
'บิ๊กตู่'ชี้ทำประชามติใช้ม.46แก้รธน.
14 พ.ค. 2558
'ประยุทธ์' ปัดความเห็นชี้นำ 'ประชามติ' หากทำใช้ ม.46 แก้รธน.ชั่วคราว 'วิษณุ' คาด 19 พ.ค.ประชุมร่วม 'ครม.-คสช.' ชัดเจน 'นายกฯ' ถกพลังงาน ยันไม่มีการเจรจานอกรอบ
14 พ.ค. 58 เมื่อเวลา 11.45 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับหนังสืออย่างเป็นทางการจากคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ (กมธ.ยกร่างฯ) เรื่อง การให้ทำประชามติ ถึงวันนี้ยังไม่ได้รับหนังสือ ยังไม่แน่ใจว่าอยู่ในระหว่างขั้นตอนการส่ง และไม่ใช่ว่าเมื่อมีการบอกออกอากาศผ่านสื่อมาแล้ว จะได้รับ ตอนนี้ยังไม่เห็นหนังสืออะไรทั้งสิ้น ซึ่งขั้นตอนต่อไป หากได้รับหนังสือมาอย่างเป็นทางการแล้ว จะนำเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ส่วน ครม.จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ก็จะส่งเรื่องไปขอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว
เมื่อถามว่า ส่วนตัวนายกรัฐมนตรี มีความเห็นอย่างไรต่อการทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ไม่มีความเห็นใดๆ ทั้งนั้น ขึ้นอยู่กับการหารือของ ครม. ส่วนความเห็นของตัวเองคงบอกไม่ได้ จะขอฟังความเห็นของ ครม.ก่อน ซึ่งจะฟังความเห็นของคนอื่นก่อน จากนั้นจะเสนอความเห็นของตัวเอง ถ้าบอกก่อน คนใน ครม.ก็จะไม่กล้าออกความเห็นอย่างอื่น เขาก็จะเกรงใจ บอกอะไรตอนนี้ไม่ได้
เมื่อถามว่า เท่าที่ดูจะเข้าช่องทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญตามอำนาจมาตรา 46 จากรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ใช่ คงต้องแก้รัฐธรรมนูญ แล้วทำไมจะต้องมาถามอะไรกันอีก ส่วนจะแก้มาตราไหน ไม่รู้ แต่ต้องแก้ให้ได้ ขอเพียงว่าอย่าให้มีเรื่องฟ้องร้องกันแบบคราวก่อน ในการแก้รัฐธรรมนูญก็มีเรื่องกัน
"แต่อย่าเพิ่งไปถึงตรงนั้นเลย เพราะวันนี้ยังไม่รู้ว่าร่างรัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ก็ต้องมาดูกันอีกที ต้องรอการลงมติของ สปช. ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการส่งไปปรับแก้กัน มีการตั้งข้อสังเกต มีการปรับแก้ ถ้า กมธ.ยกร่างฯ สามารถปรับแก้ได้หมด เมื่อออกมาก็ผ่านความเห็นชอบจาก สปช. และกลายเป็นมติของ สปช.ก็จะนำสู่ขั้นตอนต่อไป ซึ่งเรียกว่าเป็นการเดินเข้าสู่การเป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่ถ้าอาจจะต้องทำประชามติ ก็ต้องทำ ก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว มันก็เป็นการแก้ทีละขั้นตอน"
ผู้สื่อข่าวถามว่า การเสียเงิน 3 พันล้านบาท เพื่อทำประชามตินั้น คุ้มค่าหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่รู้ อยากจะเสียเงินกันหรือไม่ แล้วถ้าไม่อยากเสียเงิน ยอมรับร่างรัฐธรรมนูญกันได้หรือไม่ เรื่องนี้จะมาถามตนทั้งหมดคงไม่ได้ ต้องไปถามประชาชน เพราะเป็นผู้ลงประชามติ ไม่ใช่ตนเพียงคนเดียว แล้ววันนี้ก็ไม่เข้าใจว่าทำไมสื่อจะต้องมาถามกลับไปกลับมา ตอนแรกก็ถามเหมือนต้องการให้ทำประชามติ แต่วันนี้กลับถามว่าเสียเงิน 3 พันล้านบาทจะคุ้มหรือไม่ เรื่องนี้ตนจะต้องเป็นคนตอบอย่างนั้นหรือ ต้องเป็นหน้าที่ของ กมธ.ยกร่างฯ ว่าจะเสนอเข้ามาว่าจะทำหรือไม่ จะแก้รัฐธรรมนูญหรือเปล่า จะใช้เงิน 3 พันล้านบาทคุ้มหรือไม่ วันนี้ไม่ใช่ความต้องการของตน เป็นความต้องการของทุกภาคส่วน ของแม่น้ำทุกสาย และทุกภาคส่วน ถ้าอยากทำประชามติก็ทำไป ถ้าจะต้องเสียเงินมันก็ต้องเสีย ถ้ามันจะต้องกลายเป็นความขัดแย้ง
เมื่อถามว่า ใครควรจะต้องชี้แจงถึงความคุ้มค่าในการเสียเงิน 3 พันล้านบาททำประชามติถึงข้อดีและข้อเสียต่างๆ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ถ้า กมธ.เสนอเข้ามา ก็ต้องนำมาหารือใน ครม. จากนั้น ครม.ก็จะเป็นคนเสนอว่าจะทำประชามติหรือไม่ จะต้องมีผู้เสนอเข้ามา และหากจะมีการเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ต้องเสนอก่อนวันที่ 6 สิงหาคม เพราะ สปช.จะลงมติพิจารณาว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 6 สิงหาคม ก็ต้องหารือกันว่าจะแก้ปัญหากันอย่างไร จะต้องมีการเตรียมแก้ปัญหาล่วงหน้าหรือไม่ ฝ่ายกฎหมายก็ต้องมีการหารือกัน
เมื่อถามว่า ครม.จะลงรายละเอียดถึงรูปแบบการทำประชามติด้วยหรือไม่ว่า จะทำแค่รับหรือไม่รับ หรือมีรายละเอียดอย่างอื่นด้วย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ก็คงต้องปรึกษาใน ครม.และ คสช.
