
พลังหญิงเพื่อสันติภาพในแดนโสม
17 พ.ค. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : พลังหญิงเพื่อสันติภาพในแดนโสม : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
อีกครั้งหนึ่งที่กลุ่มพลังหญิงเพื่อสันติภาพได้เคลื่อนไหวเพื่อกดดันให้มีการเจรจาเพื่อสันติภาพในพื้นที่ที่ยังคงมีความขัดแย้งรุนแรง โดยเป้าหมายในครั้งนี้ก็คือการเดินเพื่อสันติภาพและความปรองดองในคาบสมุทรเกาหลี อันจะเป็นก้าวเล็กๆ ก้าวแรกก่อนจะนำไปสู่ก้าวย่างแห่งความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ นั่นก็คือการผนึกรวมสองเกาหลีกลับไปเป็นหน่อเนื้อเดียวกันดังเดิม
โดยนักกิจกรรมหญิงเพื่อสันติภาพราว 30 คนได้วางแผนจะเดินข้ามเขตปลอดทหารที่แบ่งโสมขาวและโสมแดงออกจากกันในวันที่ 24 พฤษภาคมนี้ เพื่อสนับสนุนโครงการสร้างความปรองดองและผนึกรวม 2 ประเทศเข้าด้วยกัน ในจำนวนนี้รวมไปถึงเจ้าของรางวัลสันติภาพหญิง 2 คน และนักเขียนเพื่อสิทธิสตรีชาวอเมริกันอีก 1 คน ทุกคนวางแผนจะเดินทางไปกรุงเปียงยางในวันอังคารนี้ และใช้เวลาหลายวันพูดคุยกับกลุ่มผู้หญิงโสมแดง ตลอดจนจัดประชุมผู้หญิงระหว่างประเทศขึ้นนอกเหนือจากเยี่ยมชมสถานที่ต่างๆ
พอถึงวันที่ 24 พฤษภาคม พวกเธอก็จะเดินทางไปยังหมู่บ้านปันมุนจอม อันเป็นสถานที่ที่มีการลงนามในข้อตกลงหยุดยิงเมื่อปี 2496 แล้วเริ่มต้นเดินสันติภาพผ่านเขตปลอดทหาร ก่อนจะข้ามแดนยังไปยังส่วนที่เป็นของเกาหลีใต้ คิดเป็นระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรเศษ ทั้งนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจจากประชาคมโลกให้ตระหนักถึงปัญหาความขัดแย้งที่คาบสมุทรเกาหลีซึ่งยังอึมครึมเดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย หลังจากนั้น พวกเธอก็จะไปร่วมงานสันติภาพและร่วมการประชุมระหว่างประเทศกับกลุ่มเพื่อนหญิงโสมขาวซึ่งกระตือรือร้นที่จะร่วมประชุมเพื่อให้งานนี้สำเร็จลุล่วงให้ได้ตามเป้าหมาย
สำหรับเจ้าของรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพหญิง 2 คนที่เข้าร่วมการเดินเพื่อสันติภาพที่คาบสมุทรเกาหลี ได้แก่ ไมรีด คอร์ริแกน แมคไควร์ แห่งไอร์แลนด์เหนือ จากผลงานที่สนับสนุนการใช้แนวทางสันติภาพปราศจากความรุนแรงเพื่อยุติปัญหาชาติพันธุ์ ศาสนา และการเมืองในแดนเดือดไอร์แลนด์เหนือ และเลย์มาห์ จีโบวี แห่งไลบีเรีย ผู้ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพเมื่อปี 2554 จากขบวนการเคลื่อนไหวของผู้หญิงเพื่อสันติภาพ จนสามารถช่วยยุติสงครามกลางเมืองในไลบีเรีย และทำให้เพื่อนสนิทคนสำคัญคนหนึ่งคือ เอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ ได้เป็นประธานาธิบดีคนปัจจุบันของไลบีเรียและยังเป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกและคนเดียวของทวีปแอฟริกา
นักเคลื่อนไหวหญิงชื่อดังอีกคนหนึ่งที่เข้าร่วมการเดินเพื่อสันติภาพในแดนโสมครั้งนี้ก็คือกลอเรีย สไตน์เนม นักเขียนด้านสิทธิสตรีและนักเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสตรีชาวอเมริกันที่เผยว่าเธอเข้าร่วมโครงการนี้ในฐานะที่เป็นพลเมืองชาวอเมริกัน ประเทศที่มีบทบาทสำคัญโดยตรงในสงครามเกาหลีและเฉือนประเทศนี้ออกเป็น 2 ส่วน
