
เส้นตายภารกิจล้างขบวนการค้าโรฮิงญา
เส้นตายภารกิจล้างขบวนการค้าโรฮิงญา : สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์
การคลี่คลายคดีขบวนการค้ามนุษย์ "โรฮิงญา" กำลังดำเนินไปอยางเข้มข้น หลังจาก พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ประกาศว่า ต้องได้ข้อสรุปภายใน 10 วัน ส่งผลให้ตำรวจต้องทำงานหามรุ่งหามค่ำ ทั้งนี้ "คม ชัด ลึก" สัมภาษณ์พิเศษ พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผบ.ตร.ผู้รับผิดชอบคดีที่กินนอนอยู่ในพื้นที่ถึงผลการดำเนินงานในทุกๆ ด้าน เพื่อให้ขบวนการดังกล่าวหมดไป
“ผมรับราชการมา 38 ปี คดีนี้เป็นคดีแรกที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการ ต้องขอชมเชยท่าน ผบช.ภ.9 และตำรวจภูธรจังหวัดสงขลา และทุกหน่วยที่เข้าบูรณาการ ภายใต้การสั่งการของ ผบ.ตร. และพล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา รองผบ.ตร. ต้องทันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ ที่ใช้เวลา 7 วัน ในการรวบรวมพยานหลักฐาน จนสามารถออกหมายจับผู้ตองหาได้ถึง 49 ราย ซึ่งการดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนสอบสวน ซึ่งเราระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งในดำเนินการ เนื่องจากเป็นคดีที่ได้รับความสนใจ”
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากอัยการพื้นที่ และศาล เพราะขณะนี้ตำรวจออกหมายจับกันเป็นรายวัน รายนาที รายชั่วโมงกันเลยทีเดียว บางครั้งก็ต้องรบกวนปลุกศาลกลางดึกกลางดื่นบ้าง ทุกอย่างดำเนินการอย่างรวดเร็ว เพราะเรามีข้อจำกัดในการดำเนินการตามกฎหมาย เช่น เมื่อได้ตัวผู้ต้องหาภายใน 48 ชั่วโมง เราจะต้องสอบสวนปากคำ พาไปค้นหาพยานหลักฐานพิสูจน์ทราบต่างๆ มากมาย และขณะนี้ในจำนวนผู้ต้องหาจำนวน 49 ราย ไม่ใช่ผู้ต้องหาที่อยู่ในพื้นที่
อย่างรายล่าสุดเราไปจับกุมได้ที่ จ.สตูล คือ ส.จ.สตูล ซึ่งกระบวนการในการดำเนินการทั้งหมดในขณะนี้ไล่ตั้งแต่ปลายน้ำไปถึงต้นน้ำทั้งหมด ตำรวจพิสูจน์ทราบได้ เราได้พยานหลักฐานที่เพียงพอ ซึ่งเบื้องต้นหากพยานหลักฐานไม่เพียงพอศาลท่านคงไม่อนุมัติออกหมายจับ นอกจากนี้ยังหารือการที่จะพยายามบูรณาการกันทุกภาคส่วน ฝ่ายปกครอง ฝ่ายก็ทหาร ก็สนับสนุน โดยเฉพาะยุทธการในพิสูจน์คดี
“สิ่งที่ท่าน ผบ.ตร.จะต้องดำเนินการต่อไป ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ให้แนวทางก็คือภายใน 10 วัน คือต้องพิสูจน์ทราบแหล่งที่พักพิงของขบวนการค้ามนุษย์ทั้งใน จ.สงขลาและจ.