"ใน คสช.ของผมมันเป็นทหารทั้งหมด ไม่ใช่นักกฎหมายสักคน ดังนั้นการทำประชามติจะต้องมีการกำหนดว่าทำประชามติเรื่องอะไร แค่ไหน อย่างไร มันไม่ใช่ผมคนเดียว และไม่ใช่ คสช.เพียงฝ่ายเดียวด้วย"
เมื่อถามว่า เมื่อจะต้องเสียเงิน 3 พันล้านบาทแล้วจะมีการหารือถึงข้อเสนอต่างๆ รวมทั้งข้อเสนอของนายไพบูลย์ นิติตะวัน กมธ.ยกร่างฯ ที่เสนอให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง 2 ปีด้วยหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "หากใครมีข้อเสนออะไรก็ให้เสนอเข้ามา ถ้าเป็นข้อเสนอของคนส่วนใหญ่ ก็จะมีการพิจารณากัน ส่วนจะได้หรือไม่ได้ ผมไม่รู้ ซึ่งจะมีคณะทำงานในเรื่องการทำประชามติดูแลอยู่ โดยมีฝ่ายกฎหมายมาร่วมด้วย เมื่อพิจารณาเสร็จแล้วก็จะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม. หาก ครม.เห็นชอบก็จะนำไปสู่ผู้ที่ทำประชามติ ซึ่งเดิมเป็นหน้าที่ของ กกต. ซึ่งทาง กกต.ก็คงต้องคิดไว้ด้วย ก็เหมือนกับรัฐธรรมนูญ ซึ่งทาง กกต.มีการร่างกันไว้ก่อนในส่วนหน้าที่ของเขา แต่ถ้าผมพูดอะไรไปตอนนี้ ว่าต้องการจะใส่อะไรเพิ่มเติม ก็จะกลายเป็นว่าผมต้องการจะอยู่ในอำนาจ ผมก็ไม่รู้ว่าในเรื่องอำนาจทำไมจึงสนใจกันนักก็ไม่รู้ วันนี้ผมใช้อำนาจอะไร ถามหน่อยซิ"
เมื่อถามว่า ถ้ามีการทำประชามติ แสดงว่าโรดแม็พจะต้องขยายเวลาใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าอย่างไร จะต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ใช่หรือไม่ แล้วต้องใช้เวลาอีกเท่าไหร่ที่มีการเขียนกันไว้ไปดูรายละเอียดกันเอาเอง ไม่ตอบแล้ว จำไม่ได้
เมื่อถามย้ำว่า ความจริงแล้วนายกรัฐมนตรีไม่อยากจะอยู่ในตำแหน่งต่อใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า "เอ๊ะ ไอ้นี่พูดประหลาด อยากหรือไม่อยากจะมาถามผมได้อย่างไรแบบนี้ ไม่อยากซักอย่าง ไม่อยากมายืนอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรกแล้ว"
'ประชามติ' สรุปชัดหลังประชุมร่วม 'ครม.-คสช.' 19 พ.ค.
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่งความเห็นว่าควรทำประชามติมายังคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่า ครม.และ คสช.จะหารือร่วมกันในวันที่ 19 พ.ค. หากสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) สภานิติบัญญัติ (สนช.) มีข้อเสนอในเรื่องนี้เข้ามาด้วยจะดีเป็นอย่างยิ่ง ส่วนที่ กมธ.ยกร่างฯ ระบุให้ ครม.และ คสช.เป็นผู้คิดรูปแบบการทำประชามติ มองว่า หากจะทำประชามติต้องมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) 2557 ไม่ใช่เขียนเพียงว่าต้องทำประชามติ แต่ต้องแก้ไขกำหนดเวลาเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญที่มีการเขียนล็อกไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวทั้งหมด เพื่อให้สามารถทำประชามติได้ ข้อเสนอว่าการทำประชามติเป็นสิทธิ์ของประชาชนตามมาตรา 4 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว ไม่ได้ให้คำตอบว่าจะทำประชามติเมื่อใด ทำแล้วจะเกิดอะไรขึ้น และไม่สามารถนำมาตรา 44 มาใช้ได้ เพราะมาตรา 44 เป็นอำนาจที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญ ไม่สามารถลบล้างอำนาจที่เท่ากันในรัฐธรรมนูญ ซึ่งกำหนดเวลาเกี่ยวกับการร่างรัฐธรรมนูญไว้ได้
"ถ้าจะทำประชามติมีสองขั้นตอน คือ การแก้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว เพื่อเปิดประตูให้ทำประชามติ และการลงมือทำประชามติ ไม่ใช่ทำได้ภายในอาทิตย์เดียว หากมีการทำคงจะเกิดเดือน ธ.ค.หรือไม่ก็ ม.ค. 2559 ซึ่งเกินกรอบเวลาที่เขียนไว้ใน รธน.ชั่วคราว จึงต้องรื้อกำหนดวันเวลาใหม่ เมื่อแก้แล้วต้องเขียนด้วยว่าให้มีการทำประชามติ และทำภายในกี่วัน นับตั้งแต่เมื่อไหร่ และใครเป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งก็คงหนีไม่พ้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่สำคัญต้องกำหนดว่า หากทำประชามติแล้วผ่านหรือไม่ผ่าน จะเกิดผลอะไรตามมา ถ้าไม่ผ่านตัวอย่างก็มีเช่น กลับไปตั้ง สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ ใหม่ หรือนำรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้ หรือตั้งคนกลางขึ้นมาจัดทำรัฐธรรมนูญให้เสร็จภายใน 1 - 2 เดือน มีด้วยกันหลายทางเลือก" นายวิษณุ กล่าวและว่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่จะตกลงกันในวันที่ 19 พ.ค.นี้ อย่างไรก็ตาม การที่โฆษก กมธ.ยกร่างฯ ระบุว่า ต้องใช้เวลาดำเนินการ 90 วัน เรื่องนี้ต้องสอบถามไปที่ กกต.ด้วย เพราะการทำประชามติไม่เหมือนการเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจะหาเสียงเอง การทำประชามติ รัฐต้องพิมพ์ร่างรัฐธรรมนูญแจกจ่ายให้กับประชาชนที่มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้ง 47 ล้านคน และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ทางวิทยุโทรทัศน์ให้ประชาชนเกิดความเข้าใจด้วย
เมื่อถามว่า ความเห็นส่วนตัวคิดว่าควรทำประชามติหรือไม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ตอบไม่ได้ เพราะเป็นหนึ่งใน ครม. ถ้ามีการถามก็จะกลายเป็นความเห็นของ ครม.ออกมา จึงไม่อยากพูดผ่านสื่อ ยอมรับว่า ส่วนตัวมีข้อเสนอที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวอยู่ในใจไว้บ้างแล้ว และเชื่อว่าในที่ประชุมร่วมอาจมีคนที่จะสอบถาม ทั้งนี้หากมีการทำประชามติเกิดขึ้น รูปแบบคำถามจะเป็นอย่างไรนั้นคงต้องหารือในที่ประชุมกับผู้ที่เกี่ยวข้องอีกครั้งหนึ่ง ถ้าไปชี้นำก็เป็นการแสดงความคิดเห็นส่วนตัว และเชื่อว่าจะมีความชัดเจนหลังวันที่ 19 พ.ค.
