ข่าว

พ.ต.อ.วรวัฒน์เปิดโมเดล‘ตม.รับมือโรฮิงญา’

พ.ต.อ.วรวัฒน์เปิดโมเดล‘ตม.รับมือโรฮิงญา’

15 พ.ค. 2558

พ.ต.อ.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ เปิดโมเดล‘ตม.รับมือโรฮิงญา’ : สัมภาษณ์พิเศษ โดยพรรณทิพา จิตราวุฒิพร

            พ.ต.อ.วรวัฒน์ อมรวิวัฒน์ รองผู้บังคับการสืบสวนสอบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในฐานะโฆษกสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งได้รับมอบหมายเป็นตัวแทนสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ไปร่วมประชุมเรื่องการค้ามนุษย์อาเซียน ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย เพื่อแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ที่หลากหลายประเภท รวมถึงปัญหาการลักลอบเข้าเมืองของชาวโรฮิงญา จัดโดยตำรวจสากลร่วมกับตำรวจสากลอินโดนีเซียกับตำรวจสหพันธรัฐออสเตรีย หรือ Australian Federal Police หรือ AFP พ.ต.อ.วรวัฒน์ให้สัมภาษณ์ "คม ชัด ลึก" แจกแจงรายละเอียดการประชุมหารือดังกล่าว

วันเสาร์นี้ที่จะเป็นตัวแทนไปประชุมร่วมกับตำรวจสากลทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายอย่างไรบ้าง

            เวทีนี้จะนำตำรวจแต่ละประเทศรวมกว่า 10 ประเทศ ที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์การลักลอบการค้ามนุษย์หรือการลักลอบขนคนเข้าเมือง ในปัจจุบันแต่ละประเทศ และภัยคุกคามต่างๆ ของแต่ละประเทศมาหารือกันว่าเป็นอย่างไร ข้อมูลข่าวสารข่าวกรองเรื่องเครือข่าย หรือผู้สนับสนุนการกระทำผิดต่างๆ ตลอดจนการดำเนินการของกฎหมายของแต่ละประเทศมีแนวทางอย่างไร เพื่อให้เกิดความร่วมมือระหว่างกัน เพราะการลักลอบเข้าเมืองมีขบวนการสลับซับซ้อนและมีเครือข่ายค่อนข้างใหญ่ ตั้งแต่ต้นทาง ระหว่างทาง และปลายทาง มีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก ซึ่งแต่ละประเทศจะดำเนินการเพียงลำพังไม่ได้ จึงได้มีเวทีนี้เกิดขึ้นเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน และสนับสนุนข้อมูลระหว่างกันเรื่องนโยบายหลักของสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่จะไปพูดคุยในเวทีครั้งนี้ คือเรื่องสถานการณ์ภัยคุกคามต่างๆ ในรูปแบบใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในปีนี้ รวมทั้งภัยคุกคามที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะเป็นในรูปแบบไหนอย่างไร รวมถึงการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารระหว่างประเทศที่เข้าร่วมประชุม แต่ที่สำคัญคือว่าเราจะร่วมมือกันอย่างไรที่จะป้องกันประเทศเราซึ่งเป็นประเทศทางผ่านได้อย่างไร

