ข่าว

‘กมธ.’เปิดเวทีฟังความเห็นพรรคการเมือง

‘กมธ.’เปิดเวทีฟังความเห็นพรรคการเมือง

15 พ.ค. 2558

กมธ.ปฏิรูปการเมืองเปิดเวทีสัมมนาฟังความเห็นตัวแทนพรรคการเมืองคัด7ประเด็นสอบถามความเห็น"พรรคใหญ่-กลาง"รุมค้านมีกลุ่มการเมืองในร่างรธน.

 
          วันที่ 15 พ.ค.58 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) ที่มีนายสมบัติ ธำรงธัญวงศ์ สปช. เป็นประธาน กมธ.ฯ ได้จัดการสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นของพรรคการเมืองและประชาชนเพื่อการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ โดยมีตัวแทนพรรคการเมืองทั้งพรรคเล็กและพรรคใหญ่ อาทิ นายสามารถ แก้วมีชัย จากพรรคเพื่อไทย, นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ จากพรรคประชาธิปัตย์, นายปิยชนก ลิมปะพันธุ์ จากพรรคชาติพัฒนา, นายนิกร จำนง จากพรรคชาติไทยพัฒนา เข้าร่วมประมาณ100คน
 
          โดยนายสมบัติ กล่าวเปิดเวทีสัมมนาตอนหนึ่งว่า ในการรับฟังความเห็นของพรรคการเมืองเพื่อนำไปประกอบการเสนอคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมและหากเป็นประเด็นที่เห็นตรงกับคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญที่ กมธ.ปฏิรูปการเมืองอยู่ระหว่างรวบรวมจะถือเป็นน้ำหนักของประเด็นต่างๆทั้งนี้ตนมีความหวังว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้จะถูกใช้ไปชั่วลูกชั่วหลาน ดังนั้นต้องทำให้ดี ให้ยั่งยืน ไม่เช่นนั้นอาจถูกคนรุ่นลูกประณามได้ว่าคนรุ่นพ่อเขาทำอะไรกัน ทั้งนี้ในวันที่18 พ.ค. นี้ กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะจัดสัมมนาเพื่อรับฟังความเห็นของนักวิชาการด้านรัฐศาสตร็ และนิติศาสตร์ เพื่อรวบรวมประเด็นทำคำขอแก้ไขเพิ่มเติมร่างรัฐธรรมนูญด้วย ทั้งนี้ขอความร่วมมือในการอภิปรายไม่ให้โจมตีผู้อื่น
 
          ทางด้านนายนิรันดร์ พันทรกิจ กมธ.ปฏิรูปการเมือง ชี้แจงว่ามี 7 ประเด็นที่จะให้ตัวแทนพรรคการเมืองและตัวแทนประชาชนอภิปรายแสดงความเห็นว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หากไม่เห็นด้วยจะให้ปรับหรือแก้ไขอย่างไร คือ1.กลุ่มการเมืองตามร่างรัฐธรรมนูญกำหนดให้เข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองและสามารถส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้  2.ระบบเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมและจำนวน ส.ส. ไม่น้อยกว่า 450 คน   3.ที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ที่มาจาก 3 รูปแบบ คือ คัดเลือกกันเองของตัวแทนกลุ่มต่างๆ เช่น อดีตข้าราชการ อดีตผู้บัญชาการเหล่าพัพ, มาจากการสรรหา ผ่านผู้แทนวิชาชีพ และจากการเลือกตั้ง 77 จังหวัด หลังถูกคัดเลือกโดยคณะกรรมการกลั่นกรอง  4.ที่มาและคุณสมบัติของนายกรัฐมนตรี  5.การตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร โดยเฉพาะมาตรา181 และมาตรา182,  6.คณะกรรมการจัดการเลือกตั้ง (กจต.) เพื่อทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งแทนคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ,7.การทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
 
          จากนั้นเป็นการเปิดเวทีให้ตัวแทนพรรคการเมืองแสดงความเห็นในประเด็นแรก คือ กลุ่มการเมือง โดยตัวแทนพรรคการเมืองขนาดใหญ่ ขนาดกลาง และภาคประชาชนที่แสดงความเห็นส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้กลุ่มการเมืองในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่และให้สิทธิส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายใดใช้บังคับกับกลุ่มการเมือง และกังวลว่าอาจทำให้มีปัญหาต่อระบบการเมืองได้ ขณะที่พรรคการเมืองขนาดเล็กและภาคประชาชนเป็นส่วนน้อยให้ความเห็นสนับสนุนให้มีกลุ่มการเมืองและส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง
 