เมื่อถามถึงข้อเสนอที่ให้ตัดองค์กรต่างๆ ออกจากร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ นายวิษณุ กล่าวว่า ยังไม่ขอพูดในตอนนี้ เพราะมีข้อเสนอมาจำนวนมาก ว่าควรจะพิจารณาเรื่ององค์กรต่างๆ คงต้องนำมาทบทวนและชั่งน้ำหนักดู ทั้งนี้การเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวนั้น เป็นอำนาจหน้าที่ของ ครม.และ คสช.เท่านั้น คนอื่นไม่มีสิทธิ์แก้ไข
กมธ.การเมืองสปช.เปิดเวทีพรรคการเมืองถก
นายนิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. กล่าวถึงการที่กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะเชิญพรรคการเมืองมาร่วมแสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 15 พ.ค.ว่า กมธ.ได้เชิญพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งพรรคใหญ่และพรรคเล็กมาร่วมให้ความเห็นในวันที่ 15 พ.ค. ซึ่งทุกพรรคตอบรับมาร่วมให้ความเห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งกมธ.จะเจาะประเด็นถามพรรคการเมืองในหัวข้อที่กำลังถกเถียงกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมืองอาทิ ที่มาของนายกรัฐมนตรี ระบบการเลือกตั้งแบบโอเพ่นลิสต์ ที่มาส.ว. จำนวนส.ส. และส.ว. การทำประชามติ รวมถึงประเด็นล่าสุดที่ให้ทำประชามติเรื่องการปฏิรูปประเทศ 2 ปี ก่อนจัดการเลือกตั้ง จากนั้นจะนำความเห็นที่ได้ ไปประกอบความคิดเห็นของกมธ.ปฏิรูปการเมือง เพื่อเสนอให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทบทวนเนื้อหารัฐธรรมนูญต่อไป ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้ปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง แต่เห็นว่า ระยะเวลา 2 ปี มากเกินไป ควรใช้เวลา 1 ปี ปฏิรูปประเทศในเรื่องการจัดทำกฎหมายลูก กฎหมายที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปให้เสร็จเป็นรูปธรรมก่อน จึงจัดเลือกตั้งหากให้ไปดำเนินการหลังเลือกตั้ง รัฐบาลก็มักไม่ดำเนินการออกกฎหมาย ทำให้การปฏิรูปเสียของ
ด้าน นายสิระ เจนจาคะ สปช. กล่าวว่า หลังจากได้เสนอแนวทางการทำประชามติสอบถามประชาชนให้มีการปฏิรูปประเทศ 2 ปี ก่อนจัดการเลือกตั้งนั้น ขณะนี้ได้รับการตอบรับจากสปช.หลายคนขอเข้าร่วมแปรญัตติเพื่อเสนอหลักการดังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ออกมาคัดค้านนั้น มีแต่นักการเมืองเท่านั้น แต่ประชาชนเห็นด้วยหมด ยืนยันว่า ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ เพราะคนที่จะเห็นชอบเรื่องนี้คือ ประชาชน ไม่ใช่สปช.มายกมือโหวตเอง นักการเมืองจะกลัวอะไรกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยบอกว่า รอการเลือกตั้งได้ ขอให้รัฐธรรมนูญออกมาสมบูรณ์ ระยะเวลา 2 ปีในการปฏิรูปไม่ถือว่านานเกินไป เพราะการปฏิรูปมีขั้นตอนและต้องใช้ระยะเวลา มั่นใจว่า ประชาชนต้องการให้ปฏิรูป ถ้ายังจำกันได้ช่วงปีที่แล้วมีประชาชนออกมาเป็นสิบล้านคนเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่ตอนนี้กลับไม่มีการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม จึงควรมีการปฏิรูปตามที่ประชาชนเสียสละออกมาเคลื่อนไหว สิ่งที่ทำมาจะได้ไม่ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
“การที่พวกผมเรียกร้องให้ปฏิรูป 2 ปี ก่อนเลือกตั้ง ไม่ได้รับลูก หรือรับคำสั่งจากใครมาเคลื่อนไหว แต่ทำตามความต้องการจากที่ไปรับฟังความเห็นของประชาชนมา ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย ก็ทำไม่ได้ ขณะนี้กระแสประชาชนอยากให้ปฏิรูปมาก ถ้าประชาชนต้องการเช่นนี้ก็ต้องทำให้ประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้พลเมืองเป็นใหญ่ ดังนั้นต้องฟังเสียงประชาชน เชื่อว่า นักการเมืองและต่างประเทศรอการเลือกตั้งได้ ส่วนวิธีการทำประชามติก็ให้ทำพ่วงไปพร้อมๆ กับการทำประชามติว่า จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เสียเงิน 3,000 ล้านบาท ทำเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องมาทำหลายครั้ง” นายสิระ กล่าว
'อุเทน'ปัดร่วมสับการสัมนาเพื่อสร้างภาพ
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมืองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เชิญผู้แทนพรรคการเมืองต่างๆเข้าร่วมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 15 พ.ค.นี้ว่า ทางพรรคคนไทยได้รับหนังสือเชิญจาก กมธ.ปฏิรูปการเมืองเช่นกัน ด้วยความขอบคุณ แต่ทั้งนี้มองว่าการเปิดเวทีของผู้แทนพรรคการเมือง หรือเวทีสำหรับและภาคประชาชนที่ กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะจัดขึ้นนั้น เป็นเพียงสร้างภาพให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ไม่มีประโยชน์จากการรับฟังอย่างจริงจัง เพราะขณะนี้แม้แต่ภายใน สปช.หรือ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเองก็ยังมีความสับสนอย่างมากต่อเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ที่หลายประเด็นผิดเพี้ยนไปจากหลักการจัดทำกฎหมายสูงสุดของประเทศ เนื่องจากเป็นการร่างเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่มบุคคลมากกว่าเพื่อประชาชนและบ้านเมือง ดังนั้นการที่เปิดการรับฟังความคิดเห็นของผู้แทนพรรคการเมือง หรือภาคประชาชน จึงยากที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ แต่จะสร้างความสับสนมากขึ้นไปอีก
