ข่าว

ยก5เหตุผลทำประชามติรธน.ใหม่

ยก5เหตุผลทำประชามติรธน.ใหม่

13 พ.ค. 2558

'บวรศักดิ์' แจงถอนใบสมัคร 'คปก.' แล้ว อ้างเพื่อไม่ให้กระทบกับ รธน. - นักการเมืองด่า ขอให้ทำประชามติ รธน.ใหม่ พร้อมยก 5 เหตุผลประกอบ

 
                           13 พ.ค. 58  เมื่อเวลา 12.30 น.  ที่รัฐสภา  นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่สมัครเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) แทนชุดเดิมที่จะหมดวาระลง ซึ่งตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในมาตรา 282 (3) ให้อำนาจหน้าที่คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย มีอำนาจเสนอให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พิจารณายกเลิก หรือปรับปรุงกฎหมาย แล้วแต่กรณี จนถูกมองว่าอาจจะเป็นการเขียนรัฐธรรมนูญมาเอื้อประโยชน์ให้กับตัวเอง ว่า ได้ถอนใบสมัครแล้ว เพื่อไม่ให้กระทบกับรัฐธรรมนูญ และเพื่อไม่ให้นักการเมืองมาด่า นอกจากนี้ อาจจะตัดมาตรานี้ในร่างรัฐธรรมนูญทิ้งด้วย ส่วนกรณีที่มีสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ (สปช.) บางคน ลงสมัครด้วยนั้น ก็ถือเป็นสิทธิ์ของเขาที่จะลงสมัครได้
 
                           ผู้สื่อข่าวถามว่า ได้ลงนามในหนังสือของกรรมาธิการยกร่างฯ ที่มีมติเห็นว่าควรทำประชามติ และจะส่งให้กับรัฐบาลในวันนี้ (13 พ.ค.) แล้วหรือยัง นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า เซ็นแล้ว เป็นคนเซ็นชื่อเอง เพราะเป็นประธานกรรมาธิการยกร่างฯ ส่วนรูปแบบของการทำประชามติจะเป็นแบบใดนั้น นายบวรศักดิ์ กล่าวว่า เรื่องของรูปแบบการทำประชามตินั้น เราไม่ได้เสนอ เพราะเป็นเรื่องของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะตัดสินใจเอง
 
 
 
ขอให้ทำประชามติ รธน.ใหม่ พร้อมยก 5 เหตุผลประกอบ
 
 
                           พล.อ.เลิศรัตน์ รัตนวานิช ที่ปรึกษาและโฆษกคณะกรรมาธิการ (กมธ.) ยกร่างรัฐธรรมนูญ แถลงภายหลังการประชุม กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญวาระพิเศษ ว่า ที่ประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายในวันที่ 13 พ.ค.นี้ เพื่อขอให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมเหตุผล 5 ประการ ได้แก่ 
 
                           1. ในทางทฤษฎี และทางกฎหมาย รัฐธรรมนูญถือเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ และให้การคุ้มครองสิทธิ เสรีภาพของประชาชน สมควรให้ปวงชนชาวไทย ฐานะเจ้าของอำนาจสูงสุดได้พิจารณาให้ความเห็นชอบและให้รัฐธรรมนูญเป็นสัญญาประชาคม ซึ่งเป็นรากฐานของการปกครองประเทศอย่างแท้จริงและให้ปวงชนชาวไทยได้หวงแหนในรัฐธรรมนูญด้วย 
 
                           2. ในทางรัฐศาสตร์ และทางการเมือง ถือว่าการมีส่วนร่วมของพลเมืองสำคัญ จึงควรให้พลเมืองลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ 
 
                           3. รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ผ่านการทำประชามติโดยประชาชน ดังนั้นเมื่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ถูกยกเลิก ควรนำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้พลเมืองออกเสียงประชามติเช่นเดียวกัน ซึ่งประเด็นดังกล่าวถือเป็นความชอบธรรมของประชาชนด้วย 
 
