
ร้อยเรื่องคดีหมิ่น
ร้อยเรื่องคดีหมิ่น : 'จอกอ'จักร์กฤษ เพิ่มพูล
ก ารเป็นจำเลยคดีอาญา ที่มีโทษทั้งจำคุกและปรับ อาจเป็นเรื่องที่หลายคนไม่อยากรับบทนี้ โดยเฉพาะในตำแหน่งบรรณาธิการ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ที่มีชื่อเรียกขานอีกอย่างหนึ่งว่า บก.ติดคุก ซึ่งอาจติดคุกได้โดยไม่ได้เป็นผู้กระทำความผิดโดยตรง ซึ่งต่างจากการกระทำความผิดที่มีโทษอาญาโดยทั่วไป
แต่ผ่านมาแล้ว 16 ปี การมีหมายศาลไปแขวนอยู่หน้าบ้าน มีหมายเรียกจากตำรวจไปให้การ จนกระทั่งการถูกออกหมายจับ การถูกควบคุมตัวยาวนาน เพื่อรอประกัน สุดท้ายคือวันที่ศาลพิพากษา มีตำรวจศาลนั่งขยับกุญแจมือดังกรุ๊กกริ๊กข้างๆ หู กลายเป็นเรื่องธรรมดาๆ เรื่องหนึ่งในชีวิต
ในบรรยากาศของการปฏิรูปสื่อ ผมเคยมีแนวคิดที่จะให้มีการยกเลิกกฎหมายอาญาว่าด้วยหมิ่นประมาท เพราะหลายครั้งการแจ้งความ หรือฟ้องคดีหมิ่นประมาท ถูกใช้เป็นเครื่องมือของนักการเมือง ในการปิดปากสื่อ แต่เมื่อได้ทบทวนบางเรื่องราวของชีวิตที่ผ่านมาแล้ว ผมคิดว่านักการเมืองนี่เอง ที่พูดจากันได้ง่ายที่สุด และไม่เสียหายถ้านักการเมืองจะฟ้อง ในประเด็นสาธารณะ ซึ่งจะเข้าข้อยกเว้นความรับผิดฐานหมิ่นประมาทอยู่แล้ว
อีกด้านหนึ่งก็ควรจะเปิดช่องทางให้ประชาชนผู้เสียหายจากการละเมิด หรือการทำสื่อที่ไม่มีความรับผิดชอบ ได้ฟ้องคดีสื่อ ซึ่งเป็นการกำกับ ควบคุมอีกทางหนึ่ง นอกเหนือจากองค์กรวิชาชีพที่ยังไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมได้
คดีแรกที่ผมถูกฟ้อง ราวปี 2542 คนฟ้องเป็นนักการเมือง ชื่อชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ หรือชูวิทย์ กุ่ย อดีต ส.ส.อุบลราชธานี พรรคเพื่อไทย ชูวิทย์ฟ้องเนวิน ชิดชอบ เป็นจำเลยที่ 1 ผมเป็นจำเลยที่ 2 คดีนี้มีนายอุดม เฟื่องฟุ้ง อดีตรองประธานศาลฎีกา เป็นผู้พิพากษาเจ้าของสำนวน
เป็นคดีแรกที่ไม่ได้ตั้งทนาย เพราะตั้งใจว่าจะฟื้นความรู้เก่า ในฐานะทนายเก่า ว่าความสู้คดีด้วยตัวเอง แต่ก็เป็นบทเรียนครั้งแรกอีกเช่นกันว่า การเป็นตัวความเองและทนายเอง สร้างความสับสนในชีวิตอย่างยิ่ง เพราะในวันนัดคดีครั้งหนึ่ง ผมลืมไปศาล ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากสำหรับจำเลยคดีอาญา เพราะการไม่ไปศาลโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง ศาลจะออกหมายจับเพื่อนำตัวไปศาล เช่นเดียวกับที่ศาลอาญาธนบุรี เคยออกหมายจับผมครั้งหนึ่งเนื่องจากไม่ไปศาลในวันนัด
แต่โชคดีผู้พิพากษาเมตตา ท่านจึงได้แต่สั่งให้ตามตัวมาศาลโดยไม่ออกหมายจับ
ในที่สุดคดีนั้นจบ โดยผมไปเจรจาความกับชูวิทย์ กุ่ย ที่บริษัททัวร์แห่งหนึ่ง ยอมรับผิด และถอนฟ้องไป
นอกจากชูวิทย์ กุ่ย สมัคร สุนทรเวช ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง วีระกานต์ มุสิกพงศ์ จตุพร พรหมพันธุ์ และณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ก็เคยมีชื่อปรากฏในสำนวนคดีในฐานะโจทก์ และจำเลย กันมา เฉพาะสมัคร สุนทรเวช และ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ฟ้องร้องกันมากกว่าหนึ่งคดี แต่ทั้งหมดนี้จบที่การเจรจา
เนื่องเพราะคดีความผิดฐานหมิ่นประมาท เป็นคดีที่ยอมความได้ ซึ่งแตกต่างจากความผิดใน พระราชบัญญัติว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
นอกจากนักการเมือง คนในอาชีพครู หมอ และนักธุรกิจเป็นกลุ่มคนที่เจรจายากที่สุด เพราะคนพวกนี้มักมีเงื่อนไขในเรื่องค่าเสียหายสูงมาก จนไม่สามารถปฏิบัติได้
หากจำแนกตามสถานที่ คดีที่ฟ้องศาลในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็เป็นคดีที่มีความเสี่ยงภัยมากขึ้น นอกจากความรับผิดฐานหมิ่นประมาท มีคดีหนึ่งที่โจทก์เป็นนักธุรกิจร้านอาหาร มีกิจการใหญ่โตที่ฝั่งมาเลเซีย คดีนั้นจำเลย 6 คน เรียกค่าเสียหายในระหว่างเจรจาเป็นตัวเลขนับพันล้าน และน่าเชื่อว่าเป็นผู้มีความสัมพันธ์พิเศษกับคนในพื้นที่
แม้กระทั่งผู้พิพากษาที่นั่งเป็นประธานในการไกล่เกลี่ย ก็ได้เพียงรับข้อเสนอของโจทก์ แต่ไม่ไกล่เกลี่ยหรือขอให้ลดจำนวนเงินค่าเสียหายลงตามสภาพความจริง ซึ่งไม่เหมือนกับการเจรจาไกล่เกลี่ยคดีในกรุงเทพฯ และจังหวัดอื่นๆ
วันนี้เป็นวันส่งตัวอัยการ ตามความเห็นของพนักงานสอบสวนที่สั่งฟ้องในคดีหนึ่ง เป็นอีกบทบันทึกของนักข่าวร้อยคดี ที่อาจจะผูกพันในคดีนี้ไปอีกนานปี