เน้นนโยบายอะไรเป็นพิเศษในเวทีนี้

            แต่ละประเทศมีภัยคุกคามต่างกัน สถานการณ์ต่างกัน อย่างบ้านเราก็จะแบ่งเป็นกลุ่มต่างๆ อยู่ 3 กลุ่ม เช่น กลุ่มเอเชียใต้ คือหนีปัญหาความยากจนไปหาชีวิตใหม่ โดยใช้ไทยเป็นทางผ่านไปประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างแคนาดา ออสเตรเลีย ยุโรปหรืออเมริกา กลุ่มที่สองเป็นกลุ่มประเทศทางฝั่งตะวันออกกลาง ที่เขาประสบภาวะสงคราม ซึ่งคนกลุ่มนี้ต้องการที่จะไปประเทศยุโรป โดยเส้นทางก็จะต้องผ่านประเทศไทย บางครั้งก็มาทั้งหมู่บ้านหรือมาเป็นครอบครัว หรือมาเป็นกลุ่มใหญ่ๆ ส่วนกลุ่มที่สาม ซึ่งตอนนี้ถือเป็นปัญหาพอสมควรคือคนกลุ่มน้อยๆ ในประเทศหนึ่ง หลบลี้หนีภัยไปประเทศที่สาม เช่นเดียวกันประเทศไทยก็เป็นประเทศทางผ่าน เช่น ชาวโรฮิงญาในรัฐยะไข่ และกลุ่มอุยกูร์ กลุ่มเหล่านี้ก็จะมีผู้นำพา ผู้สนับสนุน ผู้ให้การช่วยเหลือตั้งแต่ต้นทาง ในการลักลอบเข้ามาอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งคนกลุ่มนี้น่าสงสารเพราะต้องเดินทางมาลำบากมาก หรือบางคนบางกลุ่มถูกเรียกรับผลประโยชน์เป็นค่าดำเนินการต่างๆ เช่นเดียวกับกลุ่มอุยกูร์ลักษณะการเดินทาง มีผู้นำพาคล้ายกัน แต่ที่หมายปลายทางต่างกัน อย่างกลุ่มอุยกูร์ปลายทางไปประเทศทางตะวันตก ทางยุโรป แต่ในขณะเดียวกันทางโรฮิงญา จะไปยังประเทศที่มีศาสนาเดียวกับเขา จะข้ามไปยังประเทศมาเลเซียหรืออินโดนีเซีย ซึ่ง 2 กลุ่มนี้มีแผนประทุษกรรมคล้ายกัน

ถ้าที่ประชุมถามถึงชาวโรฮิงญาที่พบในบ้านเราจะตอบข้อซักถามในเรื่องนี้อย่างไร

            หลักๆ ก็คือว่ารัฐบาลไทย นายกรัฐมนตรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทุกคนมุ่งมั่น ให้ความสำคัญกับขบวนการค้าชาวโรฮิงญา ตลอดจนลักลอบเข้าเมืองหรือค้ามนุษย์ก็ตาม โดยเฉพาะเรื่องโรฮิงญา มีการสั่งการให้บูรณาการกำลัง สกัดกั้น วางยุทธศาสตร์ป้องกัน การสืบสวนผู้กระทำผิด ได้ออกหมายจับและจับกุมไปแล้วเป็นจำนวนมาก รวมถึงดำเนินคดีกับตำรวจที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือข้าราชการคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแบบเป็นรูปธรรม ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติไม่ได้ปล่อยปละละเลยในการแก้ไขปัญหานี้ ซึ่งตั้งแต่พบศพครั้งแรก ผู้บังคับบัญชาทุกหน่วยก็เข้ามาแก้ไขอย่างจริงจัง ผมสามารถพูดบนเวทีว่า รัฐบาลไทยไม่ได้นิ่งนอนใจ เราระดมกำลังเต็มที่ว่ามีใครเกี่ยวข้องกับขบวนการนำพาบ้าง ก็จะดำเนินการขั้นเด็ดขาด เชื่อว่าจะสามารถแก้ปัญหาและตอบสังคมโลกได้อย่างสบายใจว่าเราได้ทำเต็มที่แล้วจริงๆ

สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายอะไรเกี่ยวกับการแก้ปัญหาชาวโรฮิงญาโดยเฉพาะบ้างไหม

            ในมุมตรงนี้ผมคงจะพูดถึงแต่หน่วยงานที่รับผิดชอบคือ สตม. ที่ผมทำงานอยู่ ถึงแม้ว่าผมจะเป็นตัวแทนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติไป แต่หน่วยงานของเราคือ สตม.กับอีกหน่วยงานหนึ่งคือ ปคม. ที่จะเดินทางเข้าร่วมประชุมในเวทีครั้งนี้ คงจะพูดในงานสกัดกั้นของ สตม.ว่าเรามีนโยบายอย่างไรบ้าง เพราะ สตม.ก็เปรียบเสมือนยามเฝ้าหน้าประตูบ้านไม่ให้คนที่เป็นภัยคุกคามเข้ามาในประเทศ ในขณะเดียวกันก็ต้องมีหน้าที่สืบสวนจับกุมถ้าหากเล็ดลอดเข้ามาในประเทศ ในทางกลับกันเมื่อจับกุมแล้ว เราก็กักกันให้ถูกมนุษยธรรมภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ของทรัพยากร และงบประมาณ เราก็ทำเต็มที่เช่นเดียวกัน เชื่อว่า ปคม.ก็ดี ไม่มีใครนิ่งนอนใจ ทุกคนจะทำให้ปัญหานี้คลี่คลาย สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยกลับคืนมา

นโยบายการค้ามนุษย์ของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันไหมคะ

            ปัญหาการขนคนเข้าเมืองมีอยู่ทุกที่ และมีเหมือนๆ กัน 2 ลักษณะ คือ ลักษณะการดันออกไปสำหรับคนที่มีความเปราะบางในเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา ความยากจน การเมือง ภัยพิบัติ สงคราม กับอีกลักษณะหนึ่งคือ การดึงเข้ามา อย่างประเทศที่มีความเจริญก้าวหน้า สุขสบาย เมื่อ 2 หลักการนี้มาชนกันก็จะเกิดปัญหาการลักลอบเข้าเมืองในทุกภูมิภาค หรือทั่วโลก แต่เราจะดูแผนประทุษกรรมของแต่ละที่แต่ละจุดที่แตกต่างกันไป อย่างที่เราจะไปประชุมครั้งนี้ แม้จะเป็นการประชุมแต่เฉพาะภูมิภาคเอเชียอย่างเดียว แต่เราก็จะรับทราบในส่วนของภูมิภาคอื่นๆด้วย เพราะจะมีออสเตรเลีย แคนาดา และนิวซีแลนด์มาร่วมประชุมด้วย นโยบายหลักของแต่ละประเทศจะเหมือนกันในเรื่องการสกัดกั้น อย่างหลักการบังคับใช้กฎหมาย หลักการปกป้องประเทศชาติ การตรึงพรมแดน การกักกัน การส่งกลับคงไม่ต่างกัน แต่หลักยุทธวิธีจะแตกต่างกันตามภัยคุกคามที่แตกต่างกัน ถึงมีการตั้งเวทีนี้ขึ้นมา เพื่อมาแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน ซึ่งการแลกเปลี่ยนข้อมูลจะมีอยู่ 4 ระดับ คือระดับข้อมูลทั่วไป ระดับข่าวสาร ระดับข่าวสารที่กรองขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง และระดับข่าวกรอง ซึ่งระดับข่าวกรอง คือการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงลึก สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลจะไม่เกิดประโยชน์

กระบวนการส่งกลับเป็นอย่างไร

            ผมได้คุยกับผู้บัญชาการ ยืนยันว่าเราจะดูแลผู้ประสบเคราะห์กรรมให้ดีที่สุด กระบวนการส่งกลับหลักๆ คือต้องมีประเทศรองรับ ไม่ใช่ผลักออกไปทางทะเล จะไปไหนก็ไป ซึ่งผิดหลักมนุษยธรรม ซึ่งสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเป็นผู้ปฏิบัติ แต่ถ้าเมื่อไหร่รู้ว่าต้องส่งไปไหนเราต้องตอบให้ได้ ซึ่งตอนนี้ยังตอบไม่ได้ว่าจะส่งกลับไปไหนอย่างไร อันนี้เป็นนโยบายระดับบนที่เป็นเรื่องระหว่างประเทศที่จะต้องตอบ

ถ้าไม่มีประเทศไหนที่จะรับไป มีความพยายามที่จะเรียกร้องเปิดศูนย์พักพิงไหม

            สตม.เป็นเพียงผู้ปฏิบัติ เราก็ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่เรา ในเมื่อคนกลุ่มนี้สถานะยังเป็นคนต่างด้าว เพื่อรอการส่งกลับเราก็คงต้องเอาเขาไว้ในห้องกักไว้ก่อน รัฐบาลจะให้ดำเนินการอย่างไร สตม.ก็พร้อมที่จะปฏิบัติตาม ตรงนี้เป็นเรื่องของปลายเหตุ เราอยากจะสกัดกั้นตั้งแต่ต้นเหตุของขบวนการมากกว่า

ข้อกฎหมายมีการระบุไหมว่าคนกลุ่มนี้อยู่ได้นานแค่ไหน

            ไม่ได้ระบุครับ เมื่อคนกลุ่มนี้พิสูจน์ทราบว่าเป็นการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สถานะก็เป็นเพียงคนต้องห้ามรอการส่งกลับ ภาษากฎหมายเขียนไว้อย่างนี้ คนต้องห้ามเพื่อรอการส่งกลับ กฎหมายเขียนบัญญัติแต่เพียงว่าคนต่างด้าวคนนั้นจะเดินทางกลับให้ดำเนินการตามกฎหมาย คือจะต้องมีหนังสือเดินทาง แต่นี่คือไม่มีหนังสือเดินทางหรือตั๋วเครื่องบิน จะกลับไปไหนก็ไม่รู้ สิ่งเหล่านี้จึงเป็นปัญหา ห้องกักของสตม.มีแค่ช่วงระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น ซึ่ง สตม.ก็จะต้องแก้ปัญหา

