
'นายกฯ'ยืนยัน'นพ.ยงยุทธ'ลาออก!
15 พ.ค. 2558
'นายกฯ' ประชุม คกก.อำนวยการพูดคุยสันติสุข จชต. พร้อมติดตามสถานการณ์ระเบิดที่ยะลา กำชับฝ่ายความมั่นคงทำงานเข้มงวดขึ้น ยืนยัน 'นพ.ยงยุทธ' ลาออก เพราะมีปัญหาสุขภาพ
15 พ.ค. 58 เมื่อเวลา 13.20 น. ที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการอำนวยการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยมี พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหม พล.อ.อักษรา เกิดผล หัวหน้าชุดพูดคุยสันติสุข นายอนุสิษฐ คุณากร เลขาธิการ สมช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
จากนั้นเวลา 15.30 น. พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุม ว่า ได้กำชับไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวของทั้งหมดในการดูแลเหตุระเบิดหลายจุดที่ จ.ยะลา วานนี้ (14 พ.ค.) แม้เหตุการณ์นี้จะเป็นเพียงระเบิดเล็กๆ แต่เกิดหลายที่ ซึ่งผู้ก่อเหตุนั้นต้องการสร้างแรงกดดันว่ามีศักยภาพอยู่ และประเด็นนี้คือความยากง่ายในการทำงานของเรา ที่ยากจะตรวจดูได้ทั้งหมด เพราะเราไม่ได้ตรวจรถทุกคัน เนื่องด้วยการสัญจรไปมา และการห้ามเข้าออกเวลานั้นเวลานี้ หรือห้ามผ่านเส้นทางนั้นไม่ได้ทำเลย สำหรับกฎอัยการศึกนั้นใช้ในการตรวจค้นจับกุมอย่างเดียว นอกนั้นใช้กฎหมายปกติเช่นเดียวกับ กทม.
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ฉะนั้นหากเราไม่สามารถตรวจรถได้ทุกคัน หรือตรวจทุกเป้าหมายไม่ได้ ก็ต้องมีการรั่วไหลมาก่อเหตุ ต้องเข้าใจประเด็นนี้ด้วย และไม่มีเครื่องมือใดมาช่วยเรา แต่เรารับรองว่าจะทำให้เข้มแข็งที่สุด ซึ่งวันนี้ต้องรบกวนกันบ้าง โดยให้ฝ่ายความมั่นคงปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มงวดขึ้น พื้นที่ใดก็ตามที่มีเหตุการณ์ระเบิดเกิดขึ้นประชาชนต้องร่วมกันดูแลด้วย ต้องเสียสละกันบ้าง ไม่ใช่ทุกคนเอาแต่สะดวกสบายอย่างเดียว ต้องนึกถึงคนเดือดร้อน ประเทศชาติเดือดร้อน สร้างการรับรู้ไปต่างประเทศว่าประเทศชาติเสียหาย ยังดีที่เราชี้แจงได้ว่าเหตุการณ์เหล่านี้มันไม่ได้เกิดทั้งประเทศ แต่เกิดเฉพาะพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เรามีตั้ง 77 จังหวัดไม่ใช่หรือ และก็ไม่อยากให้ไปในพื้นที่อื่นด้วย ซึ่งตนก็พยายามทำความเข้าใจกับสื่อมาโดยตลอดว่าต้องช่วยตรงนี้ด้วย คือจะเขียนข่าวอะไรก็ตามอยากให้เขียนในสองมุม มุมแรกนั้นไม่ได้ปิดกั้นจะเขียนอะไรก็ได้เชิญเลย แต่ต้องถามก่อนว่ารัฐบาลเขากำลังทำตรงนี้อยู่ ถ้าไม่เขียนตรงนี้เราจะเป็นเป้าหมายให้เขามาถล่มเรา อย่างเช่นวันนี้ด้วยความเป็นห่วงเป็นใยสื่อจะประโคมโน่นนี่ไป ตนห้ามไม่ได้ เป็นข้อเท็จจริงไม่ว่าจะเรื่องอะไรต่างๆ