สตูล ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยง เนื่องจากเป็นปลายทาง ไม่ว่าจะมาจากที่ไหนก็ต้องมาอยู่ตรงนี้” ซึ่งตรงนี้ต้องเป็นภาระหน้าที่สำคัญ แต่ก็สอดคล้องกับที่ท่านได้ทำในเรื่องของแผนยุทธการปิดปลายทางของขบวนการค้ามนุษย์ วันนี้เราได้เร่งรัดการทำงาน และขอยืนยันตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงวันนี้เจ้าหน้าที่ของเราทุกระดับไม่ได้พักผ่อน ไม่ได้กลับบ้านเลย ไม่ได้ทำงานวันละ 8 ชั่วโมง แต่ทำงานวันละ 24 ชั่วโมง เพื่อเร่งรัดให้ทันตามเงื่อนไขเวลาที่กฎหมายกำหนดให้พนักงานสอบสวนดำเนินการ"
อย่างไรก็ตาม การออกหมายจับผู้ต้องหาไม่เฉพาะแค่ปลายทาง แต่ต้นทางอย่างที่ จ.ระนอง ตำรวจก็สืบสวนขยายผล ขอยืนยันว่า เราเปิดประเด็น หมายถึงอะไรที่จะเกี่ยวข้อง ไม่ได้ปิดเฉพาะในพื้นที่เกิดเหตุที่ จ.สงขลา หรือ จ.สตูลเท่านั้น แต่ถ้าพาดพิงไปเกี่ยวข้องกับต้นทางที่ส่งมา เราต้องสอบสวนออกหมายจับทุกคนครับ
ขณะนี้ผู้ต้องหาที่ถูกจับตา ซึ่งทางศูนย์ปฏิบัติการตำรวจภูธรภาค 9 ส่วนหน้า (ศปก.ตร.สน.) ได้ออกหมายจับไปแล้วจำนวน 49 คน และสามารถจับกุม มอบตัว และอายัดตัวได้แล้ว 15 คน ปรากฏว่าชื่อของนักการเมืองท้องถิ่นรวมทั้ง 4 คน ได้แก่ นายบรรณจง ปองผล นายกเทศมนตรีเมืองปาดังเบซาร์, นายประสิทธิ์ เหล็มหล๊ะ รองนายกเทศมนตรีตำบลปาดังเบซาร์, นายอาสัน อินทธนู ส.ท.ตำบลปาดังเบซาร์ และล่าสุด นายอาบู ฮะอุรา ส.จ.สตูล เขต อ.ควนโดน
สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มบุคคลที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับขบวนการค้ามนุษย์ ไม่เฉพาะโรฮิงญาเท่านั้น แต่รวมถึงบังกลาเทศ และชาติอื่นๆ ด้วยนั้น คือนักการเมืองท้องถิ่น ซึ่งถือเป็นผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ จึงไม่แปลกที่พนักงานสอบสวนจะยื่นคำร้องคัดค้านการประกันตัวทั้งหมด ต่างจากที่ผ่านๆ มา ที่นักการเมืองท้องถิ่นเหล่านี้จะใช้ความเป็นผู้บริหารท้องถิ่นประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนได้ แสดงให้เห็นว่า จากพยานหลักฐานที่เจ้าหน้าที่มีมีน้ำหนักมากพอที่จะทำให้ศาลอนุมัติคำร้องขอคัดค้านการประกันตัว
สุดท้ายคงต้องติดตามกันต่อไปว่า ท้ายที่สุดแล้วปลายทางของคดีจะสิ้นสุดอย่างไร สามารถจัดการกับกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ให้หมดไปได้หรือไม่ จำนวนผู้ต้องหาจะเพิ่มขึ้นหรือไม่ จำนวนเท่าไหร่ รวมถึงคำสั่งการโยกย้ายเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องรับผลประโยชน์จากกลุ่มขบวนการจะเพิ่มขึ้นอีกหรือไม่ เพราะได้รับการยืนยันจาก พล.ต.อ.เอก ว่า ผบ.ตร.ได้กำชับว่า ถ้าการสืบสวนสอบสวนทางคดีคลี่คลายแล้วพาดพิงไปการปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจส่วนใดให้รายงานโดยตรง ซึ่ง ผบ.ตร.จะดำเนินการพิจารณาตามปกครอง เรื่องการย้ายออกจากพื้นที่ทันที