                           4. การออกเสียงประชามติรัฐธรรมนูญ เป็นโอกาสสำคัญที่ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญจะได้อธิบายที่มาและหลักการพื้นฐานในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งกำหนดไว้จำนวน 4 ภาค ให้ประชาชนเข้าใจในเนื้อหาสาระ และถือว่าจะเป็นประโยชน์ ต่อ ฝ่ายราชการ ฝ่ายนักการเมือง และประชาชนฐานะผู้ปฏิบัติตนภายใต้กรอบของรัฐธรรมนูญ  
 
                           5. ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ได้กำหนดให้มีบทการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีสาระว่าหากเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญในหลักการสำคัญต้องให้พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงประชามติก่อนนำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมนั้นขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ดังนั้นหากจัดให้มีการออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญตั้งแต่เริ่มแรกจะเป็นการสอดคล้องกับทฤษฎีดังกล่าว
 
                           "สำหรับเงื่อนไข หรือขั้นตอนการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 หรือเงื่อนไขการทำประชามติ นั้งคงไมยาก แต่หากผลประชามติออกมาว่าไม่รับหรือไม่ให้ความเห็นชอบกับร่างรัฐธรรมนูญนั้น จะดำเนินการอย่างไรนั้น กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่ขอก้าวล่วงควรให้ คสช.และคณะรัฐมนตรีเป็นผู้กำหนดจะดีกว่า ในเบื้องต้นทาง กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญเห็นว่ามีหลายทางเลือกซึ่งเคยปฏิบัติมาแล้ว เช่น หากไม่รับจะยกร่างรัฐธรรมนูญขึ้นใหม่ หรือนำรัฐธรรมนูญปีก่อนๆ มาใช้เลย หรือนำเนื้อหามาปรับปรุงแก้ไข เป็นต้น"
 
                           พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวด้วยว่า การทำความเห็นของ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นไม่ใช่เป็นการกดดัน หรือก้าวก่ายการตัดสินใจของ คสช. หรือ ครม. เพราะก่อนหน้านั้น พล.อ.ประยุทธ์ ระบุว่า ต้องการฟังความเห็นของผู้ที่เกี่ยวข้อง อาทิ สปช. , กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ อย่างไรก็ตามห้วงของการทำประชามตินั้น จะเกิดขึ้นหลังจากที่ สปช.ลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว ในวันที่ 6 ส.ค.นี้ ซึ่งจะเป็นขั้นตอนที่ครม.มีมติให้ทำประชามติ อย่างน้อยต้องดำเนินการภายใน 90 วันนับจากวันที่แจกร่างรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแล้ว
 
                           ผู้สื่อข่าวถามถึงช่วงเวลาที่เหมาะสมที่ คสช. และ ครม. ต้องตัดสินใจแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 พล.อ.เลิศรัตน์ กล่าวว่า เชื่อว่าในวันที่ 19 พ.ค.ที่ ครม. และ คสช. จะประชุมร่วมกันจะมีข้อยุติ จากนั้นจะส่งคำขอแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ตามมาตรา 46 ให้ สนช. พิจารณาช่วงเดือน มิ.ย.นี้ และเมื่อ สปช.ลงความเห็นเสร็จแล้วจะนำร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย ดังนั้นขั้นตอนดังกล่าวจะแล้วเสร็จประมาณเดือน ก.ค.นี้ ส่วนจะกระทบกับโรดแม็พของ คสช. ที่ต้องการให้มีการเลือกตั้งทั่วไป ภายในเดือนกุมภาพันธ์ นั้นเชื่อว่าไม่เป็นไร เพราะมีบางพรรคการเมืองบอกว่ารอได้ 8 เดือน - 1 ปี ดังนั้นหากรอกไปอีก 3 - 4 เดือนคงรอได้ เพราะไม่นานเกินรอ
 