นายอุเทน กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันหลังจากที่มีการเผยแพร่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญออกมา ต้องยอมรับว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่เป็นไปในทางไม่เห็นด้วยในหลายๆประเด็น แม้แต่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย และมือกฎหมายคนสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เองก็ยังบอกว่าต้องมีการแก้ไขเนื้อหาหลายเรื่องด้วยกัน สะท้อนให้เห็นว่าถึงความขัดแย้งดันภายในองคาพยพของ คสช. การเสนอความเห็นโดยประชาชนหรือพรรคการเมืองยิ่งเป็นไปได้ยากที่จะถูกรับฟัง สำหรับการทำประชามตินั้น ส่วนตัวสนับสนุนให้ต้องมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงฉันทามติต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ หากแต่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญยังเป็นเช่นนี้อยู่ก็เชื่อว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้นไปอีก
“ขอให้ สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ รวมไปถึง คสช.ไปทบทวนวางกรอบการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนเสียก่อนให้เป็นประโยชน์เพื่อประเทศชาติ และประชาชน ที่สำคัญให้ประชาชนได้มีอำนาจอย่างแท้จริง ไม่ใช่สอดไส้เอื้อให้คนบางกลุ่มมีอำนาจเหนือประชาชน รวมไปถึงเรื่องการสืบทอดอำนาจที่ถูกจับตามองอยู่ด้วย” นายอุเทน ระบุ
นายนิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ และคณะกรรมาธิการปฏิรูปการเมือง สปช. กล่าวถึงการที่กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะเชิญพรรคการเมืองมาร่วมแสดงความเห็นร่างรัฐธรรมนูญ ในวันที่ 15 พ.ค.ว่า กมธ.ได้เชิญพรรคการเมืองทุกพรรค ทั้งพรรคใหญ่และพรรคเล็กมาร่วมให้ความเห็นในวันที่ 15 พ.ค. ซึ่งทุกพรรคตอบรับมาร่วมให้ความเห็นเป็นจำนวนมาก ซึ่งกมธ.จะเจาะประเด็นถามพรรคการเมืองในหัวข้อที่กำลังถกเถียงกัน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องการเมืองอาทิ ที่มาของนายกรัฐมนตรี ระบบการเลือกตั้งแบบโอเพ่นลิสต์ ที่มาส.ว. จำนวนส.ส. และส.ว. การทำประชามติ รวมถึงประเด็นล่าสุดที่ให้ทำประชามติเรื่องการปฏิรูปประเทศ 2 ปี ก่อนจัดการเลือกตั้ง จากนั้นจะนำความเห็นที่ได้ ไปประกอบความคิดเห็นของกมธ.ปฏิรูปการเมือง เพื่อเสนอให้กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญทบทวนเนื้อหารัฐธรรมนูญต่อไป ส่วนตัวเห็นด้วยที่จะให้ปฏิรูปประเทศก่อนการเลือกตั้ง แต่เห็นว่า ระยะเวลา 2 ปี มากเกินไป ควรใช้เวลา 1 ปี ปฏิรูปประเทศในเรื่องการจัดทำกฎหมายลูก กฎหมายที่ต้องออกตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิรูปให้เสร็จเป็นรูปธรรมก่อน จึงจัดเลือกตั้งหากให้ไปดำเนินการหลังเลือกตั้ง รัฐบาลก็มักไม่ดำเนินการออกกฎหมาย ทำให้การปฏิรูปเสียของ
ด้าน นายสิระ เจนจาคะ สปช. กล่าวว่า หลังจากได้เสนอแนวทางการทำประชามติสอบถามประชาชนให้มีการปฏิรูปประเทศ 2 ปี ก่อนจัดการเลือกตั้งนั้น ขณะนี้ได้รับการตอบรับจากสปช.หลายคนขอเข้าร่วมแปรญัตติเพื่อเสนอหลักการดังกล่าวต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ที่ออกมาคัดค้านนั้น มีแต่นักการเมืองเท่านั้น แต่ประชาชนเห็นด้วยหมด ยืนยันว่า ไม่ใช่การสืบทอดอำนาจ เพราะคนที่จะเห็นชอบเรื่องนี้คือ ประชาชน ไม่ใช่สปช.มายกมือโหวตเอง นักการเมืองจะกลัวอะไรกัน ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยบอกว่า รอการเลือกตั้งได้ ขอให้รัฐธรรมนูญออกมาสมบูรณ์ ระยะเวลา 2 ปีในการปฏิรูปไม่ถือว่านานเกินไป เพราะการปฏิรูปมีขั้นตอนและต้องใช้ระยะเวลา มั่นใจว่า ประชาชนต้องการให้ปฏิรูป ถ้ายังจำกันได้ช่วงปีที่แล้วมีประชาชนออกมาเป็นสิบล้านคนเรียกร้องให้ปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง แต่ตอนนี้กลับไม่มีการปฏิรูปอย่างเป็นรูปธรรม จึงควรมีการปฏิรูปตามที่ประชาชนเสียสละออกมาเคลื่อนไหว สิ่งที่ทำมาจะได้ไม่ต้องไปเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่