เผย 'ยงยุทธ' ลาออกโฆษกรัฐบาลแล้ว
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์โดยยอมรับว่า ร.อ.นพ.ยงยุทธ มัยลาภ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว โดยให้เหตุผลว่ามีปัญหาด้านสุขภาพ โดยตนเพิ่งลงนามในหนังสือขอลาออกจากตำแหน่งก่อนที่จะมาประชุมคณะกรรมการอำนวยการเพื่อสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้
"โดยในหนังสือลาออกเขียนว่าผมมีปัญหาเรื่องสุขภาพครับ และที่ผ่านมาก็พยายามอย่างเต็มที่ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ผมจึงมีความจำเป็นต้องไปดูแลสุขภาพ เมื่อยื่นหนังสือมาผมก็อนุมัติไปเท่านั้นเอง"
ผู้สื่อข่าวถามว่า จะแต่งตั้งใครให้ขึ้นมาทำหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีแทน พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มอบหมายให้ พล.อ.วิลาศ อรุณศรี เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่รักษาการ โดยมี พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด เป็นรองโฆษกประจำสำนักนายกฯ ก็ทำหน้าที่อยู่แล้ว
"ผมยังไม่ตั้งใคร ส่วนจะเป็นเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นเพราะทำงานได้อยู่แล้ว"
เมื่อถามว่า จะทำให้เรื่องการชี้แจงผลงานรัฐบาลมีปัญหาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวปฏิเสธว่า "ไม่มีปัญหา ผมชี้แจงได้หมดอยู่แล้ว ผมก็ทำแทนทุกวันอยู่แล้ว ก็ขอร้องว่าอย่าไปเขียนให้เป็นประเด็น เพราะเรื่องนี้เป็นความสมัครใจ ไม่มีความขัดแย้งอะไร เขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใสใส่กันทุกวัน ไม่เห็นเขามาบ่นอะไรให้ผมฟัง"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดทั้งวัน (15 พ.ค.) ร.อ.นพ.ยงยุทธ ไม่ได้เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่ทำเนียบรัฐบาล เพราะได้แจ้งด้วยวาจากับนายกรัฐมนตรีในการลาออกจากตำแหน่งตั้งแต่วันที่ 14 พ.ค. และได้ส่งหนังสืออย่างเป็นทางการให้กับนายกรัฐมตรีในวันที่ 15 พ.ค. ซึ่งเมื่อผู้สื่อข่าวพยายามติดต่อผ่านทางโทรศัพท์ ก็ไม่สามารถติดต่อ ร.อ.นพ.ยงยุทธ ได้
ลั่นเอาผิดแก๊งยูฟัน ถ่ายรูปแอบอ้าง
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงการดำเนินคดีกับบริษัทยูฟัน สโตร์ จำกัด ที่ใช้วิธีการนำรูปที่ถ่ายกับตนและนำไปหลอกลวง ว่า ตนได้สั่งการไปยังกระทรวงการต่างประเทศ และเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้วว่าอย่าไปสนใจ เพราะการที่มาเข้าพบตนและร่วมถ่ายรูปไปนั้นมาในฐานะที่ตนเป็นรัฐบาล จะเอาตนไปอ้างไม่ได้ ถ้าผิดก็ขอให้จับกุมเลย