                           ด้านนายคำนูณ กล่าวว่า ข้อเสนอดังกล่าวเป็นไปในเชิงหลักการ จึงไม่ได้เสนอแนวทางหรือช่องทางการทำประชามติ ส่วนการตัดสินใจแก้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 หรือไม่เป็นอำนาจของ คสช. และ ครม. ส่วนประเด็นที่หลายฝ่ายกังวลว่าหากเปิดให้ออกเสียงประชามติแล้วพรรคการเมืองจะรณรงค์ให้ประชาชนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนั้นส่วนตัวไม่กังวล เพราะเชื่อมั่นว่าร่างรัฐธรรมนูญที่ปรากฏเป็นร่างแรก ต้องใช้เวลามากกว่า 60 วันแก้ไข และปรับปรุง โดยกมธ. จากนั้นขั้นตอนก่อนลงประชามติมีเวลาทุกคนแสดงความเห็น ซึ่งมองเชิงบวกว่าเป็นการรณรงค์เพื่อเพิ่มพูนปัญญาให้กับประชาชนทั้งด้านบวก และด้านลบ ส่วนการตัดสินใจขึ้นอยู่กับประชาชนทุกคน ส่วนกรณีที่หลายฝ่ายมองว่าหากสปช.รับร่างรัฐธรรมนูญแล้ว แต่ประชามติไม่ผ่านนั้นจะมีปัญหา ไม่ขอตอบเพราะเป็นกระบวนการที่ คสช. และ ครม.ต้องพิจารณา
 
                           รายงานข่าวจากที่ประชุมกรรมาธิการยกร่างฯ แจ้งว่า หนังสือที่นายบวรศักดิ์ ส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ ได้มีการเสนอว่า หากจะทำประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ฝ่ายรัฐบาลต้องเป็นผู้จัดพิมพ์เอกสารที่เกี่ยวกับตัวร่างรัฐธรรมนูญเพื่อแจกจ่ายให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอย่างทั่วถึง ส่วนการจัดทำเวทีเรื่องการอธิบายรายละเอียดจะเป็นหน้าที่ของกรรมาธิการยกร่างฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และขอความร่วมมือให้รัฐบาลอนุญาตให้ใช้สื่อรัฐบาลเพื่อดำเนินการอธิบายชี้แจงรายละเอียดให้ประชาชนรับทราบอย่างทั่วถึง

 

กมธ.ยกร่าง รธน.สมัคร คปก.ได้ ไม่ทับซ้อน-ลดอำนาจ

 
                           นายบรรเจิด สิงคะเนติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และรักษาการคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) กล่าวถึงร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา 282 (3) ว่า มาตราดังกล่าว จำไม่ได้ว่าใครเป็นผู้ยกร่าง ไม่ได้เข้าไปยุ่ง หรือเกี่ยวข้อง เพราะเกรงว่าจะทับซ้อน เนื่องจากขณะนั้นเป็น คปก.อยู่ แต่หลังจากนี้ ไม่ได้เป็น คปก.แล้ว เนื่องจากหมดวาระ จะเสนอให้มีการแก้ไขมาตราดังกล่าวให้มีอำนาจเพิ่มขึ้น โดยเสนอกฎหมายไปที่รัฐสภาได้โดยผ่าน ครม. และให้มีอำนาจเพียงให้ความเห็นประกอบเท่านั้น รวมทั้งไม่ต้องผ่านคณะกรรมการกฤษฎีกา ทั้งนี้ ที่ผ่านมา คปก.แบ่งการทำงานเป็น 2 ชุด คือ แบบเต็มเวลา และไม่เต็มเวลา โดยผู้ที่ทำงานเต็มเวลาจะต้องทำงานทุกวัน ส่วนหากกรรมาธิการยกร่างฯ หรือ สปช.ได้รับคัดเลือกเป็น คปก.จะกระทบกับเวลาทำงานหรือไม่นั้น ไม่ทราบ คงต้องไปถามบุคคลนั้นเอง
 
