
ยกฟ้องพิจิตร-ประเสริญไม่ผิดปมทุจริตซื้อที่จอดรถกทม.
14 พ.ค. 2558
ศาลยกฟ้อง"พิจิตต-ประเสริฐ"ไม่ผิดทุจริตซื้อที่จอดรถ กทม.แพงเกินจริง ส่วน" อดีตเลขาฯผู้ว่า"เจอคุก8ปี"อดีตผอ.เขตบางซื่อ" โดนคุก10ปียอมรับเงินช่วยซื้อที่
ที่ห้องพิจารณา 808 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก วันที่ 14 พ.ค.58 เวลา 09.50 น. ศาลอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.3387/2553 ,อ.3419/2553 , อ.3447/2553 , อ.3505/2553 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 2 เป็น โจทก์ ยื่นฟ้อง นาย พิจิตต รัตตกุล อดีตผู้ว่าฯ กทม. ,นาย ญาณเดช ทองสิมา อดีตรองผู้ว่าฯ กทม. , นาย มหินทร์ ตันบุญเพิ่ม อดีตที่ปรึกษาผู้ว่า ฯ กทม. , นายสมคาด สืบตระกูล อดีตเลขานุการผู้ว่าฯ กทม. , นายประเสริฐ สมะลาภา อดีตปลัด กทม. , นาย สมควร รวิรัฐ อดีต ผอ.สำนักการคลัง กทม. , นางอรุณพรรณ แก้วมรินทร์อดีตผอ.กองระบบการคลัง กทม. และนาย ชวน พัฒนวรานนท์ อดีต ผอ.เขตบางซื่อ เป็นจำเลยที่ 1-8 ในความผิดฐาน เป็นเจ้าพนักงานร่วมกันใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ฯ,ร่วมกันเรียก รับ หรือยอมจะรับ ทรัพย์สินฯ สำหรับตนเองหรือผู้อื่นโดยมิชอบ และ ร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 149 , 151 และ 157
ตามฟ้องอัยการโจทก์เดือน ต.ค.53 บรรยายพฤติการณ์สรุปว่า โจทก์ยื่นฟ้องสรุปว่า ระหว่างวันที่ 4 ธ.ค.38 – 16 ก.ย.40 พวกจำเลย ร่วมกับนายสมคาด เลขานุการผู้ว่าฯ กทม. และนายชวน ผอ.เขตบางซื่อ เรียกทรัพย์สิน จากการดำเนินการจัดซื้อที่ดินของนายสุพจน์ และ นาง สุณี มโนมัยพันธุ์ เพื่อจัดหาสถานที่ เพื่อใช้เป็นที่จอดรถขยะรถน้ำของกทม. ซึ่งหลังมีการประกาศให้ประชาชนเสนอขายที่ดินแก่ กทม. ต่อมานายชวน ได้รายงานว่า นายสุพจน์ และนาง สุณี เสนอขายที่ดิน 17 แปลง เนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา พร้อมอาคารและสิ่งก่อสร้าง ที่ตั้งอยู่ในซอยเรียงปรีชา ถนนประชาราษฎร์ 1 แขวงและเขตบางซื่อ กทม. ราคาตารางวาละ 60,000 บาท และบริษัท วินโล จำกัด เสนอขายที่ดินเนื้อที่ 9 ไร่ 1 งาน 42 ตารางวา แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ราคาตารางวาละ 65,000 บาท ต่อมานายชวน ผอ.เขตบางซื่อ มีหนังสือสอบถามราคาประเมินที่ดินของนาย สุพจน์ เพียงรายเดียว รวม 15 โฉนด ไปยังสำนักงานที่ดิน กทม. ที่ตีราคาประเมินที่ดินดังกล่าวตารางวาละ 42,000 บาท ขณะที่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ตีราคาประเมินตารางวาละ 60,000 บาท นอกจากนี้ที่ดินนั้น ก็ไม่ปรากฏว่าทางเข้า - ออกมีการจดทะเบียนโอนเป็นทางสารธารณประโยชน์ แต่ทางเข้า - ออกตกเป็นภาระจำยอมโดยการจัดซื้อที่ดินได้เสนอให้จำเลยพิจารณาอนุมัติจัดซื้อที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวโดยวิธีการพิเศษ ตามข้อบัญญัติ กทม.