดและฝน แยกพื้นที่ชาย-หญิง ถัดจากโรงนอนออกไปเพียงเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของห้องปฐมพยาบาล และโรงครัว และราวตากผ้าที่ยังมีเสื้อผ้าพาดอยู่ให้เห็น จากร่องรอยที่พบ เห็นได้ชัดว่าค่ายแห่งนี้ถูกทิ้งร้างมาราว 1 สัปดาห์
ห่างจากค่ายกักขังราว 100 เมตร พบหลุมฝังศพที่เจ้าหน้าที่เพิ่งขุดเอาศพที่คาดว่าเป็นชาวโรฮิงญาออกไปไม่นาน ตรงตามคำที่เหยื่อขบวนการค้ามนุษย์รายนี้บอกว่าในค่ายแห่งนี้มีการทำร้ายชาวโรฮิงญาจนเสียชีวิต เพราะเครือข่ายค้ามนุษย์ไม่ได้เงินค่าไถ่จากครอบครัวเหยื่อ
ขณะที่แนวทางการสืบสวนของหน่วยความมั่นคงของไทยพบว่า ค่ายพักบนเขาแก้วเป็นจุดพักสุดท้ายในประเทศไทยของเหยื่อค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ซึ่งทันทีที่ขบวนการค้ามนุษย์ได้เงินจากชาวโรฮิงญาตามเป้าแล้วก็จะมีการส่งตัวต่อให้แก่ผู้ที่ต้องการแรงงานในมาเลเซีย ส่วนมากจะถูกขายให้นายทุนนำไปใช้แรงงานในสวนยาง หรืองานที่ต้องใช้แรงงานต่างๆ ตามแต่ที่นายจ้างต้องการให้ทำ
ขณะที่ขบวนการค้ามนุษย์ จะได้รับผลประโยชน์จากการนำพาชาวโรฮิงญาออกจากรัฐยะไข่มากกว่า 1 แสนบาทต่อหัว โดยเริ่มแรกได้จากการเรียกเงินค่านำพาจากตัวชาวโรฮิงญาที่ต้องการเดินทางออกจากรัฐยะไข่เองราว 1 แสนบาทต่อคน หากรายใดทางบ้านมีฐานะดีระหว่างที่อยู่ในความควบคุมของเครือข่ายค้ามนุษย์จะถูกเรียกเงินค่าไถ่อีกหลักแสนบาทต่อคน และเมื่อถึงปลายทางแล้วชาวโรฮิงญาจะถูกขายให้แก่ผู้ที่ต้องการแรงงานอีกราว 2-3 หมื่นบาทต่อคน ตลอดเวลาเกือบ 10 ปี มีชาวโรฮิงญาตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์รูปแบบนี้แล้วหลายแสนคน
เครือข่ายค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา เป็นอย่างไร ใครเกี่ยวข้องบ้าง ติดตามต่อตอนหน้า
--------------------
(เรื่องเล่าข่าวดัง : ชีวิตต้องคำสาบ 'โรฮิงญา' (ตอน 1) : โดย...ทีมข่าวอาชญากรรม)



