ข่าว

‘ผบ.ตร.’ประสานมาเลย์ล่าตัว‘โกโต้ง’

‘ผบ.ตร.’ประสานมาเลย์ล่าตัว‘โกโต้ง’

12 พ.ค. 2558

‘ผบ.ตร.’ ประสานมาเลเซียล่าตัว ‘โกโต้ง’ ชี้หากตรวจสอบพบตำรวจร่วมกระทำผิดดำเนินคดีเด็ดขาดไม่ละเว้น ขณะที่ผวจ.สตูล นำกำลังเข้าตรวจสอบ 19 หลุมศพบนเกาะแรดใหญ่

 
        สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) กล่าวถึงความคืบหน้าคดีค้ามนุษย์โรฮิงญา ว่า ในส่วนของนายปัจจุบัน อังคโชติพันธุ์ หรือโกโต้ง หนึ่งในผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับรายล่าสุด โดยเป็นระดับแกนนำในขบวนการค้ามนุษย์โรฮิงญา ล่าสุดทราบเบาะแสว่ามีการหลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้าน และได้มีการประสานข้อมูลเบื้องต้นกับตำรวจมาเลเซียแล้ว หากมีข้อเท็จจริงอย่างไรก็จะมีการประสานเจ้าหน้าที่ทางการทูต เพื่อใช้เงื่อนไขสนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดน
 
        “กรณีที่มีกระแสข่าวว่า นายปัจุบัน หรือ โกโต้ง รับรู้ความเคลื่อนไหวของเจ้าหน้าที่ก่อนออกหมายจับ อาจจะเป็นไปได้ว่า นายปัจจุบัน มีการรู้จักนักการเมืองท้องถิ่นหรือบุคคลระดับสูง รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่อาจจะมีการทำงานร่วมกันในยามปกติ หากตรวจสอบพบว่ามีตำรวจร่วมกระทำผิดก็จะดำเนินคดีอย่างเด็ดขาดไม่ละเว้น รวมทั้งกระแสข่าวที่มีตำรวจระดับนายพลเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้อง ถ้าตรวจสอบพบว่ามีความผิดก็จะมีการพิจารณาโยกย้ายนอกวาระตามกฏของ ก.ตร. อย่างแน่นอน ตอนนี้ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร ที่เป็นผู้รับผิดชอบตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว ที่สำคัญอยากเรียนกับสื่อว่าทางตำรวจมีข้อมูลที่สามารถเปิดเผยได้และไม่สามารถเปิดเผยได้สำหรับการพิจารณาการโยกย้าย” ผบ.ตร. กล่าว
 
        พล.ต.อ.สมยศ กล่าวด้วยว่า ในวันพรุ่งนี้(13 พ.ค.)ที่จะมีการพูดคุยกับ ผบ.ตร.มาเลเซีย ก็เป็นการพูดคุยในวงกว้าง ไม่เจาะจงรายละเอียดว่าเป็นบุคคลใดเกี่ยวกับเรื่องค้ามนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องโรฮิงญา ขอให้มีพยานหลักฐานครบถ้วนก่อน และจะเป็นในลักษณะการขอความร่วมมือเท่านั้น
 
 
ผวจ.สตูลตรวจ 19 หลุมศพบนเกาะแรดใหญ่-ผบช.ภ.9 ประสานมาเลย์ล่าตัว ‘โกโต้ง’
 
 
        12 พฤษภาคม 2558 นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล ,นายรัชฐพนธ์ ณ อุบล นายอำเภอเมืองสตูล พร้อมด้วยปลัดอำเภอ เจ้าหน้าที่ทะเบียนราษฎร์ และกำลัง อส. เดินทางเข้าตรวจสอบ หลุมศพจำนวน 19 หลุม ที่บริเวณเกาะแรดใหญ่ หรือ เกาะปอออ หมู่ที่ 2 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมืองสตูล โดยจะเข้าสำรวจว่า เป็นหลุมศพใหม่หรือเก่า พร้อมกับสอบสวนกำนันและผู้ใหญ่บ้านว่า บุคคลใน ตระกูลอังโชติพันธ์ คนใดเสียชีวิตหรือไม่ ตามที่ผู้ดูแลกล่าวอ้างว่า เป็นหลุมศพของบรรพบุรุษ เนื่องจากเกาะแห่งนี้เป็นเกาะส่วนตัวของ นายปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ (อ่านว่า อัง-โช-ติ-พัน) หรือ“โกโต้ง”อดีตนายก อบจ.สตูล ผู้ต้องหาค้าชาวโรฮิงญาที่ถูกออกหมายจับรายคนล่าสุด
 