เรื่องการพัสดุ พ.ศ.2538 โดยมีนาย สมควร รวิรัฐ ผอ.สำนักการคลังกทม. เป็นประธานกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษอันเป็นการขัดต่อ ข้อบัญญัติ กทม. เรื่องการพัสดุ พ.ศ.2538 เนื่องจากไม่ใช่พัสดุที่ต้องซื้อเร่งด่วน แต่คณะกรรมการจัดซื้อโดยวิธีพิเศษเชิญ นายสุพจน์และนาง สุณี มโนมัยพันธุ์ ต่อรองราคาโดยไม่พิจารณาผู้เสนอขายรายอื่นก่อนมีมติให้จัดซื้อที่ดินดังกล่าว ในราคาตารางวาละ 59,900 บาท รวมเนื้อที่ 11 ไร่ 1 งาน 76 ตารางวา ซึ่งรวมราคา หลังต่อรองลงแล้วจำนวน 270 ล้านบาท กระทั่งวันที่ 16 ก.ย. 40 จำเลยมอบอำนาจให้นายชวน ผอ.เขตบางซื่อ ทำสัญญาจัดซื้อที่ดินจากนายสุพจน์
การกระทำของจำเลยกับพวก ทำให้ กทม.ได้รับความเสียหาย ที่ต้องซื้อที่ดินแพงเกินจริงเป็นเงินจำนวน 36,855,070 บาท ชั้นพิจารณาจำเลยให้การปฏิเสธต่อสู้คดี
ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานแล้ว มีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1,2,3,5 ,6 ,7 กระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่าโจทก์มีพยาน 7 รายเบิกความทำนองเดียวกันว่าโครงการดังกล่าวริเริ่มในสมัยของ ร.อ. กฤษดา อรุณวงษ์ ณ.อยุธยา ผู้ว่าราชการจังหวัดก่อนปี 2538 ซึ่งต่อมา พวกจำเลยได้ดำเนินโครงการดังกล่าวต่อโดยมีการมอบหมายให้จำเลยที่ 8 ออกประกาศสำนักงานเขตบางซื่อเพื่อที่จะรับซื้อที่ดินของประชาชนที่ต่อมา นายสุพจน์ และบริษัท วินโล จำกัด เสนอขายที่ดิน โดยจำเลยที่ 8 ได้ทำหนังสือสอบถามประเมินราคาที่ดินจากสำนักงานที่ดินของ กทม. และ ธอส. ราคาประเมิน 42,000 - 60,000 บาท ขณะที่นายสุพจน์ เคยนำที่ดินจำนองกับธนาคารพาณิชย์ 2 แห่งรวม 150 ล้านบาท ในราคาตารางวาละ 65,000 บาท ซึ่งลักษณะที่ดินดังกล่าว เป็นที่ดินที่มีสิ่งปลูกสร้าง มีการพัฒนาแล้ว และมีระบบสาธารณูปโภคในบริเวณใกล้เคียง ห่างจากปากซอยไม่เกิน 3 กิโลเมตร หากซื้อที่ดินดังกล่าวก็พร้อมใช้ได้ทันทีตามวัตถุประสงค์ของการประกาศซื้อที่ดิน ขณะที่ที่ดินดังกล่าวไม่มีลักษณะเป็นที่ตาบอดเนื่องจาก กทม. มีสิทธิ์ใช้เส้นทางนั้นได้ ส่วนที่ดินของผู้เสนอขายรายอื่นที่อ้างว่ามีราคาถูกกว่านั้น ก็เป็นที่ดินเปล่า ไม่มีการถมและพัฒนามาก่อน ตามคำเบิกความฟังได้ว่าที่ดินดังกล่าวของนายสุพจน์ มีความเหมาะสมที่มีการพัฒนาแล้วพร้อมใช้ได้ทันที ซึ่งการจัดซื้อที่ดินก็มีคณะกรรมการ และสภา กทม.ให้ความเห็นด้วย ดังนั้นการซื้อที่ดินจึงเป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการจัดซื้อและไม่ขัดต่อข้อบัญญัติ กทม. ในการใช้วิธีซื้อพิเศษ โดยไม่ประกวดราคา ดังนั้นจำเลยที่ 1,2,3,5,6,7 จึงไม่มีความผิด พิพากษายกฟ้อง