"ใครที่ถ่ายรูปกับผมแล้วนำไปแอบอ้างก็จับกุมทั้งหมด ถ้าผิดก็ต้องดำเนินคดี ถ่ายรูปแล้วนำไปแอบอ้างไม่ได้ แต่ถ้าถ่ายแล้วไปเพื่อดูเล่นไปชื่นชม หรือด่าเงียบๆ ก็ไม่มีปัญหา"
สั่งฝ่ายความมั่นคงหาพื้นที่ตั้งศูนย์พักพิงโรฮิงญาชั่วคราว
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงกรณีการแก้ปัญหาโรฮิงญา ว่า “การดำเนินการในส่วนของรัฐบาล ได้สั่งทหารเรือไปตั้งแต่แรก ให้ตรวจตราหากเจอเรือลอยลำอยู่ เขาว่าอย่างไร จะไปไหน ถ้าเขาบอกจะไปประเทศที่สามแต่ไม่ขอเอ่ยชื่อ ซึ่งทางทหารเรือถามว่าจะเข้ามาในไทยก่อนหรือไม่ แต่เขาบอกว่าขอสมัครใจไม่เข้าเขตไทย จะขอลอยลำอยู่อย่างนั้น ตนยังเป็นห่วงว่ากลางคืนจะไปกันอย่างไร เราทำได้แต่เพียงสิ่งที่เขาขอน้ำ น้ำมัน เพื่อไปที่หมายและต้องไปฝึกไต้ก๋งอีก ตรงนี้ถือว่าเราทำหน้าที่ครบแล้วในเรื่องของมนุษยธรรม ตรงนี้มีสองอย่างถ้าลอยลำนอกเขตน่านน้ำไทยแบบสมัครใจ เราทำอะไรเขาไม่ได้ และถ้าเข้ามาในเขตน่านน้ำไทยเราก็ผลักดันเขาไม่ได้ เพราะผิดกฎหมายไทยในเรื่องการข้ามแดนโดยผิดกฎหมหาย เขาทั้งหมดจะต้องขึ้นฝั่ง โดยที่เราต้องหาพื้นที่ควบคุมเพื่อดำเนินคดี กฎหมายไทยเป็นแบบนี้ สื่ออย่าไปเขียนให้เกิดความเสียหาย เพราะเรามีมนุษยธรรมอยู่แล้ว”
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ปัญหานี้เกิดมาหลายสิบปีแล้วเราช่วยมาตลอด บางทีมาถึงก็เจาะเรือให้จมเพื่อเข้าฝั่งไทย โดยรู้ว่าไทยจะต้องช่วย และก็คาราคาซังอยู่แบบนี้ ซึ่งในทางกฎหมายจะต้องสืบสวน พิสูจน์สัญชาติ ต้องใช้เวลานาน ส่วนที่มีข่าวว่ารัฐบาลไทยตั้งศูนย์ ตรงนี้ไม่ใช่ตั้งศูนย์แต่กำลังให้ฝ่ายความมั่นคงพิจารณาดูว่าพื้นที่ ที่จะต้องควบคุมตามกฎหมายต้องมีหรือไม่ เพราะไม่ใช่รายเล็กๆ แต่มากันเป็นครอบครัว เดิมมีการคววบคุมไว้ที่ ตม. ถ้าในกรุงเทพฯ ก็ที่สวนพลู เป็นพื้นที่นิดเดียว แต่วันนี้มากันเป็นครอบครัว พ่อ แม่ลูก ลูกติดท้องมาก็มี หากคลอดลูกในพื้นที่ควบคุมก็จะลำบาก จึงบอกว่าต้องไปหามาจะใช้พื้นที่ใดก็ตาม แต่ไม่ใช่ถาวร เป็นเพียงศูนย์ชั่วคราวระหว่างการดำเนินคดี และต้องส่งกลับประเทศต้นทาง หรือส่งไปประเทศที่สาม
"ตรงนี้สื่อต้องช่วยในการที่จะทำให้องค์กรต่างๆ ที่ประโคมข่าวตามสื่อไทย จะมาช่วยเราตรงไหน ซึ่งเขาจะต้องไปประเทศต้นทางว่ามาจากไหน และเดือดร้อนอะไร ทำไมคนเหล่านี้ต้องอพยพมา ยากจนหรือเปล่า ถ้าเขายากจนจะไปหาทางอย่างไรให้เขากินดีอยู่ดีเหมือนที่เราทอยู่ตอนนี้ไหม ดีกว่าจะมาแก้กันที่ปลายเหตุทั้งหมด และกรณีที่มีคนเข้ามาอยู่นานแล้วจะทำอย่างไร ส่งไปอยู่ประเทศที่สามจะมีใครรับหรือไม่ ก็ไม่มี ถ้าเรามองในแง่มนุษยธรรมอย่างเดียวก็ใช่ แต่มองในแง่ภาระประเทศไทยก็อีกอันหนึ่ง ตรงนี้ถามว่าอะไรสำคัญกว่า แต่เราไม่ไปละเมิดสิทธิมนุษยชน หรือกฎหมายระหว่างประเทศ วันนี้ทุกคนทำงานหนัก สื่อต้องเข้าใจโดยเฉพาะบางสื่อพยายามขึ้นไปบนเรือ และถ่ายภาพความยากลำบากของเขา ทำไมสื่อไม่มองอีกแง่มุมว่าลำบากขนาดนี้ ทำไมจึงต้องมา นั่นแสดงว่าเขาหนีตายมาหรือเปล่า คือเขาไม่มีอนาคตแล้ว ฉะนั้นต้องไปแก้ที่ต้นทางเป็นหลัก ปลายทางของเขาคือประเทศที่สาม ต้องไปหาว่าประเทศที่ไหนเขาจะรับ ถ้ายังหาไม่ได้ก็ต้องแก้ที่ต้นทางอย่างเดียว กลางทางจะเกิดหรือไม่ถ้าไม่มีต้นทาง ไม่มีคนในเชื้อชาติเดียวกันสนับสนุนมาหรือหนีออกมา หรือองค์กรภาคประชาชนที่ตั้งอยู่ พวกนี้แหระเป็นคนเอาออกมาทั้งสิ้น ถูกบ้างผิดบ้าง เจ้าหน้าที่เห็นประโยชน์ก็เข้าไปร่วมมือ วันนี้ต้องแก้ทั้งหมด ทั้งเรื่องกฎหมาย วิธีการปฏิบัติ ความเอาจริงเอาจัง ลงโทษเจ้าหน้าที่ ทั้งทางวินัยและอาญา รวมถึงการพูดคุยกับองค์กรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นสิทธิมนุษยชน สถานทูต ยูเอ็น ต้องพูดทั้หมด ซึ่งเวลานี้กำลังจะประชุม 15 ประเทศร่วมกัน เพื่อหาทางแก้ปัญหาเหล่านี้ โดยจะขอคำยืนยันหากจะให้ไทยดูแลคนเหล่านี้ จะให้ดูแลอย่างไรและดุนานถึงเท่าไหร่ จะใช้งบประมาณที่ไหน"
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า "วันนี้เรามีศูนย์อพยพพักพิงอยู่ 9 ศูนย์ เราพยายามจะให้หมดไปจากประเทศไทยให้ได้ เพราะเป็นแหล่งของอาชญากรรม ลักลอบ ทำความผิด รวมถึงยาเสพติด ทำความผิดกันเยอะแยะไปหมด หากเรารับมาเรื่อยๆ จะเกิดอะไรขึ้น คนไทยจะไปอยู่ที่ไหน ขอถามหน่อย การที่เราจะเอื้อเฟื้อคนไม่ผิด เพราะเราเป็นไทยพุทธ แต่เราต้องดูว่ากฎหมายไทยว่าอย่างไร และคนไทยยังลำบากอยู่หรือเปล่า ถ้าไม่เช่นนั้นเขาจะมาอยู่เมืองไทยจำนวนมาก คนไทยต้องอพยพแทน ขณะเดียวกันคนเหล่านี้ขยัน แข็งแรง เพราะเคยลำบากมาก่อน ซึ่งจะมาแย่งงานแย่งอาชีพคนไทย ตรงนั้นสำคัญ"
ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมร่วมกัน 15 ประเทศ ในวันที่ 29 พ.ค. 2558 หากประเทศเมียนมาร์ ไม่มาร่วม จะทำให้เป็นปัญหาหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ใครมาก็มา ไม่มาก็คือไม่มา บังคับกันได้ที่ไหน ศักดิ์ศรีทุกประเทศเท่ากัน เขามาจะได้หรือไม่ได้อะไร เป็นเรื่องผลประโยชน์ชาติกันทั้งนั้น ขณะที่เราเป็นกลางทางมุ่งหวังที่จะทำให้สังคมสันติสุข ประชาชนทุกประเทศเป็นหน้าที่ของรัฐบาลทุกรัฐบาล ซึ่งคิดว่าทางเมียนมาร์ก็เตรียมการอยู่แล้ว เรื่องศุนย์อพยพพักพิงที่ค้างอยู่ในประเทศไทย ได้พูดกับตนเองแล้วว่ากำลังเตรียมพื้นที่อยู่ ถ้าพร้อมเมื่อไหร่เขาก็พร้อมจะรับกลับโดยทันที แต่อันนี้ถือว่าเป็นปัญหาแทรกมาอีกเรื่อง ซึ่งมีปัญหาการเมืองด้วย อะไรด้วย รวมถึงร่วมสัญชาติ เป็นเรื่องบ้านเมืองเขา อย่าไปละลาบละล้วงเขาเลย ต้องเคารพกัน