“การที่พวกผมเรียกร้องให้ปฏิรูป 2 ปี ก่อนเลือกตั้ง ไม่ได้รับลูก หรือรับคำสั่งจากใครมาเคลื่อนไหว แต่ทำตามความต้องการจากที่ไปรับฟังความเห็นของประชาชนมา ถ้าประชาชนไม่เห็นด้วย ก็ทำไม่ได้ ขณะนี้กระแสประชาชนอยากให้ปฏิรูปมาก ถ้าประชาชนต้องการเช่นนี้ก็ต้องทำให้ประชาชน รัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้พลเมืองเป็นใหญ่ ดังนั้นต้องฟังเสียงประชาชน เชื่อว่า นักการเมืองและต่างประเทศรอการเลือกตั้งได้ ส่วนวิธีการทำประชามติก็ให้ทำพ่วงไปพร้อมๆ กับการทำประชามติว่า จะรับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ เสียเงิน 3,000 ล้านบาท ทำเพียงครั้งเดียว ไม่ต้องมาทำหลายครั้ง” นายสิระ กล่าว
'อุเทน'ปัดร่วมสับการสัมนาเพื่อสร้างภาพ
นายอุเทน ชาติภิญโญ หัวหน้าพรรคคนไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมืองของสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) เชิญผู้แทนพรรคการเมืองต่างๆเข้าร่วมสัมมนาเพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญในวันที่ 15 พ.ค.นี้ว่า ทางพรรคคนไทยได้รับหนังสือเชิญจาก กมธ.ปฏิรูปการเมืองเช่นกัน ด้วยความขอบคุณ แต่ทั้งนี้มองว่าการเปิดเวทีของผู้แทนพรรคการเมือง หรือเวทีสำหรับและภาคประชาชนที่ กมธ.ปฏิรูปการเมืองจะจัดขึ้นนั้น เป็นเพียงสร้างภาพให้เกิดการมีส่วนร่วมของประชาชน แต่ไม่มีประโยชน์จากการรับฟังอย่างจริงจัง เพราะขณะนี้แม้แต่ภายใน สปช.หรือ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเองก็ยังมีความสับสนอย่างมากต่อเนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญ ที่หลายประเด็นผิดเพี้ยนไปจากหลักการจัดทำกฎหมายสูงสุดของประเทศ เนื่องจากเป็นการร่างเพื่อประโยชน์เฉพาะกลุ่มบุคคลมากกว่าเพื่อประชาชนและบ้านเมือง ดังนั้นการที่เปิดการรับฟังความคิดเห็นของผู้แทนพรรคการเมือง หรือภาคประชาชน จึงยากที่จะนำไปสู่การปฏิบัติ แต่จะสร้างความสับสนมากขึ้นไปอีก
นายอุเทน กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันหลังจากที่มีการเผยแพร่เนื้อหาของร่างรัฐธรรมนูญออกมา ต้องยอมรับว่าเสียงวิพากษ์วิจารณ์ส่วนใหญ่เป็นไปในทางไม่เห็นด้วยในหลายๆประเด็น แม้แต่ นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรีด้านกฎหมาย และมือกฎหมายคนสำคัญของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เองก็ยังบอกว่าต้องมีการแก้ไขเนื้อหาหลายเรื่องด้วยกัน สะท้อนให้เห็นว่าถึงความขัดแย้งดันภายในองคาพยพของ คสช. การเสนอความเห็นโดยประชาชนหรือพรรคการเมืองยิ่งเป็นไปได้ยากที่จะถูกรับฟัง สำหรับการทำประชามตินั้น ส่วนตัวสนับสนุนให้ต้องมีการเปิดโอกาสให้ประชาชนแสดงฉันทามติต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนที่จะมีการประกาศใช้ หากแต่เนื้อหาร่างรัฐธรรมนูญยังเป็นเช่นนี้อยู่ก็เชื่อว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งมากยิ่งขึ้นไปอีก
“ขอให้ สปช.และ กมธ.ยกร่างฯ รวมไปถึง คสช.ไปทบทวนวางกรอบการแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญให้ชัดเจนเสียก่อนให้เป็นประโยชน์เพื่อประเทศชาติ และประชาชน ที่สำคัญให้ประชาชนได้มีอำนาจอย่างแท้จริง ไม่ใช่สอดไส้เอื้อให้คนบางกลุ่มมีอำนาจเหนือประชาชน รวมไปถึงเรื่องการสืบทอดอำนาจที่ถูกจับตามองอยู่ด้วย” นายอุเทน ระบุ
'ชาติพัฒนา-ปชป.-รักประเทศไทย'ตอบรับ
นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา โฆษกพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ทางพรรคตอบรับเข้าเวทีรับฟังความเห็นของตัวแทนพรรคการเมืองและภาคประชาชน ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จัดขึ้นในวันที่ 15 พ.ค. นี้ โดยทางพรรคได้ส่ง นายปิยะชนก ลิมปะพันธุ์ กรรมบริหารพรรคชาติพัฒนา และนายกริชชัย อรุณวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา เข้าร่วม เบื้องต้นพรรคเตรียมเสนอความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ การตรวจสอบการทุจริตที่เป็นมาตรฐาน และอยู่ภายใต้บทลงโทษที่เท่าเทียม ทุกตำแหน่ง ทุกองค์กร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปราบปรามทุจริต ทั้งนี้หลังจากที่เข้าให้ความเห็นต่อกมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. แล้ว ทางพรรคยังเตรียมส่งข้อเสนอไปยังกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ทำหนังสือรับฟังความเห็น ภายในวันที่ 20 พ.ค.นี้