แต่คดีมีปัญหาวินิจฉัยต่อว่า นายสมคาด สืบตระกูล อดีตเลขานุการผู้ว่า กทม. จำเลยที่ 4 และ นาย ชวน พัฒนวรานนท์ อดีตผู้อำนวยการเขตบางซื่อ จำเลยที่ 8 มีความผิดฐานเรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สิน ฯ ตาม ม.149 , 151 , 157 ประกอบ ม.83 หรือไม่ พยานหลักฐานโจทก์ที่นำสืบเจ้าของที่ดิน , เจ้าหน้าที่ฝ่ายการคลังเขตบางซื่อ และเจ้าหน้าที่กรมสรรพากร เบิกความสอดคล้องกันรับฟังได้ว่า หลังจากจำเลยที่ 8 ได้จดทะเบียนรับโอนที่ดินแล้วเมื่อปี 2539 แล้ว ต่อมาช่วงระหว่างเดือน ก.ย. – ต.ค.40 นายสุพจน์ เจ้าของที่ดินได้เขียนเช็ค 2-3 ครั้ง จำนวน 18 ล้านบาทให้นายชูศักดิ์ ศรีประเสริฐนายหน้าขายที่ดิน ซึ่งอ้างว่าเพื่อจ่ายค่านายหน้าและค่าธรรมเนียมที่ดิน แต่ปรากฏว่าภายหลังมีการนำแคชเชียร์เช็ค เข้าบัญชีเงินฝากของจำเลยที่ 4 และจำเลยที่ 8 ในช่วงเวลาที่ต่อเนื่องหลังจากการซื้อขายที่ดิน จึงเชื่อว่าเป็นเงินที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายที่ดินของ กทม. และแม้จะข้อสงสัย ที่ นายพิจิตต จำเลยที่1 จะไม่ได้ยื่นแสดงบัญชีทรัพย์สิน และไม่ได้ยื่นแบบภาษีเงินที่มีเงินเข้า แต่พยานหลักฐานโจทก์ ก็ไม่ได้แสดงว่าจำเลยที่ 1 รับเงินดังกล่าวจากการซื้อที่ดินโดยมิชอบ พยานหลักฐานที่โจทก์ นำสืบมาจึงฟังได้เพียงว่า นายสมคาด จำเลยที่ 4 และ 8 เรียกรับ หรือยอมจะรับทรัพย์สินฯ และใช้อำหน้าที่โดยมิชอบ
จึงพิพากษาว่า นายสมคาด จำเลยที่ 4 กระทำผิดตาม ม. 149 ให้จำคุก 8 ปี ส่วนนาย ชวน จำเลยที่ 8 กระทำผิดฐานเรียกรับทรัพย์สิน ฯ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่มิชอบฯ ตาม ม.149 และ 157 ซึ่งเป็นการกระทำผิดกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทหนักสุด จำคุกจำเลยที่ 8 เป็นเวลา 10 ปี ตาม ม.149
ภายหลังฟังคำพิพากษา ทีมทนาย เตรียมยื่นหลักทรัพย์เป็นเงินสด เพิ่มจากทรัพย์เดิมที่จำเลยที่ 4 และที่ 8 เคยได้รับการประกันไว้ระหว่างพิจารณาคดี คนละ 500,000 บาท เพื่อขอปล่อยชั่วคราวจำเลยที่ 4 และ ที่ 8 ระหว่างอุทธรณ์คดี
ด้านนาย พิจิตต อดีตผู้ว่า ฯ กทม. กล่าวภายหลังศาลมีคำพิพากษายกฟ้องว่า ทุกฝ่าย รวมทั้ง ป.ป.ช. ทำหน้าที่อย่างโปร่งใส ส่วนอัยการโจทก์ จะยื่นอุทธรณ์คดีต่อหรือไม่นั้น ไม่ทราบต้องรอดูอัยการ