        ขณะที่การติดตามจับกุมนายปัจจุบัน ทางด้าน พล.ต.ท.มนตรี โปตระนันทน์ ผบช.ภ.9 บอกว่า กำลังเร่งประสานกับทางการมาเลเซีย ให้ช่วยตรวจค้นแหล่งที่คาดว่า อดีตนายก อบจ.สตูล หลบซ่อนตัว ภายหลังจากมีกระแสข่าวว่า ผู้ต้องหารายดังกล่าวหลบหนีไป กบดานในประเทศมาเลเซียตั้งแต่ 3 วันที่แล้ว
 
 
‘ผวจ.สตูล’ ยัน 19หลุมศพไม่ใช่โรฮิงญา
 
 
        นายเดชรัฐ สิมศิริ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล กล่าวถึงกรณีที่มีเรือชาวโรฮิงญาลอยลำอยู่บริเวณน่านน้ำของประเทศไทย ว่า จากการการรายงานเมื่อวันที่ 11 พ.ค.ที่ผ่านมา พบว่าเรือดังกล่าวอยู่ในเขตน่านน้ำของประเทศมาเลเซีย โดยทางการมาเลเซียได้จับกุมเรียบร้อยแล้ว
 
        “ทางจังหวัดสตูลได้เตรียมพร้อมใช้มาตรการของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ทางเจ้าหน้าที่ระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนในการติดตาม ตรวจสอบและเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด ในขณะนี้ยังไม่มีรายงานการเคลื่อนไหวของกลุ่มโรฮิงญาแต่อย่างใด ส่วนความคืบหน้า กรณีเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบบริเวณเกาะแรดใหญ่ หมู่ที่ 2 ต.เกาะสาหร่าย อ.เมือง สตูล แล้วพบหลุมศพมากถึง 19 หลุมนั้น ยืนยันว่าไม่ใช่ชาวโรฮิงญา แต่เป็นคนไทย ซึ่งได้มีญาติและพยานมาชี้ศพเรียบร้อยแล้ว จากการตรวจสอบเบื้องต้น เกาะดังกล่าวมีโฉนดที่ดินและเอกสารสิทธิ์ ยืนยันว่ามีเจ้าของ แต่ยังไม่มีทะเบียนราษฎร์ เนื่องจากยังไม่มีการสร้างบ้านเรือนในพื้นที่ อย่างไรก็ตามตนจะนำสำเนาโฉนดและเอกสารสิทธิ์ ไปตรวจสอบว่าถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ต่อไป” ผวจ.สตูล กล่าวว่า 
 
 
‘รอง ผบ.ตร.’ เผยยังไม่มีรายงาน ‘โกโต้ง’ หนีออกนอกปท. ประสาน ตม.สกัดกั้น
 
 
        12 พ.ค.58 พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร. เปิดเผยถึงความคืบหน้าการติดตามตัวผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ซึ่งมีการออกหมายจับไปแล้วทั้งหมด 50 หมาย ขณะนี้สามารถจับกุมตัวและดำเนินการสอบสวนไปแล้ว 18 คน เหลืออีก 32 คนที่ยังหลบหนี โดยตั้งแต่เมื่อวาน (11 พ.ค.) เจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ลงพื้นที่ตรวจค้นตามบ้านผู้ต้องหา พร้อมยึดทรัพย์ และหลักฐานต่าง ๆ เพิ่มเติม ทั้งหมด 15 จุด ซึ่งในวันนี้ (12 พ.ค.) จะรายงานผลการดำเนินการให้ทราบอีกครั้ง ในส่วนของหมายจับผู้ต้องหาทั้งหมดที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ จ.สงขลา จ.สตูล และ จ.ระนอง ได้สั่งการให้ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 8 และภาค 9 ดำเนินการในเรื่องของการสืบหาและจับกุมผู้ต้องหาที่มีความเกี่ยวข้องทั้งหมด
 
        พล.ต.อ.เอก กล่าวถึงกระแสข่าวที่ว่า นายปัจจุบัน อังโชติพันธุ์ หรือ โกโต้ง อดีตนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล ผู้ต้องหาคนสำคัญได้หลบหนีไปประเทศมาเลเซียแล้วนั้น ถือเป็นเรื่องของแหล่งข่าว ซึ่งจะต้องมีการสืบสวนสอบสวนอีกที แต่ตอนนี้ยังไม่มีรายงานการหลบหนี อย่างไรก็ตามได้ประสานกับทางตำรวจตรวจคนเข้าเมือง เพื่อสกัดกั้นนายปัจจุบัน รวมถึงผู้ต้องหาคนอื่นแล้ว ส่วนนายปัจจุบันจะมีส่วนรู้เห็นและร่วมกระทำผิดมากน้อยเพียงใด หรือมีตัวการใหญ่อีกหรือไม่ ขณะนี้ยังไม่สามารถเปิดเผยได้
 