“พรรคชาติพัฒนามีนโยบายที่จะสนับสนุนการปฏิรูปของประเทศชาติอยู่แล้ว ซึ่งหากได้รับเชิญจากองค์กรใดๆที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศมีการปฏิรูปไปในทางที่ดีขึ้น พรรคก็พร้อมที่จะเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อชาติในอนาคต ขณะที่เรื่องการทำประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมเห็นด้วย เนื่องจากการเขียนร่างรัฐธรรมนูญออกมาก็เพื่อประชาชน ดังนั้นการถามความเห็นประชาชนจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ดี” นายชลิตรัตน์ กล่าว
ด้านนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวตอบรับการเข้าร่วมเวทีของกมธ.ปฏิรูปการเมือง และพร้อมที่จะนำเสนอประเด็นสำคัญ คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมืองเพื่อให้มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ไม่เห็นด้วยที่จะลดความเข้มแข็งของพรรคการเมือง เพราะอาจเกิดปรากฏการณ์คล้ายกับช่วงที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมยกร่าง ที่ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กต้องไปอยู่รวมกับพรรคไทยรักไทย ที่มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ทำให้พรรคพ.ต.ท.ทักษิณเป็นใหญ่ และเกิดสภาพบ้านเมืองที่มีปัญหา และไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้มีกลุ่มการเมือง เพราะอาจเปิดช่องให้มีนอมินีของพรรคการเมืองได้
ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนไปร่วมกับเวทีดังกล่าวด้วย เนื่องจากทางกมธ.ปฎิรูปการเมือง ต้องการฟังความเห็นจากพรรคการเมือง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ยินดีให้ความร่วมมือ เพราะต้องการจะไปชี้ให้เห็นในขอบเขตของรัฐธรรมนูญ และจะชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะนำสังคมไปสู่การปฏิรูปการเมืองได้จริงหรือไม่ อย่างไร และมีประเด็นใดที่จะคิดว่าควรปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้รัฐธรรมนูญที่ออกมาดีกว่าเดิม นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองได้อย่างแท้จริง และเป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างแท้จริง
นายชลิตรัตน์ จันทรุเบกษา โฆษกพรรคชาติพัฒนา กล่าวว่า ทางพรรคตอบรับเข้าเวทีรับฟังความเห็นของตัวแทนพรรคการเมืองและภาคประชาชน ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) ปฏิรูปการเมือง สภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) จัดขึ้นในวันที่ 15 พ.ค. นี้ โดยทางพรรคได้ส่ง นายปิยะชนก ลิมปะพันธุ์ กรรมบริหารพรรคชาติพัฒนา และนายกริชชัย อรุณวงศ์ ณ อยุธยา กรรมการที่ปรึกษาพรรคชาติพัฒนา เข้าร่วม เบื้องต้นพรรคเตรียมเสนอความคิดเห็นในประเด็นต่างๆ การตรวจสอบการทุจริตที่เป็นมาตรฐาน และอยู่ภายใต้บทลงโทษที่เท่าเทียม ทุกตำแหน่ง ทุกองค์กร เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการปราบปรามทุจริต ทั้งนี้หลังจากที่เข้าให้ความเห็นต่อกมธ.ปฏิรูปการเมือง สปช. แล้ว ทางพรรคยังเตรียมส่งข้อเสนอไปยังกมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ทำหนังสือรับฟังความเห็น ภายในวันที่ 20 พ.ค.นี้
“พรรคชาติพัฒนามีนโยบายที่จะสนับสนุนการปฏิรูปของประเทศชาติอยู่แล้ว ซึ่งหากได้รับเชิญจากองค์กรใดๆที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อให้ประเทศมีการปฏิรูปไปในทางที่ดีขึ้น พรรคก็พร้อมที่จะเข้าร่วมเสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ต่อชาติในอนาคต ขณะที่เรื่องการทำประชามติต่อร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมเห็นด้วย เนื่องจากการเขียนร่างรัฐธรรมนูญออกมาก็เพื่อประชาชน ดังนั้นการถามความเห็นประชาชนจึงถือว่าเป็นสิ่งที่ดี” นายชลิตรัตน์ กล่าว
ด้านนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ หัวหน้าพรรครักประเทศไทย กล่าวตอบรับการเข้าร่วมเวทีของกมธ.ปฏิรูปการเมือง และพร้อมที่จะนำเสนอประเด็นสำคัญ คือ การสร้างความเข้มแข็งให้กับพรรคการเมืองเพื่อให้มีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ทั้งนี้ไม่เห็นด้วยที่จะลดความเข้มแข็งของพรรคการเมือง เพราะอาจเกิดปรากฏการณ์คล้ายกับช่วงที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 ซึ่งนายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธาน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ร่วมยกร่าง ที่ทำให้พรรคการเมืองขนาดเล็กต้องไปอยู่รวมกับพรรคไทยรักไทย ที่มีพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรค ทำให้พรรคพ.ต.ท.ทักษิณเป็นใหญ่ และเกิดสภาพบ้านเมืองที่มีปัญหา และไม่เห็นด้วยกับการกำหนดให้มีกลุ่มการเมือง เพราะอาจเปิดช่องให้มีนอมินีของพรรคการเมืองได้
