
'ในหลวง'พระราชทานโกศหลวงพ่อคูณ
16 พ.ค. 2558
'ในหลวง' พระราชทานโกศ-น้ำหลวงสรงศพ 'หลวงพ่อคูณ' หลังละสังขารด้วยวัย 91 ปี เหตุระบบร่างกายล้มเหลว สั่งบำเพ็ญกุศล 7 วันเรียบง่าย ลอยอังคารแม่น้ำโขง ศิษย์ร่วมอาลัย
16 พ.ค. 58 เมื่อเวลา 12.30 น. นพ.สมอาจ ตั้งเจริญ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา และ นพ.พินิศจัย นาคพันธุ์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญโรคหัวใจและหลอดเลือด โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา พร้อมคณะแพทย์ผู้รักษาอาการอาพาธพระเทพวิทยาคม (หลวงพ่อคูณ ปริสุทโธ) เจ้าอาวาสวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ร่วมกันแถลงข่าวว่า หลวงพ่อคูณมรณภาพลงอย่างสงบแล้ว เมื่อเวลา 11.45 น. วันที่ 16 พฤษภาคม หลังจากถูกส่งตัวจากวัดบ้านไร่ อ.ด่านขุนทด มาเข้ารับการรักษาอาการอาพาธฉุกเฉินจากภาวะหัวใจหยุดเต้นเป็นเวลา 11 นาที เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม
นพ.สมอาจ กล่าวว่า หลังจากอาการอาพาธของหลวงพ่อคูณทรุดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุจากภาวะหัวใจหยุดเต้นตั้งแต่เช้าวันที่ 15 พฤษภาคม ทำให้มีผลกระทบต่ออวัยวะสำคัญของร่างกาย จนระบบการทำงานหลายอย่างล้มเหลว ซึ่งคณะแพทย์โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมาและโรงพยาบาลศิริราชได้รักษาอย่างเต็มที่ แต่ไม่สามารถยื้อชีวิตได้ และท่านได้ละสังขารเมื่อเวลา 11.45 น. ณ ห้องอายุรกรรมผู้ป่วยหนัก โรงพยาบาลมหาราช นครราชสีมา สิริรวมอายุ 91 ปี พรรษา 71
ศิษย์สุดเศร้าร้องไห้ระงม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังทราบข่าวว่าหลวงพ่อคูณละสังขาร บรรดาศิษยานุศิษย์ที่เฝ้าติดตามอาการอยู่ทั้งที่ห้องแถลงข่าว และบริเวณทั่วไปภายในโรงพยาบาล ต่างพากันร่ำไห้ด้วยความโศกเศร้า อาลัย โดยที่บริเวณหน้าหอผู้ป่วยหนักอายุรกรรม บรรดาลูกศิษย์พากันไปรอกราบศพ ก่อนจะเคลื่อนย้ายไปประกอบพิธีทางศาสนา แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ผู้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้าไปในห้องผู้ป่วย ดังนั้น เมื่อเห็นลูกศิษย์ถือผ้าไตรจีวรเดินผ่านมาทุกคนต่างก้มลงกราบ ส่วนกรรมการวัดบ้านไร่ได้ประชุมเกี่ยวกับการจัดพิธีบำเพ็ญกุศล โดยมีนายบุญยืน คำหงษ์ รองผู้ว่าฯ นครราชสีมา เป็นประธาน
นางมาลี ปานหมื่นไวย ญาติธรรมจาก ต.หมื่นไวย อ.เมือง จ.นครราชสีมา กล่าวว่า นับเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการสงฆ์ ตนและครอบครัวเคารพศรัทธาหลวงพ่อคูณ เนื่องจากเป็นพระผู้ให้มาตลอดชั่วชีวิต ใครทำบุญเท่าไรท่านจะไม่รับไว้หมด จะต้องเหลือคืนทุกครั้ง เงินทุกบาทที่ได้รับจากการบริจาคก็นำไปสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม แม้จะหมดลมหายใจยังมอบร่างให้เป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์อีก