"มือเล็กๆ หลายร้อยคู่ต่างช่วยกันทำเท่าที่ทำได้ เพราะต่างหวังจะร่วมกันสร้างอนาคตใหม่ของเกาหลีที่ผิดแผกแตกต่างไปจากปัจจุบัน ไม่ต้องก้มหน้าดูแต่รั้วลวดหนาม หากแต่สามารถแหงนหน้าดูท้องฟ้าอันสดใสสวยงาม" คริสติน อันห์ หนึ่งในผู้ร่วมจัดงานให้ความเห็น
เป็นเรื่องแปลกไม่ใช่น้อย ขณะที่รัฐบาลเปียงยาง ซึ่งถูกตราหน้าว่าเป็นรัฐบาลเบ็ดเสร็จนิยมสนับสนุนโครงการเดินเพื่อสันติภาพนี้ แต่รัฐบาลเกาหลีใต้นำโดยประธานาธิบดีหญิงปัก กึน เฮ กลับยังคงสงวนท่าทีและปิดปากเงียบไม่ให้คำตอบแต่อย่างใดว่าจะสนับสนุนหรือคัดค้านการเดินเพื่อสันติภาพครั้งสำคัญ
"เราได้ทำทุกอย่างตามที่รัฐบาลเรียกร้องแล้ว แต่เราก็ไม่เข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงยื้อเรื่องไว้ เราไม่ต้องการมีปัญหาใดๆ กับรัฐบาลกรุงโซล" อันห์ให้ความเห็นก่อนจะเสริมว่าเป็นเรื่องผิดคาดมาก กลับตาลปัตรกับเกาหลีเหนือที่ให้ความร่วมมืออย่างดียิ่งเกินความคาดหมาย แต่เกาหลีใต้กลับไม่ยินดียินร้ายใดๆ
ด้านโฆษกของกองกำลังรักษาสันติภาพสหประชาชาติที่เขตปลอดทหารกล่าวว่าอยากให้เกาหลีเหนือกับใต้ได้พบกัน ในส่วนของตัวเองนั้นก็พร้อมจะให้ความร่วมมือเต็มที่กับรัฐบาลโสมขาวทันทีที่ได้รับหนังสืออนุญาตให้ข้ามแดนได้
โครงการเดินเพื่อสันติภาพที่คาบสมุทรเกาหลีของกลุ่มพลังหญิงเพื่อสันติภาพ ถือเป็นอีกโครงการหนึ่งที่ตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของผู้หญิงที่จะเข้าไปช่วยคลี่คลายปัญหาขัดแย้งในประเทศด้วยสันติวิธี ปราศจากความรุนแรงใดๆ ดังที่เคยมีการเคลื่อนไหวตามพื้นที่ขัดแย้งมากมายหลายแห่งทั่วทุกมุมโลกมาแล้ว อาทิ การต่อสู้ของผู้หญิงเพื่อสันติภาพ (ดับเบิลยูเอสพี) หรือเรียกกันสั้นๆ ว่ากลุ่มผู้หญิงเพื่อสันติภาพ อันเป็นขบวนการของนักเคลื่อนไหวเพื่อสันติภาพในสหรัฐในช่วงสงครามเย็น เป็นแกนนำนำผู้หญิงราว 5 หมื่นคนเดินขบวนตามเมืองต่างๆ 60 เมืองในสหรัฐเพื่อต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์ นับเป็นการเดินขบวนครั้งใหญ่สุดของกลุ่มพลังหญิงในช่วงศตวรรษที่ 20 หรือกลุ่มพันธมิตรหญิงเพื่อสันติภาพ อันเป็นกลุ่มนักต่อสู้เพื่อสิทธิสตรีเพื่อคัดค้านการยึดครองปาเลสไตน์และเพื่อเรียกร้องสันติภาพ กลุ่มนี้ตั้งขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2543 หลังเกิดการลุกฮือครั้งใหญ่ครั้งที่ 2 ของชาวปาเลสไตน์ในเขตยึดครองของอิสราเอล ปัจจุบันกลุ่มนี้เป็นกระบอกเสียงสำคัญของขบวนการสันติภาพอิสราเอล เป็นแกนนำในการดึงผู้หญิงทุกกลุ่มทุกสถานที่มารวมตัวกัน โดยมีเป้าหมายจะยุติการยึดครองปาเลสไตน์และสร้างสังคมที่เป็นธรรมมากขึ้น
แต่กลุ่มพลังหญิงเพื่อสันติภาพที่รู้จักกันไปทั่วก็คือกลุ่มเครือข่ายผู้หญิงเพื่อสร้างสันติภาพในไลบีเรีย ซึ่งได้ต่อกรกับรัฐบาลเผด็จการกระหายเลือดของประธานาธิบดีชาร์ล เทย์เลอร์ นอกเหนือจากต่อสู้เพื่อเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงต่อผู้หญิงในช่วงสงครามกลางเมืองเมื่อปี 2546 จนนำไปสู่การสิ้นสุดสงครามและการเลือกตั้งประธานาธิบดีที่เอลเลน จอห์นสัน เซอร์ลีฟ พันธมิตรคนสำคัญชนะเลือกตั้งอย่างใสสะอาด
