ข่าว

จุดยืน 'ประยุทธ์' & 'ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ'

จุดยืน 'ประยุทธ์' & 'ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ'

17 พ.ค. 2558

คม วิเคราะห์ การเมืองรายสัปดาห์ : จุดยืน 'ประยุทธ์' & 'ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ' : โดย...โอภาส บุญล้อม

 
                   กระแสเรียกร้องให้ทำ “ประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญ แรงขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะกับการที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ขอให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
 
                   พร้อมกับเหตุผล 5 ข้อ 1.ทางทฤษฎี รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด จึงสมควรให้ประชาชนคนไทย ในฐานะเจ้าของอำนาจสูงสุด ให้ความเห็นชอบ 2.ทางรัฐศาสตร์-การเมือง การมีส่วนร่วมของพลเมืองเป็นเรื่องสำคัญ 3.รัฐธรรมนูญปี 2550 ผ่านประชามติ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงควรทำประชามติด้วย เพื่อความชอบธรรม 4.เป็นโอกาสที่จะอธิบายที่มาและหลักการสำคัญในร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเข้าใจ และ 5.การแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ กำหนดให้ทำประชามติหากเป็นการแก้ไขในหลักการพื้นฐานสำคัญ ดังนั้น หากจัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่เริ่มแรกจะเป็นการสอดคล้องกัน ซึ่งเมื่อฟังเหตุผลของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ต้องบอกว่าน่ารับฟังดี
 
                   ส่วนข้อดีอันหนึ่งที่เกิดขึ้นแน่ๆ กับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในการเสนอให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ก็คือ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องรับผิดชอบ ไม่ต้องถูกต่อว่าแต่เพียงผู้เดียวในร่างรัฐธรรมนูญที่ตนเองยกร่างขึ้นมา โดยสามารถอ้างได้ว่าได้ถามประชาชนแล้ว 
 
 
จุดยืน 'ประยุทธ์' & 'ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ'
 
 
                   สำหรับความต้องการให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ได้มีเพียงแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเท่านั้น !
 
                   ก่อนหน้านี้ก็มีการประชุมร่วมกันระหว่างวิป สปช. ประธานคณะกรรมาธิการ 18 คณะ และคณะกรรมาธิการกระบวนการอีก 5 คณะของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) โดยที่ประชุมเห็นด้วยกับการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยการออกเสียงประชามติดังกล่าวควรเป็นการลงประชามติทั้งฉบับ
 
                   ล่าสุด เวทีสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นของพรรคการเมืองต่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่จัดโดยคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ ปรากฏเช่นกันว่าพรรคการเมืองส่วนใหญ่ต่างก็เห็นควรให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
 
                   หรือนักการเมืองอย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ก็บอกว่า ยืนยันว่าวิธีที่ดีที่สุด คือ วางกรอบและกติกาการทำประชามติในร่างรัฐธรรมนูญ แต่ต้องวางกติกากันใหม่ว่า จะทำประชามติอย่างไรที่แม้ว่าจะไม่ผ่าน แต่ประเทศต้องเดินไปข้างหน้าไม่ถอยหลัง และไม่ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญที่พิจารณากันมาสูญเปล่า และสนับสนุนให้ทำประชามติโดยให้นำรัฐธรรมนูญปี 2550 มาเปรียบเทียบเป็นตัวตั้ง
 
                   นอกจากนี้ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่ต้องการให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
 
                   ทั้งหมดนี้ย่อมเป็นกระแสกดดันต่อ พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดเนื่องจากสวมหมวกถึง 2 ใบทั้ง นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. อย่างแน่นอน เพราะว่า การจะมี “ประชามติ” หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ พล.อ.ประยุทธ์ นั่นเอง
 
                   แล้วคิดว่า...พล.อ.ประยุทธ์ ต้องการให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ? ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ไม่เคยแสดงท่าทีที่ชัดเจนว่าจะให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ
 
                   แม้กระทั่งกรณีที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทำหนังสือเสนอให้มีการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ ก็บอกว่า ไม่มีความเห็น โดยขอนำเรื่องนี้หารือในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีก่อน เพราะหากแสดงความเห็นไปก่อน คนในคณะรัฐมนตรีก็จะไม่กล้าแสดงความเห็นเพราะเกรงใจ พล.อ.ประยุทธ์
 
                   หรือก่อนหน้านี้ที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไปพูดในงานวันเกษตรกร ก็ได้พูดขึ้นเองกลางงานถึงเรื่องทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญว่า "นักข่าวถามทุกวัน จนถึงวันนี้ผมรู้สึกรำคาญ และจะไม่ตอบอีกแล้ว”
 
                   แต่เชื่อเถอะว่า...ในใจ “พล.อ.ประยุทธ์” คงไม่อยากให้ทำ “ประชามติ” เนื่องจากด้วย พล.อ.ประยุทธ์ ที่เป็นทหาร ย่อมไม่ชอบอะไรที่เป็นเรื่องจุกจิก หยุมหยิม หรือสร้างความรำคาญใจ
 
                   ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ ตัดสินใจให้ทำ "ประชามติ” ก็จะมีคำถามตามมาอีกมากมาย เช่น จะใช้เวลานานเท่าไหร่ในการทำประชามติ เมื่อไหร่จะได้เลือกตั้งกัน จะทำประชามติในรูปแบบไหน ถามเพียงแค่ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญก็พอ หรือว่าต้องถามเป็นประเด็น เป็นมาตราด้วย รวมทั้งหากทำประชามติแล้วไม่ผ่านจะทำอย่างไรต่อ
 