ขณะที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตนไปร่วมกับเวทีดังกล่าวด้วย เนื่องจากทางกมธ.ปฎิรูปการเมือง ต้องการฟังความเห็นจากพรรคการเมือง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์ก็ยินดีให้ความร่วมมือ เพราะต้องการจะไปชี้ให้เห็นในขอบเขตของรัฐธรรมนูญ และจะชี้ให้เห็นว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ จะนำสังคมไปสู่การปฏิรูปการเมืองได้จริงหรือไม่ อย่างไร และมีประเด็นใดที่จะคิดว่าควรปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้รัฐธรรมนูญที่ออกมาดีกว่าเดิม นำไปสู่การปฏิรูปการเมืองได้อย่างแท้จริง และเป็นที่ยอมรับของประชาชนอย่างแท้จริง
'นายกฯ'ถก'พลังงาน' ยันไม่มีการเจรจานอกรอบ
พล.อ.ประยุทธ์ เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ โดยนายกรัฐมนตรี กล่าวเริ่มการประชุมว่า มีความเข้าใจในการทำงานของข้าราชการ ที่ต้องทำงานภายใต้นโยบายของรัฐบาล เพราะบางอย่างถึงแม้จะมีปัญหา แต่ก็มีความจำเป็นที่ต้องทำ จึงขอให้ทุกคนทำงานด้วยความระมัดระวังที่สุด โดยเฉพาะเรื่องความไว้วางใจจากประชาชน จะใช้อำนาจเพียงอย่างเดียวไม่ได้ เพราะเมื่อเกิดปัญหาจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง รวมถึงตนเองก็ได้รับผลกระทบไปด้วยในฐานะที่เป็นผู้รับผิดชอบและดูแลภาพรวม จึงขอให้เร่งทำความเข้าใจกับประชาชนโดยเร็ว สำหรับการประชุมในวันนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวยอมรับว่า ทุกฝ่ายจับตามองเป็นอย่างยิ่ง เพราะต่างคาดหวังว่าผลที่จะออกจะลดความไม่เข้าใจของคนลงได้บ้าง จึงขอให้ทุกคนใช้ความอดทนในการทำงานและดำเนินการทุกอย่าง เพื่อให้ประเทศเกิดความมั่นคง จากความร่วมมือของประชาชนทุกฝ่าย
พล.อ.ประยุทธ์ เปิดเผยภายหลังการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้มีหลายอย่างที่เป็นประโยชน์ทั้งแผนจัดการพลังงาน กฎหมาย การลงทุนพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือก การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและการวางแผนล่วงหน้า ระบบสายส่ง การวางระบบท่อแก๊สเพื่ออนาคต ที่จะไม่เอื้อประโยชน์ใคร สื่อก็อย่าไปเขียนว่าเจรจาเพื่อผลประโยชน์ใคร เขาตกลงกันที่นี่ ซึ่งเป็นคณะกรรมการ 2 คณะ การจะไปเจรจากับใครนั้นต้องใช้มติจากที่ประชุมไปคุย ไม่ใช่คุยส่วนตัว ถ้าคุยส่วนตัว ไม่รับ ถ้ามาเสนอก็ไม่อนุมติ หลักการต้องเป็นไปตามที่ประชุม
สำหรับการเดินหน้าเปิดสัมปทานนั้น พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยเพราะต้องเตรียมการในการเรื่องการจัดสำรวจและการจัดหาผลผลิตที่ต้องเป็นไปตามกฎหมายที่กำลังแก้ไขอยู่ เราจะไม่พูดเรื่องสัมปทานหรือระบบแบ่งปันผลผลิตหรือพีเอสซี โดยจะต้องรอกฎหมายใหม่ก่อนที่จะดำเนินการต่อไป และต้องทันเวลา แต่ต้องยอมรับว่าตอนนี้ราคาพลังงานในอ่าวไทยอยู่ 8 เหรียญต่อล้านบีทียู ถ้าซื้อจากประเทศรอบบ้าน 12 เหรียญ ซึ่งระยะต่อไปจะเป็น 10 เหรียญ ทั้งนี้ ราคาก็จะลดลงเรื่อยๆ แล้วจะให้ไปซื้อในราคา 10 - 12 เหรียญ จะขายไหม เพราะเขาต้องใช้พัฒนาประเทศ จึงต้องลดสัดส่วนในการขาย ขณะที่พลังงานของเราก็ลดลงไปเรื่อยๆ หากดำเนินการช้าก็จะไม่ทัน ซึ่งปีหน้าก็จะเริ่มลดปริมาณลงแล้ว เราไม่สามารถกำหนดอะไรได้ จึงต้องมาทดแทนด้วยโรงไฟฟ้าภายในประเทศ ที่หากใช้แก๊สก็เป็นอยู่อย่างนี้ ถ้าเปลี่ยนป็นลิกไนต์ได้บ้าง ก็จะทดแทนการใช้แก๊สให้ลดลงได้
ส่วนเรื่องพลังงานทดแทนนั้นต้องเน้นว่ามีทั้งบ้านพักและชุมชน วันนี้เร่งให้ดูเรื่องสหกรณ์การเกษตรที่จะทำให้เป็นสมาร์ทฟามเมอร์ ที่ต้องใช้เทคโนโลยี แต่ถ้าเราไปทำให้ตอนนี้ก็ไม่ทัน ไม่คุ้มค่า เพราะไม่มีสายไฟ สายส่ง จึงเร่งให้ทันในแผนกรอบหน้าหรือกรอบต่อไป ที่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน พลังงานทางเลือกไม่ว่าจะใช้แสงอาทิตย์หรืออะไรก็แล้วแต่ เกษตรกรจึงต้องดูแลตัวเองกันไปก่อน วันหน้าถ้าโรงงานไฟฟ้าจากขยะเกิดขึ้นได้ก็จะช่วยเสริมในส่วนนี้ได้ไปถึงทั่วประเทศ วันนี้เราลงทุนด้านสายส่ง ซึ่งต้องใช้งบประมาณหลายหมื่นล้าน โดยต้องวางแผนเส้นทางการดำเนินการเชื่อมต่อล่วงหน้า เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนแปลงก็สามารถเปลี่ยนได้แต่ต้องวางไว้ก่อนเพื่อเป็นข้อมูลการลงทุนของภาคเอกชน และการขยายตัวของชุมชน โดยที่ผ่านมาในการอนุมัติโควตาไฟฟ้าที่ไม่ได้ดูสายส่งไฟฟ้าทำให้เกินมาตลอด วันนี้เราพยายามปรับลดให้เหลือ 15 เปอร์เซ็นต์ จาก 40 เปอร์เซ็นต์ โดยที่เกินนั้นก็ไม่สามารถนำมาสร้างและขายได้ เพราะไม่มีสายส่ง ซึ่งได้มีการอนุมัติไปแล้วก็ต้องไปไล่ตรงโน้น วันนี้เราเอาทุกอย่างมาแก้ไขหมด ถ้าต้านทุกอย่างก็ไปไม่ได้ ไม่ได้รู้จักใครสักคน การทำงานจึงอยู่ตรงนี้เท่านั้น ถ้าจะทำไฟฟ้าให้เข้าถึงทุกชุมชน กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ต้องรู้เรื่องว่าพื้นที่ตรงไหน ทำได้อย่างไร และเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะวางสายส่งอย่างไรให้เกิดความมั่นคงและปลอดภัยและให้บริการประชาชน รวมทั้งเตรียมแผนสำรองอนาคตและวางระบบโรงไฟฟ้าให้ได้
พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ที่ประชุมมีการหารือถึงการปรับลดปริมาณการสำรองน้ำมันของภาคเอกชน จาก 12 เปอร์เซ็นต์ เหลือ 6 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะเก็บสต็อกทั้งน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป เพราะต้องใช้พื้นที่ในการจัดเก็บจำนวนมาก และวันนี้ราคาน้ำมันก็ถูกลง หากสำรองไว้มาก แล้วราคาตกลงก็จะเสียหายเปล่าๆ โดยทั้งหมดนี้ไม่ได้ประโยชน์ใคร เราปรับลดทุกบริษัทไม่ใช่เฉพาะ ปตท.เท่านั้น ทุออย่างอย่าไปจ้องแต่ ปตท. แต่ในมุมมองรัฐบาลนั่น ปตท. คือหนึ่งในบริษัทที่รัฐบาลมีสัดส่วนลงทุนเท่านั้น และปริมาณน้ำมันสำรองทุกบริษัทต้องจัดเก็บไว้อยู่แล้ว
เตรียมหาศูนย์ควบคุม 'โรฮิงญา' ชั่วคราว
พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญา หลังสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) เสนอให้มีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างประเทศในภูมิภาค เพื่อแก้ไขสถานการณ์ ว่า ถ้าเขาผ่านในน่านน้ำแล้วออกไปข้างนอก ก็เรื่องของเขา เราก็ดูแลอำนวยความสะดวก ดูแลสิทธิมนุษยชน เขาจะไปที่ไหนก็ต้องให้ไป แต่ต้องปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอด ถ้าสมมติว่าผิดกฎหมาย ขึ้นมาฝั่งไทย เราจะดูแลเขาอย่างไร ถ้าเรารับทั้งหมด เปิดฟรี ใครอยากจะมาก็มา ถามว่าประเทศไทยจะดูแลเขาไหวไหม งบประมาณเอามาจากไหน งบประมาณต้องเอาภาษีของคนไทยทั้งหมดไปดูแลเขาอีกใช่หรือไม่ ตอนนี้ศูนย์พักพิงทั้ง 9 ศูนย์ยังอยู่ มีคนอยู่ 4 แสนกว่า ของเดิมเกือบ 5 แสนคน วันนี้เหลือประมาณ 1 แสนคน ก็ถือว่าเราประสบความสำเร็จในการที่จะเอาเขากลับบ้านส่วนเรื่องที่จะไปประเทศที่สามเลิกพูด ไม่มีใครรับ แต่ทุกคนพยายามที่จะให้ประเทศกลางทางเช่นเรารับผิดชอบ มันเป็นธรรมหรือไม่ กำลังให้กระทรวงการต่างประเทศเขาประชุมทั้งหมด 15 ประเทศ 15 หน่วยงานที่ได้รับผลกระทบ ทั้งต้นทาง กลางทาง ปลายทาง และจะต้องหารือระหว่างองค์กรระหว่างประเทศว่าจะดูแลกันอย่างไร งบประมาณจะเอาที่ไหน ถ้าเรารับภาระ มันก็เป็นภาระมากเกินไปหรือเปล่า แต่เราก็ปฏิเสธความรับผิดชอบไม่ได้ ต้องเข้าใจ
ส่วนมีแนวโน้มที่จะจัดตั้งศูนย์พักพิงใช่หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า อย่าไปพูดอย่างนั้น มันไม่ใช่ศูนย์อพยพ เป็นการที่คนพวกนี้เข้ามาและผิดกฎหมาย ผิดแล้วมีที่ควบคุมไว้ที่ไหนบ้าง ที่สวนพลูรับไหวหรือไม่สามสี่พันคน ก็ต้องไปหาที่ควบคุมไว้ดำเนินคดี เนื่องจากพื้นที่มีจำกัด หรือจะหาวิธีการอื่น ในมาตรการระยะสั้น ไม่ใช่ศูนย์ถาวรสิบยี่สิบปี และจะไปหวังว่าเขาจะออกไป ใครจะเป็นคนรับไป อย่าไปหวังอย่างนั้นไม่ได้
ต่อข้อถามที่ว่า จำเป็นจะต้องสร้างศูนย์เฉพาะหน้าไว้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไปหาที่ ไม่ได้สร้าง ตอนนี้ยังไม่รู้ ยังดูอยู่ กำลังหาอยู่ คนไทยยังไม่มีที่จะอยู่เลย
ส่วนหากจะสร้างศูนย์พักพิงจะสามารถของบประมาณจากยูเอ็นได้หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ทำได้ แต่เขาให้หรือเปล่า ตนเป็นยูเอ็นหรือเปล่า ก็ขอไป แล้วมันจะได้ไหม จะร้อยเปอร์เซ็นต์ไหม ตั้งมาก่อนแล้วขอเขาไปได้ไหม คุณสัญญาแทนเขาได้ไหม ถามอย่างกับตนเป็นเจ้าโลก
ผู้สื่อข่าวถามว่า การประชุมว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติในมหาสมุทรอินเดีย ในวันที่ 29 พ.ค.ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ จะถือโอกาสหารือเรื่องดังกล่าวด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ก็ต้องคุยกัน ทุกเรื่องทุกมิติ ไม่ต้องกลัวหรอก ก็ใช้สติปัญญาทำงาน แต่บางอย่างก็พูดได้ บางอย่างยังไม่ต้องพูด ไม่ใช่พูดมันทุกเรื่องแล้วทำไม่ได้สักเรื่อง เพราะว่าบางเรื่องมันเกี่ยวพันกับหลายประเทศ ถ้าท่านพูดไปพูดมามันก็มีผลกระทบกับใครสักอย่าง เอาแค่ประเทศเรามันก็แย่พอแล้ว ถ้าไปพาดพิงคนเขามากๆ เราจะขอความร่วมมือมันก็ไม่ได้ ปัญหาเรื่องประมง ค้ามนุษย์ เยอะแยะไปหมด เราแก้ของเราเถอะ และเราก็ขอความสนับสนุนจากประเทศอื่นๆ เขาบ้างมันถึงจะไปได้ ถ้าเราประโคมทุกเรื่องออกมาทั้งหมด แล้วทุกประเทศเขาเงียบไหมเรื่องค้ามนุษย์ เรื่องโรฮิงญา เรื่องประมง เขาพูดกันบ้างไหม เขาไม่พูดกันเลย แต่เราประโคมกันเข้าไป ท้ายที่สุดเราก็จะเป็นศูนย์กลางเรื่องเลวร้ายทั้งหมดในอาเซียน แต่ตนไม่ได้หมายความว่าต้องปิดบัง เพียงแต่ท่านพูดให้หน่อยว่ารัฐบาลเตรียมจะแก้ไขด้วยเจตนารมณ์ที่แน่วแน่ กำลังแก้ไขในเรื่องต่างๆ ทั้งกฎหมาย วิธีการบริหาร