หัวใจหยุดเต้นตี 5 แพทย์ยังยื้อไว้ได้
ก่อนหน้าหลวงพ่อคูณมรณภาพ โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โดย นพ.สมอาจ ได้แถลงความคืบหน้าการรักษาฉบับที่ 3 เมื่อเวลา 10.00 น. ระบุว่า หลวงพ่อคูณมีสัญญาณชีพไม่คงที่ ต้องใช้ยากระตุ้นหัวใจและเครื่องช่วยหายใจ พบภาวะแทรกซ้อนเพิ่มขึ้นจากการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ทำให้เลือดออกในทรวงอกและทางเดินอาหารจำนวนมาก ส่งผลให้การทำงานของหัวใจล้มเหลวเป็นครั้งที่ 4 เมื่อเวลาประมาณ 05.10 น. วันที่ 16 พฤษภาคม ซึ่งคณะแพทย์ได้ช่วยฟื้นคืนชีพเป็นผลสำเร็จ ส่วนภาวะไตไม่ทำงาน ไม่มีปัสสาวะออก ได้รักษาโดยฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียมและรักษาประคับประคอง โดยให้ยาเพิ่มขึ้นคือการแข็งตัวของเลือด ซึ่งเป็นยาแรงสูงสุด เนื่องจากการแข็งตัวในเลือดจะทำให้เลือดออกได้ในทุกส่วนของร่างกาย
แพทย์ชี้หลวงพ่อคูณจากไปตั้งแต่ที่วัดแล้ว
นพ.พินิศจัย นาคพันธุ์ แพทย์ประจำตัวหลวงพ่อคูณ กล่าวว่า หลวงพ่อจากไปตั้งแต่อยู่ที่วัดบ้านไร่แล้ว ตั้งแต่มีภาวะหยุดหายใจไปนาน 11 นาที แม้จะช่วยปั๊มชีพจรกลับคืนมาได้ 2 รอบ แต่อวัยวะทุกอย่างไม่มีการตอบสนองใดๆ แล้ว ระบบการทำงานทุกอย่างในร่างกายล้มเหลว เมื่อสมองขาดออกซิเจนเกิน 10 นาที ก็ทำให้ทุกอย่างหยุดทำงานทั้งหมด แต่แพทย์ก็พยายามยื้อชีวิตหลวงพ่อให้นานที่สุด ทั้งกระตุ้นหัวใจ ฟื้นฟูระบบการทำงาน แต่สุดท้ายก็ต้องยอมรับสภาพ ถือว่าหลวงพ่อจากไปอย่างสงบ
ศิษย์เฝ้าอาการด้วยใจกังวล
ตั้งแต่หลวงพ่อคูณอาการทรุดหนักและถูกส่งตัวมารักษาที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บรรดาญาติโยมและศิษยานุศิษย์ต่างพากันมาเฝ้าติดตามอาการกันอย่างใกล้ชิด และยิ่งเมื่อมีข่าวว่าอาการอาพาธของหลวงพ่อคูณทรุดหนักมากขึ้น ศิษยานุศิษย์จากทั่วสารทิศยิ่งหลั่งไหลเดินทางมาเยี่ยมกันอย่างเนืองแน่น ซึ่งทางโรงพยาบาลสามารถอำนวยความสะดวกได้เพียงจัดสมุดลงนามเยี่ยมไว้ให้ตามจุดต่างๆ เพราะหลวงพ่อคูณนอนรักษาอาการอยู่ในห้องไอซียู โดยไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าเยี่ยม
น้องสาวสุดทำใจหลวงพ่อคูณอาพาธหนัก
แม้แต่นางคำมั่น วงศ์กาญจนรัตน์ อายุ 89 ปี น้องสาวคนที่ 2 ของหลวงพ่อคูณ ที่เดินทางมาพร้อมกับลูกหลาน จากบ้านบัวชุม ต.บัวชุม อ.ชัยบาดาล จ.ลพบุรี และได้แค่เฝ้าอยู่หน้าห้องไอซียูด้วยใจกังวล น้ำตาอาบแก้มตลอดเวลา เมื่อมีผู้เข้าไปพูดคุยด้วยนางคำมั่นจะยิ่งร้องไห้ และกล่าวเสียงปนสะอื้นว่า ทำใจไม่ได้ที่เห็นหลวงพ่อคูณเป็นอย่างนี้
