
'วัฒนา'จับไต๋รธน.เพิ่มอำนาจคปก.
13 พ.ค. 2558
'วัฒนา' จับไต๋ รธน.ใหม่ให้อำนาจ คปก.เพิ่ม เข้าข่ายผลประโยชน์ทับซ้อน
นายวัฒนา เมืองสุข อดีต ส.ส. พรรคเพื่อไทย ให้ความเห็นเกี่ยวกับกรณีที่ นายบวรศักดิ์ สมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย ว่า ได้เขียนบทความหลายฉบับวิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ “มหาปราชญ์” ว่าเป็นรัฐธรรมนูญที่ไม่มีความเป็นประชาธิปไตย ประเด็นที่ผมวิจารณ์หนักที่สุด คือ การจัดตั้งองค์กรและคณะบุคคลในนามสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อสืบทอดอำนาจเผด็จการ และมีอำนาจเหนือตัวแทนที่มาจากประชาชนต่อไปอีกอย่างน้อย 5 ปี นอกจากนี้ยังตั้งคำถามไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกหลายครั้ง แต่ก็ไม่เคยได้รับคำตอบที่ตรงประเด็น บัดนี้หาคำตอบพบแล้วโดยอาศัยทฤษฎีทางด้านการสืบสวนสอบสวนที่กล่าวไว้ว่า “อาชญากรย่อมทิ้งร่องรอยไว้เสมอ” หรือ “Criminal will always leave a trace” ดังนี้
1. องค์กรที่เห็นว่าเป็นมหันตภัยที่สุดในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ตามมาตรา 279 เพราะเป็นการใช้เล่ห์เพทุบายจัดตั้งองค์กรนี้ขึ้นมา โดยอาศัยข้ออ้างการปฏิรูปประเทศบังหน้า แต่ออกแบบให้องค์กรนี้มีอำนาจมากมายจนเกินการปฏิรูป ขนาดสั่งรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ทั้งหมด รวมถึงบังคับให้ ครม.ต้องจัดสรรงบประมาณให้ดำเนินการจนพอใจได้อีกด้วย เขียนเอาใจกันได้ขนาดนี้ หากไม่เรียกว่ากล้าหาญถึงขนาดก็ต้องเรียกว่าอีกอย่าง
2. นอกจากองค์กรดังกล่าวจะมีอำนาจล้นฟ้าตามที่กล่าวข้างต้นแล้ว คณะกรรมาธิการยกร่าง หรือท่านมหาปราชญ์ทั้งหลาย ยังคงไม่หนำใจกลัวประชาชนจะเงยหน้าได้ จึงได้ประเคนอำนาจเพิ่มให้องค์กรนี้ โดยให้มีอำนาจออกกฎหมายผ่านวุฒิสภาที่มาจากการสรรหาด้วยกัน ส่วนองค์กรที่ทำหน้าที่เป็นแขนขาในการเสนอกฎหมายให้กับเผด็จการ คือ “คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย” หรือ คปก. ซึ่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญปี 2550 ภายหลังได้มีการตราเป็นพระราชบัญญัติจัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2553 มีอำนาจหน้าที่เกี่ยวกับการปฏิรูปกฎหมาย โดยเสนอแนะต่อ ครม.และรัฐสภา ประกอบด้วยคณะกรรมการ 11 คน ดำรงตำแหน่งได้คราวละ 4 ปี และสามารถได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งอีกแต่ไม่เกิน 2 วาระติดต่อกัน
"3. ที่ผมบอกว่า คปก.ทำหน้าที่เป็นแขนขาให้กับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ เนื่องจากมีมือดีแอบยัดไส้เพิ่มอำนาจให้กับ คปก.เกินกว่าอำนาจเดิมที่มีอยู่ ที่ให้อำนาจเพียงเสนอแนะการปฏิรูปกฎหมายต่อ ครม.และเสนอข้อสังเกตต่อ ครม.