สไตน์เนมให้ความเห็นที่เข้าร่วมการเดินเพื่อสันติภาพว่าเธอเชื่อมั่นว่าความขัดแย้งของสองเกาหลีสามารถยุติได้โดยเร็วและปราศจากความรุนแรงใดๆ โดยประเมินจากประสบการณ์ที่เธอเคยเห็นมาก่อนในช่วงการเปลี่ยนผ่านในหลายๆ ประเทศซึ่งเป็นไปด้วยดีโดยไม่เกิดความรุนแรงใดๆ ดังที่มีการโฆษณาชวนเชื่อกันก่อนหน้า
"เคยมีคนพูดกันว่าสหภาพโซเวียตไม่มีทางเปลี่ยนแปลงโดยปราศจากการนองเลือด แต่โซเวียตก็เปลี่ยนไปแล้วโดยไม่มีเหตุร้ายใดๆ มีคนพูดกันว่าลัทธิการเหยียดผิวไม่สามารถยุติได้โดยไม่มีการนองเลือดครั้งใหญ่ แต่การเหยียดผิวก็หมดไปแล้ว มีคนบอกว่ากำแพงเบอร์ลินไม่มีทางล้มได้โดยปราศจากความรุนแรง แต่กำแพงเบอร์ลินก็ล้มแล้ว"
นามฮี ลี ศาสตราจารย์มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ลอสแองเจลิส ให้ความเห็นว่าการเดินเพื่อสันติภาพนี้เป็นเพียงภาพสัญลักษณ์เพื่อเตือนประชาคมโลกว่าปัญหาคาบสมุทรเกาหลียังไม่หมดสิ้นไป เชื่อว่าคนวางแผนเดินสันติภาพคงไม่ได้คาดหวังว่าเดินแล้วจะทำให้สองประเทศกลับมารวมกันเป็นหนึ่งเดียวกันทันที เพียงแต่ช่วยปูทางให้มีการเจรจาและการอภิปรายอย่างกว้างขวางในเกาหลีใต้และไกลไปถึงเกาหลีเหนือ
เธอยืนยันว่าแผนการนี้ไม่ใช่การโฆษณาชวนเชื่อของรัฐบาลเกาหลีเหนือดังที่เกาหลีใต้ประโคมข่าวเหมือนๆ กับตอนที่เดนนิส ร็อดแมน อดีตนักบาสเกตบอลอาชีพชาวอเมริกันได้รับไฟเขียวจากผู้นำเปียงยางให้เดินทางไปเยือนเกาหลีเหนือเมื่อปีที่แล้ว ซึ่งรู้จักกันดีในชื่อของ "การทูตบาสเกตบอล" เลียนแบบ "การทูตปิงปอง" ก่อนที่อดีตประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสันแห่งสหรัฐจะบินไปจับมือกับเหมา เจ๋อ ตุง ถึงกรุงปักกิ่ง
คริสติน อันห์ เสริมว่า "คนทั่วไปมักจะชอบถามกันว่านี่เป็นชัยชนะของเกาหลีเหนือใช่หรือไม่" ซึ่งเธอยืนยันว่า "ไม่ใช่เลย นี่ไม่ใช่ชัยชนะของเกาหลีเหนือเพราะพวกเราไม่เคยยกย่องว่าใครเหนือกว่าใคร" ศาสตราจารย์ลีเสริมเช่นกันว่าบางคนอาจจะคิดว่ากลุ่มผู้หญิงช่างไร้เดียงสาและอุกอาจเกินไปที่คิดว่าการเดินเพื่อสันติภาพจะนำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ ตรงกันข้ามเธอกลับคิดว่าพวกนั้นช่างไร้เดียงสา "เราคิดว่าจำเป็นต้องทำเพราะจากประวัติศาสตร์ที่เชื่อถือได้บ่งบอกว่าคนที่ถูกปรามาสว่าไร้เดียงสาด้วยความเชื่อว่าพวกเขาอาจจะบรรลุอะไรบางอย่าง ก็คือคนที่ทำให้เป็นไปได้ผ่านการเรียกร้องให้มีการเจรจาและปลุกเร้าให้ประชาชนเปิดเวทีอภิปรายโต้เถียงกันอย่างกว้างขวาง"
ไม่ว่าใครจะคิดอย่างไร วันที่ 24 พฤษภาคม เป็นอีกวันหนึ่งที่โลกต้องจับตามองว่ากลุ่มพลังหญิงเพื่อสันติภาพจะทำได้หรือไม่
------------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : พลังหญิงเพื่อสันติภาพในแดนโสม : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