ถ้าในอนาคตไม่มีประเทศไหนรองรับชาวโรฮิงญาเลยจะทำอย่างไร

            อย่างไรก็จะต้องหาประเทศให้เขาให้ได้ คือจริงๆ แล้วยังมีภาคส่วนอื่นๆ อย่างยูเอ็น หรือองค์กรระหว่างประเทศหลายหน่วยงาน เขาก็ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลืออยู่พอสมควรแล้ว ซึ่งคงไม่อยู่ยาวตลอดไป ก็มีความพยายามในการหาประเทศให้เขา ประเทศที่สามก็ดี การพิสูจน์ทราบว่าเขาเป็นคนประเทศใดก็ดีและทางการประเทศนั้นก็ยอมรับก็ดี ซึ่งที่ผ่านมาบังกลาเทศเขาก็ยอมรับ ตอนนี้ก็ส่งไปเป็นร้อยคนเหมือนกัน ทยอยส่งไปเรื่อยๆ ตรงนี้มีกระบวนการเป็นขั้นเป็นตอน ซึ่งอาจใช้ระยะเวลาเป็นปี

จะแก้ปัญหาชาวโรฮิงญาอย่างถาวรอย่างไรเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการลักลอบเข้าเมืองอีก

            การที่คนประเทศหนึ่งจะลี้ภัยไปอีกประเทศหนึ่ง เป็นเรื่องที่เราห้ามไม่ได้ แต่ในส่วนภาครัฐที่เราจะป้องกันได้ต้องร่วมมือกันในการสกัดกั้น และสืบสวนหาเครือข่ายว่าคนที่เกี่ยวข้องในการนำพากลุ่มนี้เป็นกลุ่มไหนอย่างไร และก็ดำเนินการกลุ่มนั้นไปจากสังคมในกระบวนการยุติธรรม หลักการในการดำเนินการต้องเอาผิดกับนายหน้าขบวนการใหญ่ ภาคส่วนราชการต้องร่วมมือกันบังคับใช้กฎหมาย และทุกหน่วยต้องไม่มีกำแพงต่อกัน ซึ่งการจัดการเรื่องนี้ต้องบูรณาการร่วมกัน แต่ทุกวันนี้ไม่เป็นระบบมากนัก ทุกครั้งที่ผู้ปฏิบัติทำงานภาคสนาม บางครั้งใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวมากกว่าถึงจะกล้าแลกเปลี่ยนข้อมูลกัน เพราะสุดท้ายเป็นเรื่องของการไว้เนื้อเชื่อใจกันในการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร คงเป็นหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาที่ต้องจัดการบูรณาการในส่วนผู้ปฏิบัติและข้อมูลข่าวสาร ถ้าจะเจาะในเรื่องอาชญากรรมข้ามชาติ การลักลอบขนคนเข้าเมือง หรือค้ามนุษย์ให้เป็นรูปธรรมในส่วนที่เป็นตำรวจเรา ถ้าจะให้ดีคือภาคส่วนราชการอื่นๆ ด้วย ถ้ามีเซ็นเตอร์ของรัฐบาลที่มีหัวหลักสักคนหนึ่งที่จะนำหลายๆ หน่วยงานมารวมกันได้ เรื่องบุคลากรสำคัญที่สุด ไม่ใช่เขาได้ที่แล้วไปย้ายเขาไปที่อื่น คนอื่นมาก็มานับหนึ่งใหม่ไม่ได้แล้วสมัยนี้ เพราะอาชญากรรมข้ามชาติในปัจจุบันสลับซับซ้อนมากขึ้น ดังนั้น ภาครัฐยังต่างคนต่างทำจะเป็นปัญหา

ตอนนี้ชาวโรฮิงญาที่อยู่กับสตม.มีจำนวนเท่าไหร่

            ไม่เยอะครับแค่หลัก 100-200 คน ทั้งชาวโรฮิงญาและชาวอุยกูร์ ซึ่งเป็นห้องกักของ สตม.และของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งอยู่กระจายกันไปทุกพื้นที่ทุกภูมิภาค ก่อนหน้านี้ก็ได้ส่งชาวบังกลาเทศกลับไปเป็น 100 คนเหมือนกัน ซึ่งเราก็ต้องดูแลเขาให้ดี จัดหางบประมาณให้ดี