          โดยนายสามารถ แก้วมีชัย จากพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าพรรคเพื่อไทยไม่เห็นด้วยกับกลุ่มการเมือง เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยมีปัญหาสำคัญคือการไม่มีภาวะผู้นำ ดังนั้นตนมองว่าควรส่งเสริมและสนับสนุนให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง เพื่ออุดมการณ์ ทั้งนี้ในกรณีที่มีการหาเสียงเลือกตั้งพรรคการเมืองที่นำนโยบายไปนำเสนอกับประชาชน บอกว่าใครจะเป็นนายกฯ ถือเป็นแรงจูงใจให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมือง ขณะที่กลุ่มการเมืองไม่มีความชัดเจนว่าจะมีนโยบาย หรือนำนโยบายไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่  อย่างไรก็ตามประเด็นพรรคการเมืองที่ส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งนั้นตกผลึกมานานแล้ว ไม่อยากให้กลับไปแบบที่มีปัญหาอีก
 
          ทางด้านนายนิกร จำนง จากพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่ากลุ่มการเมืองที่เขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้เกิดการถ่วงดุล หรือ สร้างสมดุลในสภาผู้แทนราษฎร และเป็นการแทรกแซงการเมือง แต่หากมีเป้าหมายเพียงเท่านั้นตนมองว่าเหตุผลยังไม่เพียงพอที่จะให้มีกลุ่มการเมือง และอาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนได้ ทั้งนี้กลุ่มการเมืองไม่มีกติกา หรือกฎหมายใดที่กำหนดข้อปฏิบัติที่ชัดเจน และไม่มีรายละเอียดใดๆ ถือเป็นการตีเช็คเปล่า และเป็นความเสี่ยงมากกว่าจะมีข้อดี ทั้งนี้กลุ่มการเมืองถือเป็นกลุ่มที่มีแรงกดดันทางการเมืองอยู่ภายนอกสภาฯ หากจะสนับสนุนกลุ่มการเมืองควรกำหนดให้กลุ่มการเมืองสามารถจดทะเบียนเป็นพรรคการเมืองได้ง่ายและอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน
 
          ส่วนนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ จากพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่าตนไม่เห็นด้วยกับกลุ่มการเมือง เพราะจะทำให้เกิดผลเสียง5ประการ คือ 1.การเมืองสองมาตรฐาน เพราะกรณีที่เป็นพรรรคการเมือง มีเงื่อนไขที่ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ให้ปฏิบัติจำนวนมาก รวมถึงให้มีการหยั่งเสียงเลือกตั้ง แต่หากเป็นกลุ่มการเมือง ร่างรัฐธรรมนูญกำหนดว่าหากจะกำหนดกติกาเพื่อบังคับใช้กับกลุ่มการเมือง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ปรึกษากับกลุ่มการเมืองด้วย, 2.ทำการเมืองย้อนยุคไปเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบ ในอดีตมีปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วคือการเมืองไร้เสถียรภาพ และส.ส.ขายตัว จนนำไปสู่การยึดอำนาจ, 3.สนองการเมืองเฉพาะกลุ่ม และ4.ประชาชนเสียประโยชน์ เพราะไม่มีหลักประกันสำหรับกลุ่มการเมืองที่รับผิดชอบต่อนโยบายว่าจะไปปฏิบัติได้จริง
 
          ส่วนนายบวร ยสินทร แกนนำกลุ่มราษฎรอาสาปกป้อง 3 สถาบันกล่าวว่าตนไม่เห็นด้วยกับกลุ่มการเมืองและขอให้แก้ไขให้ผู้สมัคร ส.ส. สามารถลงสมัครอิสระได้เพื่อให้การใช้สิทธิเสรีภาพของประชาชนต่อการเสนอตัวรับใช้บ้านเมืองเป็นไปตามสนธิสัญญาแห่งสหประชาชาติ ทั้งนี้กลุ่มการเมืองที่บัญญัติไว้ในร่างรัฐธรรมนูญอาจก่อให้เกิดความสับสนในการกำหนดนิยามและการขับเคลื่อนการเมืองจะไม่สอดคล้องกับกระบวนการตามรัฐธรรมนูญ สำหรับผู้ลงสมัคร ส.ส.แบบอิสระนั้น ถือเป็นผู้ที่เข้ามาตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล ไม่ต้องการเป็นรัฐบาลดังนั้นจึงไม่มีนโยบาย ทั้งนี้ตนขอให้ปรับแก้พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเพื่อให้บุคคลสามารถรวมกลุ่มจัดตั้งพรรคการเมืองได้สะดวก ไม่ยุ่งยาก และกำหนดให้มีกลไกตรวจสอบที่เข้มแข็ง
 
          ขณะที่นายจำรัส อินทุมาร หัวหน้าพรรคไทยพอเพียง กล่าวสนับสนุนให้มีกลุ่มการเมือง เช่นเดียวกับนายประเสริฐ เลิศยะโส จากพรรคสังคมประชาธิปไตยไทย เนื่องจากกลุ่มการเมืองนั้นไม่ได้สร้างความเสียหายให้กับประเทศเหมือนกับพรรคการเมือง และควรให้สิทธิกับประชาชนเต็มที่ในการตัดสินใจ อย่างไรก็ตามเห็นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่มี315มาตรา ควรปรับลดให้เหลือ79มาตรา เท่านั้น