หลวงพ่อคูณเตือนสติเสมอ
นางคำมั่น กล่าวว่า เมื่อทราบข่าวก็ให้ลูกหลานพาเดินทางมา ยังไม่ได้พบหลวงพ่อคูณ ทราบเพียงอาการจากลูกศิษย์ที่บอกเล่าให้ฟัง อาพาธหนักมากกว่าทุกครั้ง ตนและพี่ชายมีความผูกพันกัน ถูกเลี้ยงดูด้วยกันมาตั้งแต่เยาว์วัย หลวงพ่อพูดเน้นย้ำเป็นประจำ เตือนสติอยู่เสมอ ชีวิตมนุษย์เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ดอก คนเราไม่มีทางรู้วันตายอย่างแน่นอน สังขารย่อมร่วงโรยตามกาลเวลา
ชาวบ้านขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยหลวงพ่อคูณ
บรรยากาศในเขตเมืองนครราชสีมาก่อนหน้าหลวงพ่อคูณละสังขาร ประชาชนส่วนหนึ่งได้ส่งข้อความทางโลกโซเชียลให้กำลังใจ ขอให้หลวงพ่อคูณหายจากอาการอาพาธ นอกจากนี้ตามศาสนสถาน และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เช่น อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี (ย่าโม) วัดศาลาลอย สถานที่เก็บอัฐิย่าโม และศาลเจ้าจีน พบว่าประชาชนพากันไปราบไหว้สักการะขอให้หลวงพ่อคูณหายจากอาการอาพาธโดยเร็วด้วย
เปิดพินัยกรรมมอบศพให้ ม.ขอนแก่น
หลวงพ่อคูณทำพินัยกรรมไว้เมื่อปี 2543 โดยมีพยานรับรอง 4 คน ได้แก่ รศ.สุขชาติ เกิดผล รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นายประทีป วงษ์กาญจนรัตน์ นายธวัช เรืองหร่าย ไวยาวัจกรวัดบ้านไร่ และนายเนาวรัตน์ สังการกำแหง นิติกร 8 (ชำนาญการ) มหาวิทยาลัยขอนแก่น
เนื้อหาสำคัญในพินัยกรรมฉบับนี้ ระบุว่า อาตมา หลวงพ่อคูณ อายุ 77 ปี ถิ่นพำนักวัดบ้านไร่ ต.กุดพิมาน อ.ด่านขุนทด จ.นครราชสีมา ลงวันที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2543 ขอทำพินัยกรรมกำหนดการเผื่อถึงการมรณภาพ เกี่ยวกับเรื่องการจัดงานศพของอาตมา โดยภายหลังมรณภาพให้มอบศพให้แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่นภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อนำไปมอบให้กับภาควิชากายวิภาคศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ศึกษาค้นคว้าตามวัตถุประสงค์ของภาคต่อไป ส่วนพิธีกรรมศาสนา การสวดอภิธรรมศพ ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ทำพิธีสวด พระอภิธรรมศพ ที่คณะแพทยศาสตร์ 7 วัน
จัดงานศพเรียบง่าย-ลอยอังคารแม่น้ำโขง
พินัยกรรมระบุด้วยว่า สำหรับการจัดทำพิธีบำเพ็ญกุศล เมื่อสิ้นสุดการศึกษาค้นคว้าของคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ให้จัดงานแบบเรียบง่าย ละเว้นการพิธีสมโภชใดๆ และห้ามขอพระราชทานเพลิงศพ โกศ และพระราชพิธีอื่นๆ เป็นกรณีพิเศษเป็นการเฉพาะ โดยให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น กระทำพิธีเช่นเดียวกับการจัดพิธีศพของอาจารย์ใหญ่นักศึกษาแพทย์ประจำปีร่วมกับอาจารย์ใหญ่ท่านอื่น แล้วเผา ณ ฌาปนสถานวัดหนองแวง พระอารามหลวง ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น หรือวัดอื่น และเมื่อดำเนินการเสร็จสิ้นแล้ว อัฐิ เถ้าถ่าน และเศษอังคารทั้งหมด ให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น นำไปลอยที่แม่น้ำโขง จ.หนองคาย ตามที่เห็นสมควรและเหมาะสม
