ข่าว

เสือตัวใหม่

เสือตัวใหม่

14 พ.ค. 2558

เสือตัวใหม่ : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล

              เ มื่อมีแนวคิดในการก่อตั้ง “สภาวิชาชีพสื่อมวลชนแห่งชาติ” ที่อนุวัตตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งใหญ่ เพื่อให้เป็น “ร่มใหญ่” สำหรับองค์กรวิชาชีพทั้งหลาย

              หลายคนในแวดวงสื่อมวลชนก็ถามไถ่กันด้วยความเป็นห่วง ในฐานะคนที่อยู่ตรงกลางๆ คือไม่ได้รับผิดชอบในฐานะประธานสภาการหนังสือพิมพ์แห่งชาติแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็มีความเข้าใจแรงกดดันจากสังคมเรื่องนี้พอสมควร

              ดังนั้น หลักคิด ณ เวลานี้ก็คือ เราจำเป็นต้องมีองค์กรเช่นว่านั้น แต่ความเสี่ยงในอนาคตที่ต้องจัดการเสียแต่ต้นมือ คือการออกแบบผู้ใช้อำนาจ และวิธีการใช้อำนาจไม่ให้ไปสร้างปัญหาในอนาคต

              อีกนัยหนึ่ง ก็คือ อย่าให้มีเสือตัวใหม่เกิดขึ้น โดยที่เราไม่สามารถไปแก้ไขอะไรได้ในเวลานั้น

              เพราะผู้คนไม่เชื่อมั่น หรืออย่างน้อยก็ยังอดทนไม่เพียงพอที่จะรอให้สังคมวิวัฒน์ไปจนถึง วันที่ผู้บริโภคข่าวสาร “ตื่นรู้” ในการใช้สิทธิปกป้องตัวเอง หรือปฏิเสธสื่อที่ขาดความรับผิดชอบในการนำเสนอข้อมูล ข่าวสารที่ทำร้ายสังคม ประกอบกับเสียงส่วนใหญ่ทั้งในสภาปฏิรูปแห่งชาติ และแรงกดดันภายนอก บีบให้เหลือทางเดียวที่ต้องเดินไป

              ประเด็นที่ผมเป็นห่วงอย่างยิ่ง และต้องบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ไว้ในนาทีนี้ว่า หากสภาร่มใหญ่นี้ มีอำนาจมากไป หรือสามารถใช้ “อำนาจปกครอง” เสมอเจ้าหน้าที่รัฐ ในการจัดการสื่อที่ถูกกล่าวหา หรือกระทั่งการใช้อำนาจตรงต่อสมาชิกทั้งที่เป็นตัวบุคคลและองค์กร หายนะเกิดขึ้นแน่นอน

              หลักคิดในองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนในหลายประเทศ เช่น ประเทศอังกฤษ มีคณะกรรมการหลายระดับ ตั้งแต่คณะกรรมการอิสระ คณะกรรมการตรวจสอบและประเมินคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสื่อสารมวลชน คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการสื่อสารมวลชน โดยคณะกรรมการกำกับ มีหน้าที่พิจารณาเรื่องร้องเรียน อำนาจสุดท้ายเท่าที่ปรากฏ คือการปรับผู้ละเมิดเป็นเงินถึง 1 ล้านปอนด์ หรือราว 52 ล้านบาทไทย

              ใกล้เข้ามาในอาเซียน จากผลการศึกษาเรื่องแนวคิดและองค์กรการควบคุมสื่อมวลชนในประเทศไทย โดยอาจารย์ณิชาภา แก้วประดับ อาจารย์บรรยงค์ สุวรรณผ่อง และ ดร.ชเนตตี ทินนาม ในคู่มือการสอนวิชากฎหมายและจริยธรรมสื่อมวลชน ซึ่งเขียนร่วมกับผม ฉบับพิมพ์ปี 2556 โดยศูนย์ศึกษากฎหมายและนโยบายสื่อมวลชน สถาบันอิศรา ไม่พบเลยว่าสภาหรือองค์กรวิชาชีพสื่อมวลชนใช้อำนาจทางกฎหมายในการกำกับ ดูแลสื่อมวลชนด้านจริยธรรม แม้แต่สภาการหนังสือพิมพ์อินโดนีเซียที่เป็นองค์กรรัฐ แต่ก็ศึกษาและใช้รูปแบบการบริหารเช่นเดียวกับสภาการหนังสือพิมพ์ประเทศไทย

              หลักคิดของสภาการหนังสือพิมพ์อินโดนีเซีย คือการควบคุมกันเอง โดยข้อบังคับจริยธรรมสื่อมวลชน ซึ่งออกโดยสมาคมนักข่าวนักสื่อสารมวลชนอินโดนีเซีย มาตรา 15 ในกฎหมายสื่อมวลชนบัญญัติว่า สภาหนังสือพิมพ์นี้ตั้งขึ้นเพื่อพัฒนาเสรีภาพของสื่อมวลชนและธำรงไว้ซึ่งสื่อมวลชนของชาติ

              แต่ในระดับการบังคับด้านจริยธรรม มีสภาจริยธรรม (Council of Ethics) หรือ Dewan Kehormatan ซึ่งเป็นองค์กรอิสระทำหน้าที่นี้ โดยการลงโทษสมาชิกผู้ละเมิดมีตั้งแต่ตักเตือน มีคำแนะนำไปยังสมาคมนักข่าวให้ระงับการเป็นสมาชิกอย่างมากไม่เกิน 2 ปี

              สุดท้ายคือ ให้คำแนะนำในการดำเนินการทางกฎหมาย แปลว่า สภาจริยธรรมไม่ได้ใช้อำนาจทางกฎหมายโดยตรง

              ส่วนสภาวิชาชีพฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และมาเลเซีย หลักในการกำกับ ดูแลกันเองก็ยังยึดหลักการลงโทษทางสังคม ยังไม่มีประเทศใดที่จะใช้กฎหมายชนิดเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

              ถึงที่สุดแล้ว การใช้อำนาจ หรือการยืมอำนาจปกครองของรัฐมาใช้กำกับ ดูแลสื่อ ย่อมมิใช่คำตอบที่จะแก้ปัญหาสื่อละเมิดจริยธรรมอย่างยั่งยืนแน่นอน