และรัฐสภาเท่านั้น แต่ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับสารพัดฉายาบรรดานี้ ท่านมหาปราชญ์ทั้งหลายได้แอบสถาปนาอำนาจเพิ่มให้กับ คปก. ตามมาตรา 282 (3) โดยให้มีอำนาจ “เสนอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณายกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายหรือกฎ แล้วแต่กรณี ที่จำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนโดยไม่จำเป็นหรือสร้างภาระหรือขั้นตอนโดยไม่จำเป็น” ดูอำนาจหน้าที่แล้วเหมือนจะดี แต่คำถามของผมคือและใครเป็นคนพิจารณาว่ากฎหมายหรือกฎใดที่จำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชน หรือสร้างภาระหรือขั้นตอนโดยไม่จำเป็น เพราะท่านไม่ได้สร้างกลไกการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจของ คปก.ไว้เลย ก็เท่ากับให้ คปก.พิจารณาใช้อำนาจตามอำเภอใจเป็นอินจันแฝดสยามร่วมกับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ โดยไม่ต้องมีความรับผิดชอบกดหัวประชาชนไม่ต้องเห็นเดือนเห็นตะวันต่อไปอีก 5 ปี มันไม่มากไปเหรอครับ"
4. คณะกรรมการ คปก.ชุดแรกที่มีนายคณิต ณ นคร เป็นประธาน เริ่มปฏิบัติหน้าที่เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2554 จะครบกำหนด 4 ปี ที่ต้องสรรหาใหม่ในวันที่ 25 พฤษภาคม 2558 เปิดรับสมัครกรรมการชุดใหม่ระหว่างวันที่ 10 มีนาคม - 20 เมษายน 2558 ที่ผ่านมา มีผู้สมัครทั้งสิ้น 85 คน แบ่งเป็นกรรมการประเภทเต็มเวลา 40 คน ประเภทไม่เต็มเวลา 45 คน รายชื่อผู้สมัครส่วนใหญ่หลายท่านคงคุ้นๆ แต่ที่ผมคุ้นเป็นพิเศษ คือ ผู้สมัครประเภทเต็มเวลาลำดับที่ 26 ศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ และผู้สมัครประเภทไม่เต็มเวลาลำดับที่ 12 นางกาญจนารัตน์ ลีวิโรจน์ เพราะทั้งสองท่านเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
5. สมัยเรียนกฎหมายที่คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์ทุกท่านสอนและอบรมผมในเรื่องจริยธรรมของนักกฎหมายที่จะต้องไม่กระทำการในลักษณะของผลประโยชน์ทับซ้อน หรือ conflict of interest ต่อมาเป็นนักการเมืองก็ยังมีประมวลจริยธรรมของนักการเมืองกำกับในเรื่องนี้อีก แม้แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับสารพัดฉายาก็ยังบัญญัติไว้ในมาตรา 248 ว่า “ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องไม่กระทำการที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ส่วนตนและประโยชน์ส่วนรวม โดยอย่างน้อยต้องไม่ดำเนินการดังต่อไปนี้ (1) ไม่กำหนดนโยบายหรือเสนอกฎหมายหรือกฎซึ่งเอื้อประโยชน์ต่อกิจการที่ตน คู่สมรส บุตร หรือบิดา มารดา มีส่วนได้เสียอยู่”
อาจารย์ท่านที่สอนหนังสือผมสมัยเรียนกฎหมายที่จุฬาฯ กับท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ และท่านผู้สมัครกรรมการปฏิรูปกฎหมายประเภทเต็มเวลาลำดับที่ 26 บังเอิญเป็นท่านเดียวกันครับ ผมเลยเพิ่งเข้าใจคำตอบของท่านที่ว่า "อยากเสนอให้ใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ไปก่อนอย่างน้อย 5 ปี แล้วค่อยแก้ไข ถ้าบ้านเมืองเกิดความปรองดองก็อาจกลับมาแก้ไขให้พรรคการเมืองเข้มแข็ง" แล้วพี่น้องประชาชนเข้าใจเหมือนที่ผมเข้าใจหรือเปล่าครับ