        พล.ต.อ.เอก กล่าวถึงเรื่องการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่เพิ่มเติมว่า ทางตำรวจมีแนวทางการทำงาน หากพบว่ามีความบกพร่องในการปฏิบัติหน้าที่ก็จะต้องสืบสวนพิจารณา โดยทางผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้สั่งการให้จเรตำรวจมาตรวจสอบแล้ว ซึ่งหากพบว่าผิดก็จะต้องมีการลงโทษทางวินัย หรือหากเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดก็จะต้องดำเนินคดี เช่นเดียวกับกรณี 2 นายตำรวจ ซึ่งถูกพิจารณาให้ออกจากราชการไว้ก่อน
 
 
‘โฆษก ตร.’ เผยยังไม่มีข้อมูลเตรียมสั่งย้าย 5 นายพลเอี่ยวค้าโรฮิงญา
 
 
        สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 12 พฤษภาคม 2558 พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยถึงกรณีกระแสข่าวเตรียมสั่งย้าย 5 นายพล ที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีการค้ามนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องโรฮิงญาในพื้นจังหวัดชายแดนภาคใต้ ว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบรายละเอียดดังกล่าว รวมถึงยังไม่มีการพูดคุยถึงเรื่องนี้แต่อย่างใด
 
        พล.ต.ท.ประวุฒิ กล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าคดีโรฮิงญาเกี่ยวกับเรื่องหมายจับ ขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ขออนุมัติศาลออกหมายจับผู้ต้องหาที่เกี่ยวข้องในคดีไปแล้วจำนวน 50 คน อยู่ในการควบคุมทั้งจับกุมและเข้ามอบตัวแล้ว จำนวน 18 คน ซึ่งอยู่ระหว่างติดตามจับกุมอีก 32 คน อย่างไรก็ตาม ต่อจากนี้หากพบว่ามีข้าราชการหรือ เจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดีดังกล่าว ก็จะมีการเสนอให้มีการโยกย้ายและสืบสวนหาข้อเท็จจริงตามขั้นตอนต่อไป
 
 
สตช.เพิ่มประสิทธิภาพตรวจพิสูจน์บุคคล
 
 
        เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 12 พ.ค.2558 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ รอง ผบ.ตร. เป็นประธานการประชุมคณะทำงานจัดทำโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจพิสูจน์บุคคล ร่วมกับ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษก ตร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเปิดเผยว่า โครงการดังกล่าวเป็นการนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใชัสำหรับการตรวจพิสูจน์บุคคล โดยเฉพาะการคัดกรองบุคคลเข้าออกในประเทศ เพื่อป้องกันการผู้กระทำความผิดแฝงตัวเข้ามากบดานในประเทศไทยผ่านด่านตรวจค้นเข้าเมืองต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่มักพบว่าผู้กระทำความผิดลักลอบหลบหนีเข้ามาในประเทศไทยมักมีการเปลี่ยนชื่อ นามสกุล และปลอมหนังสือเดินทาง ทำให้การตรวจสอบกระทำได้ยาก ซึ่งถือว่าเป็นเทคโนโลยีขั้นสูงที่นำมาใช้สำหรับตรวจพิสูจน์ใบหน้าบุคคล ม่านตา และรายนิ้วมือ โดยสามารถระบุเอกลักษณ์บุคคลทางชีวภาพได้อย่างสมบูรณ์ไม่ผิดพลาด รวมถึงยังสามารถจัดเก็บเป็นศูนย์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การตรวจสอบกระทำได้ง่ายขึ้น
 
        ขณะที่ พล.ต.ท.ประวุฒิ ถาวรศิริ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมามักมีผู้ต้องหาตามหมายจับของต่างประเทศหลบหนีเข้ามากบดานในประเทศประมาณ 10 - 15 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งเทคโนโลยีขั้นสูงดังกล่าวจะช่วยจำแนกเอกลักษณ์บุคคล โดยใช้หลัก 2 ใน 3 เครื่อง ก่อนจะดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย อย่างไรก็ตามโครงการดังกล่าวจะเริ่มใช้กับสำนักงานตรวจค้นเข้าเมืองทั่วประเทศเป็นการนำร่อง ก่อนจะมีการขยายไปยังหน่วยงานอื่นครอบคลุมระบบทั่วประเทศ
 
        ผู้สื่อข่าวรายงานว่าโครงการดังกล่าวอยู๋ระหว่างการพิจารณาจัดหาอุปกรณ์ และประเมินงบประมาณของโครงการว่าจะต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ โดยจะมีการเปิดโอกาสให้บริษัทเอกชนเข้ามาประมูลติดตั้งระบบดังกล่าวต่อไป