                           ผู้สื่อข่าวถามว่า สำหรับกรณีที่กรรมาธิการยกร่างฯ ลงสมัครเป็น คปก. และมีส่วนเกี่ยวข้องในการยกร่างมาตรา 282 (3) นั้นมองอย่างไร นายบรรเจิด กล่าวว่า ไม่ถือว่าเป็นเรื่องของผลประโยชน์ทับซ้อน เพราะรัฐธรรมนูญไปเขียนลดอำนาจ คปก.ลง เห็นได้จากการให้อำนาจ "พิจารณายกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายหรือกฎ แล้วแต่กรณี ที่จำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของประชาชนโดยไม่จำเป็น" เท่านั้น ทั้งๆ ที่ตามอำนาจเดิมนั้นสามารถเสนอได้ทุกเรื่อง
 
                           ด้าน น.ส.สุภัทรา นาคะผิว โฆษกกรรมาธิการยกร่างฯ และ สปช. ในฐานะผู้สมัครคณะกรรมการ คปก.แบบไม่เต็มเวลา กล่าวว่า สมัครเป็น คปก.เพราะคุณสมบัติไม่ได้ต้องห้าม ส่วนจะได้เป็นหรือไม่นั้น ยังไม่ทราบ แต่มั่นใจว่าไม่ได้ทำอะไรขัดกับรัฐธรรมนูญ อีกทั้งรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็ยังไม่เสร็จเลย ที่สำคัญนั้น มาตรา 282 (3) ก็ไม่ได้ให้อำนาจอะไรเพิ่มเติมแก่ คปก.เลย ถ้าไม่เชื่อก็ลองไปเปิดร่างรัฐธรรมนูญดูได้

 

'วิษณุ' ป้อง 'บวรศักดิ์' เข้ารับสรรหาเป็น คปก.ได้

 
                           เมื่อเวลา 12.30 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล  นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีนายบวรศักดิ์ เข้ารับการสรรหาเป็นคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย (คปก.) ชุดใหม่ ว่า รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวปี 2557 และร่างรัฐธรรมนูญฉบับถาวรที่กำลังพิจารณากันอยู่ ไม่ได้กำหนดว่า เมื่อ กมธ.ยกร่างฯ พ้นจากตำแหน่ง 2 ปีแล้วจะเป็นอะไรไม่ได้เลย เพียงแต่เขียนห้ามว่า กมธ.ยกร่างฯ จะไปดำรงตำแหน่งในทางการเมืองไม่ได้ โดยตำแหน่งทางการเมือง คือ ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี ส่วนตำแหน่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นรัฐวิสาหกิจ เลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า และ คปก. ไม่ใช่ตำแหน่งทางการเมือง ไม่มีอะไรห้าม ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า นายบวรศักดิ์ เป็นประธาน กมธ.ยกร่างฯ อาจมีส่วนได้ส่วนเสียในการพิจารณากฎหมายนั้น ไม่ใช่ เพราะการสรรหา คปก.เป็นไปตาม พ.ร.บ.คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย พ.ศ. 2553 ที่มีมาหลายปีแล้ว จนกระทั่งมาคณะกรรมการ คปก.ชุดนายคณิต ณ นคร ครบวาระ จึงต้องสรรหาใหม่ตามกฎหมายเดิม ไม่มีอะไรแปลกใหม่ และ คสช.ไม่ได้ออกประกาศอะไรใหม่ แต่ในอนาคตหากรัฐธรรมนูญกำหนดให้ทำ คปก.รูปแบบใหม่ กรรมการ คปก.ที่กำลังสรรหากันอยู่ก็ต้องสิ้นสุดลง แล้วไปสรรหาใหม่ ดังนั้น จะได้เป็นหรือไม่ยังไม่รู้เลย
 
                           "เขาไม่ได้ใจร้ายถึงขนาดห้ามว่า คนที่ทำรัฐธรรมนูญจะทำอะไรไม่ได้ตลอดชีวิต ไม่ใช่อย่างนั้น เขาห้ามไว้แค่ 2 ปี และห้ามเฉพาะการดำรงตำแหน่งทางการเมือง ไม่ใช่เอา 36 กมธ.ยกร่างฯ ชุดนี้มาขึ้นเขียง รัฐธรรมนูญจะผ่านหรือไม่ผ่าน ยังไม่รู้ แล้วยังจะบอกไม่ให้เป็นอะไรอีก"