                   คำถามเหล่านี้ ต้องย้อนกลับมาที่ “พล.อ. ประยุทธ์” อย่างแน่นอน
 
                   อีกทั้งถ้ามองในแง่ของ “ความมั่นคง” การทำ “ประชามติ” ร่างรัฐธรรมนูญ ต้องให้ทุกภาคส่วนแสดงความคิดเห็น ซึ่งก็ต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์ และมีการขัดแย้งกันบ้าง มีการตั้งเวทีหรือขอใช้สื่อของรัฐในการประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญให้ประชาชนเข้าใจ อาจก่อให้เกิดแรงกระเพื่อมและกระทบต่อคำสั่งของคสช.และเสถียรภาพของรัฐบาล
 
                   นอกจากนี้ี่ การทำประชามติ ยังส่งผลให้การเลือกตั้งล่าช้าออกไป ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อโรดแม็พในการปฏิรูปประเทศที่มีการวางไว้ และยังมีเรื่องที่ต้องใช้งบประมาณในการทำประชามติถึง 3,000 ล้านบาทอีกด้วย ซึ่งก่อนหน้านี้ พล.อ.ประยุทธ์ เคยบ่นถึงเรื่องใช้เงินดังกล่าว...เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่น่าปวดหัวสำหรับ พล.อ.ประยุทธ์ ทั้งสิ้น
 
                   แล้ว...หากจะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ ต้องทำอย่างไรบ้าง 
 
                   ก็ต้องทำการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2557 ที่ใช้บังคับอยู่เพราะไม่ได้มีเรื่องการทำประชามติรัฐธรรมนูญ โดยอาศัยมาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ที่ให้อำนาจ ครม.และ คสช. มีมติร่วมกันให้แก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญชั่วคราวได้ โดยจัดทำเป็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม เพื่อเปิดช่องให้มีการทำประชามติได้ แล้วเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เพื่อให้ความเห็นชอบ แต่ต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวให้เสร็จสิ้นก่อนวันที่ 6 สิงหาคมนี้ ซึ่งเป็นวันที่ สปช.จะพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่
 
                   นอกจากนี้ ในตัวร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม จะเขียนแค่ว่าให้ทำ “ประชามติ” ไม่ได้ ต้องเขียนแก้ไขกำหนดเวลาเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญที่มีการเขียนล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวทั้งหมดเพื่อให้สามารถทำประชามติได้ เพราะหากมีการทำประชามติก็คงจะเกิดขึ้นในราวเดือนธันวาคมปลายปีนี้ หรือไม่ก็มกราคมปีหน้า ซึ่งเกินกรอบเวลาที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว จึงต้องรื้อกำหนดวันเวลาใหม่ และต้องระบุด้วยว่าให้ใครเป็นผู้ดำเนินการทำประชามติ
 
                   ที่สำคัญ ในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ต้องระบุด้วยว่า หากทำประชามติผ่านหรือไม่ผ่าน จะต้องดำเนินการอย่างไรต่อ โดยเฉพาะกรณีที่ทำประชาติแล้วไม่ผ่าน จะทำอย่างไร เช่น อาจเขียนว่าให้กลับไปตั้งสภาปฏิรูปแห่งชาติ และกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาใหม่ หรือตั้งสภาร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมา หรือนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ เช่น รัฐธรรมนูญปี 2540 หรือรัฐธรรมนูญปี 2550 หรือนำเอารัฐธรรมนูญเก่ามาปรับปรุงแก้ไขแล้วประกาศใช้ หรือตั้งคนกลางขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 1-2 เดือน
 
                   ส่วนคำถามในการทำประชามติ ก็จะถามว่า เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หรืออาจจะมีการถามเพิ่มเข้าไปด้วยในประเด็นหรือมาตราสำคัญว่า เห็นชอบด้วยหรือไม่ หรือจะทำประชามติเฉพาะประเด็นรายมาตราที่มีปัญหา ไม่ต้องทำทั้งฉบับ
 
                   สำหรับระยะเวลาในการทำประชามติ จะใช้เวลามากน้อยแค่ไหน หากนำ พ.ร.บ.ว่าด้วยการออกเสียงประชามติมาใช้ ก็จะใช้เวลาไม่น้อยกว่า 90 วัน แต่ต้องไม่เกิน 120 วัน หรืออาจเขียนในร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ระบุว่าให้มีการทำประชามติภายในกี่วันก็ได้
 
                   เมื่อพิจารณาเสียง “ประชามติ” ที่ถือว่า ผ่านหรือได้รับความเห็นชอบนั้น ต้องมีผู้มาออกเสียงเกินครึ่งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ปัจจุบันผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีจำนวน 47 ล้านคน และยังต้องมีจำนวนเสียงเกินกว่าครึ่งหนึ่งของผู้มาออกเสียง
 
                   ต้องจับตา...การประชุมร่วมระหว่าง ครม. และ คสช. ในวันที่ 19 พฤษภาคมนี้ ซึ่งจะมีการนำประเด็นเรื่องที่มีการขอให้ทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญมาหารือกัน
 
                   แล้ว..ความชัดเจนของรัฐบาล และ คสช.จะค่อยปรากฏขึ้น !
 
 
 
 
 
--------------------
 
(คม วิเคราะห์ การเมืองรายสัปดาห์ : จุดยืน 'ประยุทธ์' & 'ประชามติร่างรัฐธรรมนูญ' : โดย...โอภาส บุญล้อม)