ข่าว

 ม.44ขุดรากถอนโคนแก็งค้าโรฮิงญา

ม.44ขุดรากถอนโคนแก็งค้าโรฮิงญา

12 พ.ค. 2558

ม.44ขุดรากถอนโคนแก็งค้าโรฮิงญา : ทีมข่าวความมั่นคง

             เส้นตาย 10 วันที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) สั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกหน่วยแก้ปัญหาขบวนการค้ามนุษย์ชาว "โรฮิงญา" ใกล้เข้ามาทุกขณะ โดยมีรายชื่อผู้ต้องหาที่มีทั้งกลุ่มข้าราชการ และกลุ่มอิทธิพลในท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหานี้ถ้าเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเข้มแข็งปัญหาจะไม่เกิดขึ้นได้เลย

             อย่างไรก็ตาม ปัญหาชาวโรฮิงญาลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายเป็นปัญหาระหว่างประเทศที่เกี่ยวพันตั้งแต่ต้นทาง กลางทาง และปลายทางอย่างน้อย 3 ประเทศ คือ ไทย เมียนมาร์ และมาเลเซีย โดยไทยมีสถานะเป็น "ทางผ่าน" ดังนั้่น การแก้ปัญหาไม่สามารถใช้กระบวนการทางกฎหมายปกติได้โดยลำพัง หากแต่ต้องได้รับความร่วมมือจากประเทศเพื่อนบ้านด้วย

             ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จึงได้สั่งการให้ฝ่ายกฎหมายไปศึกษารายละเอียดเพื่อจัดการกับกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ที่มีทั้งคนไทย และคนต่างชาติ โดยเฉพาะประเด็นการดำเนินคดีข้อหา “อาชญากรรมข้ามชาติ” เนื่องจากคดีดังกล่าวมีประเทศเพื่อนบ้านอีก 2 ประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

             พล.อ.ประยุทธ์ ยังได้มอบหมายให้ พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รับผิดชอบในการประสานความร่วมมือกับประเทศเมียนมาร์ และประเทศมาเลเซียเพื่อติดตามไล่ล่าถึงต้นตอของกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ หลังจากที่รัฐบาล และคสช. ประกาศยกระดับการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญาขึ้นเป็น "วาระแห่งชาติ"

             ด้านโครงสร้างการแก้ไขปัญหาภายในประเทศ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบหมายให้ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) เป็นแกนหลักในการประสานงานปฏิบัติกับกระทรวง ทบวง กรม ที่เกี่ยวข้อง โดยมีแนวโน้มความเป็นไปได้สูงที่ใช้อำนาจตาม "มาตรา 44" แห่งรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวพ.ศ.2557 ที่สามารถเรียกเจ้าหน้าที่ทหารเข้าไปร่วมปฏิบัติงานได้ทันที

             นอกจากนี้ สำหรับหน่วยงานความมั่นคงทั้งหมดอันประกอบไปด้วย กระทรวงกลาโหม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) และสำนักข่าวกรองแห่งชาติ (สขช.) ต้องเข้ามาร่วมดำเนินการบูรณาการตามที่ พล.อ.ประยุทธ์ ได้มอบหมายด้วยเช่นกัน

             เจ้าหน้าที่ระดับสูงด้านความมั่นคงรายหนึ่งให้ข้อมูลว่า พล.อ.ประยุทธ์สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปสำรวจพื้นที่แต่ละจังหวัดภายใน 10 วันว่ามีชาวโรฮิงญาจำนวนเท่าไหร่ รวมถึงสถานที่กักขัง หรือพักรอว่ามีจำนวนเท่าไหร่ เพื่อนำมาสู่การแก้ไขปัญหาทั้งระบบ

             ที่สำคัญ "ผู้ว่าราชการจังหวัด" ในแต่ละจังหวัดจะต้องทำหน้าที่ในการแปลงนโยบายเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลเป็นรูปธรรมให้ได้