เมื่อถามว่า หากเมียนมาร์ไม่เข้าร่วมประชุมจะทำให้การประชุมไม่เป็นผลหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า “ปัญหาคือเขามองสถานะคนเหล่านี้อย่างไร ซึ่งท่านทราบอยู่แล้ว เมื่อเขามองอย่างไรเป็นเรื่องขององค์กรระหว่างประเทศ ที่ต้องไปคุยกับเขา ไม่ใช่เอาองค์กรต่างประเทศมากดดันประเทศไทยอย่างเดียว ขณะที่สื่อก็ประโคมว่าไทยต้องมีมนุษยธรรม ตรงนี้ถามว่าใครต้องรับผิดชอบ หากเขามาอยู่ในไทยในระยะเวลานานๆ ไทยใช่หรือไม่ ถ้าบอกว่าไทยรับได้ทั้งหมด ใครเดือดร้อนมาไทยได้เลยตรงนี้จะเอาไหม”
เมื่อถามว่า วันนี้องค์กรระหว่างประเทศกดดันไทยมากไปหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่มากเกินไป สื่อก็ประโคมกันเข้าไป เขาก็พุ่งมาที่เราวันนี้สื่อต่างประเทศทั้งหมดเอาข้อมูลมาจากสื่อไทยทั้งสิ้น ตนถามผู้นำและสื่อทุกประเทศว่าเอาข้อมูลที่ไหนมาพูด ซึ่งได้รับคำตอบว่าอ่านจากสื่อไทย หรือโซเซียลมีเดียไทย เขาตอบอย่างนี้สื่อไปแก้ตัวเอาแล้วกัน อะไรที่เป็นผลเสียกับบ้านเมือง ขอให้ระวังกันหน่อย เสนอในทางที่ดีบ้าง ปัญหานั้นใช่ มันเกิดมายาวนานทุกรัฐบาลไม่สามารถแก้ได้ แต่รัฐบาลนี้จะต้องแก้ให้ได้ แต่จะได้หรือไม่ต้องร่วมมือกัน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน สื่อ ตรงนั้นสำคัญ อย่าไปลากศึกเข้าบ้านกันมากนัก”
"ปัญหาเหล่านี้ต้องแก้อย่างละมุนละม่อม เรื่องใดก็ตามที่เป็นกิจการภายในประเทศ เป็นเรื่องที่ประเทศนั้นต้องแก้ไขเอง โดยได้รับการสนับสนุนจากประเทศเพื่อนบ้าน ฉะนั้นเรื่องภายในของเขาทั้งเรื่องรัฐธรรมนูญ เรื่องการปกครอง ของต่างประเทศมีวิธีการของเขา ฉะนั้นเราไปช่วยอย่างอื่น เช่นสนับสนุนการแก้ปัญหาความยากจน ให้เขาอยู่ไปก่อน แต่ทำอย่างไร เราจะเข้าไปช่วยเหลือตรงนั้นได้ องค์กรระหว่างประเทศจะเข้าไปอย่างไร ดูแลเรื่องการรักษาพยาบาล อาชีพ รายได้ ต่างๆ ใครจะรับไม่รับรู้ แต่เห็นว่าไปดูอย่างนั้นดีกว่าเขาจะได้ไม่ออกมาอีก ส่วนเรื่องการค้ามนุษย์ถือเป็นอาชญากรรมข้ามชาติ มีขบวนการนำพากระทำผิดกฎหมาย ตรงนี้เรียกว่าค้ามนุษย์ แต่คนเหล่านี้ไม่ได้มาประเทศไทยเป็นหลักแค่มาเป็นที่พักคอยเพื่อไปประเทศที่สาม หรือประเทศอื่นที่หางานทำ หนีตายมาเพื่อไปเริ่มชีวิตใหม่ เขาไม่ได้อยากอยู่ประเทศไทย เพราะคนเหล่านี้นับถือศาสนาอิสลาม วิเคราะห์กันตรงนี้บ้าง"