ศิษย์ไม่ยื้อยอมมอบสังขารให้ ม.ขอนแก่น
ต่อมาเมื่อเวลา 16.00 น. ที่ประชุมร่วมระหว่าง นายธงชัย ลืออดุลย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา รศ.นพ.ชาญชัย พานทองวิริยะกุล คณบดีคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น และคณะกรรมการวัดบ้านไร่ ได้ข้อสรุปเรื่องการจัดการกับสรีระสังขารและการจัดงานศพหลวงพ่อคูณแล้วว่า จะทำตามเจตนารมณ์ในพินัยกรรมที่หลวงพ่อคูณระบุไว้ โดยจะมอบสรีระสังขารให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ภายใน 24 ชั่วโมง แต่วันนี้ (16 พ.ค.) ผู้ว่าราชการจังหวัดนครราชสีมา และคณะกรรมการวัดบ้านไร่ ได้ขอให้ตั้งศพหลวงพ่อไว้ที่โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา เพื่อให้ศิษยานุศิษย์และผู้ที่เคารพศรัทธาได้มาสรงน้ำศพ และกราบไหว้เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนมอบสังขารให้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ในเวลา 19.30 น.
นายธงชัย กล่าวว่า การจัดพิธีบำเพ็ญกุศลศพหลวงพ่อคูณ มติต้องเป็นไปตามพินัยกรรม ซึ่งได้เผยแพร่ต่อสาธารณชนรับทราบโดยทั่วกันมาก่อนหน้านี้ หลังสิ้นลมอย่างสงบ ภายใน 24 ชั่วโมง ท่านระบุว่าต้องการมอบร่างให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น เพื่อเป็นวิทยาทานแก่นักศึกษาแพทย์ ดังนั้นต่อจากนี้จะเคลื่อนศพไปไว้ที่ห้องประชุมหลวงพ่อพุธ ฐานิโย ชั้น 9 อาคารเฉลิมพระเกียรติ เพื่อเปิดโอกาสให้ลูกศิษย์ได้สรงน้ำศพ ซึ่งเป็นการจัดแบบเรียบง่าย จากนั้นก็จะเคลื่อนย้ายนำส่งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
ตั้งสวด 7 วัน-เก็บร่างให้ นศ.แพทย์ศึกษา 2 ปี
รศ.นพ.ชาญชัย กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จะนำร่างหลวงพ่อคูณไปตั้งสวดอภิธรรมที่อาคาร 25 ปี มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นเวลา 7 วัน ตามเจตนารมณ์ของหลวงพ่อ หลังจากนั้นจะนำสรีระสังขารเข้าสู่กระบวนการดองเพื่อเป็นอาจารย์ใหญ่ ให้นักศึกษาคณะแพทยศาสตร์ได้ศึกษา เป็นระยะเวลา 2 ปี เมื่อครบ 2 ปีแล้ว ก็จะดำเนินการฌาปนกิจศพ และนำอัฐิไปลอยในแม่น้ำโขง ที่ จ.หนองคาย ต่อไป ส่วนการฌาปนกิจศพจะจัดขึ้นที่วัดใน จ.ขอนแก่น หรือวัดบ้านไร่นั้น ต้องมาร่วมประชุมหารือกันอีกครั้ง
ม.ขอนแก่นเตรียมสถานที่พร้อม