             อย่างไรก็ตาม ถ้าเข้าไปในพื้นที่ใดแล้วเจอ "ผู้มีอิทธิพล" ขัดขวางการทำงานจนเจ้าหน้าที่ไม่สามารถปฏิบัติงานได้ ผู้ว่าราชการจังหวัดจะต้องแจ้งผ่านมายัง "กรมการปกครอง" กระทรวงมหาดไทย เพื่อดำเนินการทันที

             นอกจากนี้ ในส่วนของเจ้าหน้าที่ "ทหาร" และ "ตำรวจ" หากพบว่าเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องจะต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด โดยจะให้หยุดการปฏิบัติงาน และจะต้องมีการย้ายออกนอกพื้นที่ทันที

             เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงคนเดิมเผยด้วยว่า การข่าวแจ้งว่า พบพื้นที่ในการควบคุมชาวโรฮิงญาอยู่ประมาณ 2-3 แห่ง ซึ่งเร็วๆ นี้จะมีการเปิดสถานที่ควบคุมชาวโรฮิงญาอีก 1 แห่งหนึ่ง โดยคาดว่าอาจอยู่ในพื้นที่ จ.ระนอง เนื่องจากชาวโรฮิงญามักจะลักลอบเข้ามาบริเวณน่านน้ำในพื้นที่ จ.ระนอง

             ส่วนมาตรการดำเนินการในอนาคตคงจะต้องมีการ "ผลักดัน" ไม่ให้กลุ่มชาวโรฮิงญาเข้ามาอยู่ในประเทศไทย เพราะปัจจุบันมีชาวโรฮิงญาเข้ามาอาศัยอยู่ประมาณ 2,000 คนแล้ว สำหรับหน่วยงานหลักที่เกาะติดปัญหาอยู่ในขณะนี้ คือ ตำรวจภูธรภาค 8 และตำรวจภูธรภาค 9 ที่มีการจัดตั้ง "ศูนย์อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9" ซึ่งการแก้ไขในปัจจุบันยังเป็นมาตรการการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าในการจัดการกับขบวนการค้ามนุษย์ที่มีทั้งคนไทยและคนต่างชาติร่วมกันปฏิบัติการรับ-ส่งออเดอร์ชาวโรฮิงญากันมาเป็นทอดๆ

             ขณะที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้สั่งการให้หน่วยงานด้านความมั่นคงคุมเข้มในเรื่องการเข้า-ออกของชาวโรฮิงญา ทั้ง "ทางรถไฟ" และ"ทางรถยนต์" หลังมีการปรับแผนการลักลอบเข้าไทยของชาวโรฮิงญา เนื่องจากเส้นทางทางเรือถูกจำกัดมาก หลังจากเจ้าหน้าที่มีการคุมเข้มเส้นทางทางเรือมากขึ้น

             เจ้าหน้าที่ความมั่นคงคนเดิมเผยอีกว่า ขณะนี้ พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้ประสานไปยัง พ.ต.อ.สีหนาท ประยูรรัตน์ เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ให้เข้ามาร่วมดำเนินการตรวจสอบที่มาที่ไปของทรัพย์สินต่างๆ ของกลุ่มอิทธิพลที่ถูกจับกุมได้ก่อนหน้านี้เพื่ออายัดทรัพย์ต่อไป

             นับเป็นครั้งแรกที่มาตรการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญาถูกนำมาบูรณาการอย่างเป็นระบบ โดยเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งข้าราชการพลเรือน ทหาร และตำรวจ ที่ต่างก็มีหน้าที่รับผิดชอบ และบทลงโทษหากเข้าไปมีส่วนในการกระทำผิดอย่างชัดเจน และเชื่อว่า ประชาชนส่วนใหญ่คงไม่ขัดข้องหากคสช.จะใช้อำนาจตามมาตรา 44 เพื่อขุดรากถอนโคนปัญหานี้ให้หมดสิ้นไปเสียที