เย็นวันเดียวกัน ที่อาคาร 25 ปี มหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งอยู่ด้านหลังโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ศิษยานุศิษย์ เจ้าหน้าที่คณะแพทยศาสตร์ ได้ช่วยกันทำความสะอาดสถานที่เพื่อจัดเตรียมไว้สำหรับวางสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ
รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า มหาวิทยาลัยขอนแก่นได้จัดเตรียมสถานที่ศูนย์ประชุมอเนกประสงค์กาญจนาภิเษก มหาวิทยาลัยขอนแก่น เป็นสถานที่รับสรีระสังขารหลวงพ่อคูณ โดยจะนำมาไว้ที่อาคาร 25 ปี เป็นการชั่วคราว จากนั้นจะเคลื่อนไปยังศูนย์ประชุมอเนกประสงค์ กาญจนาภิเษก ในวันที่ 17 พฤษภาคม เพื่อสวดพระอภิธรรมตั้งแต่วันที่ 17-23 พฤษภาคม เป็นเวลา 7 วัน ขณะนี้เริ่มจัดเตรียมสถานที่ไว้สำหรับผู้จะมางานศพพร้อมกับที่จอดรถประมาณ 1,000 คัน ไว้พร้อมแล้ว
ด้าน รศ.พิพัฒน์พงษ์ แคนลา รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ได้ช่วยกันจัดเตรียมสถานที่เพื่อรับสรีระสังขารของหลวงพ่อคูณตามที่ระบุในพินัยกรรม โดยจะใช้รูปแบบเดียวกับงานพิธีศพหลวงปู่ศรี มหาวีโร เจ้าอาวาสวัดประชาคมวนาราม จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งจะจัดเป็นการวางสรีระสูงประมาณ 1 เมตร สมเกียรติของหลวงพ่อคูณ
พระราชทานโกศโถบรรจุศพ
นายพนม ศรศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวว่า ขณะนี้ทางสำนักเลขาธิการมหาเถรสมาคม (มส.) ได้ประสานไปยังสำนักพระราชวังเกี่ยวกับการมรณภาพของหลวงพ่อคูณ ซึ่งทางสำนักพระราชวังรับทราบแล้ว ในการนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานโกศโถบรรจุศพพร้อมฉัตรเบญจา เป็นกรณีพิเศษ และพระราชทานน้ำหลวงสรงศพในวันที่ 17 พฤษภาคม เวลา 16.00 น. ณ วัดบ้านไร่ ซึ่งแต่เดิมตามลำดับสมณศักดิ์พระราชาคณะชั้นเทพนั้น จะได้รับพระราชทานหีบทองบรรจุศพ
นายพนม กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ พศ.ยังรายงานให้ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กำกับดูแล พศ.ได้รับทราบแล้ว เนื่องจากหลวงพ่อคูณเป็นพระเถระชั้นผู้ใหญ่ที่พุทธศาสนิกชนให้ความเคารพศรัทธาเป็นอย่างมาก พร้อมสั่งการให้สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัด (พศจ.) นครราชสีมา ประสานอำนวยความสะดวกการจัดงานศพอย่างเหมาะสมตามประสงค์ของหลวงพ่อคูณต่อไป
ด้าน นายสมเกียรติ ธงศรี ผอ.สำนักเลขาธิการ มส. กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่า หลวงพ่อคูณได้บริจาคร่างกายให้แก่มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมีการกำหนดแนวทางการจัดงานศพไว้ ดังนั้นกรรมการวัดและศิษยานุศิษย์กำลังดำเนินการหารือกับทางโรงพยาบาลขอนแก่นว่าจะดำเนินการเช่นไรอีกครั้ง



