ข่าว

'พวกเขาคือเหยื่อค้ามนุษย์'

'พวกเขาคือเหยื่อค้ามนุษย์'

10 พ.ค. 2558

วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ 'พวกเขาคือเหยื่อค้ามนุษย์'

 
                          ขณะที่รัฐบาลไทยกำหนดให้ แผนปฏิบัติการแก้ปัญหาค้ามนุษย์ อันเนื่องมาจากการค้าแรงงานทาสในเรือประมงผิดกฎหมาย เป็นวาระแห่งชาติที่ต้องจัดการให้เป็นรูปธรรมอย่างเร่งด่วน 
 
                          ประเด็นการค้ามนุษย์ว่าด้วยชาว โรฮิงญา ก็ปรากฏขึ้นตามมา และเจ้าหน้าที่กำลังเดินหน้ากวาดล้างเครือข่ายนายหน้าอย่างเอาจริงเอาจัง จนเป็นผลให้ชาวโรฮิงญา ที่ถูกนำมาหลบซ่อนอยู่ในแคมป์กลางป่าบนเทือกเขาแก้ว ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ซึ่งคาดว่ามีอยู่หลายร้อยคน หรืออาจถึง 1,000 คน ต้องถูกลอยแพทิ้งโดยไม่รู้ชะตากรรม
 
                          ดร.วิสุทธิ์ บิลล่าเต๊ะ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานสำนักจุฬาราชมนตรีประจำภาคใต้ มองว่า ตอนนี้เครือข่ายนายหน้าแตกกระสานซ่านเซ็น ทิ้งชาวโรฮิงญาในความดูแลอย่างไร้มนุษยธรรม เพื่อเอาตัวรอดจากการกวาดล้างของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ชาวโรฮิงญาที่หลบซ่อนอยู่ในแคมป์ประสบปัญหาอดอยาก จนต้องหาทางหนีออกจากป่าและถูกเจ้าหน้าที่ควบคุมตัวได้อย่างต่อเนื่อง
 
                          “เมื่อเรายอมรับแล้วว่าคนเหล่านี้ ไม่ใช่คนหลบหนีเข้าเมืองธรรมดา แต่เป็นเรื่องของขบวนการค้ามนุษย์ และคนเหล่านี้คือเหยื่อ ผมคิดว่ารัฐบาลก็น่าจะมีที่พักพิงที่เหมาะสมให้ ในฐานะที่เขาคือเหยื่อการค้ามนุษย์ แต่หากรัฐบาลไม่ทำที่พักพิงให้ ก็น่าจะอนุญาตให้องค์กรศาสนาเข้าไปดูแล" 
 
                          ผู้อำนวยการศูนย์ประสานงานสำนักจุฬาราชมนตรีประจำภาคใต้ เสนอแนะว่า สถานที่ในมัสยิดกลางประจำจังหวัดสงขลา น่าจะเป็นที่พักพิงที่เพียงพอสำหรับชาวโรฮิงญาและบังกลาเทศ ซึ่งหากรัฐบาลไทยอนุญาตให้ดำเนินการได้ องค์กรมุสลิมต่างๆ ก็ยินดีที่จะเข้ามาดูแลให้  
 
                          "ถ้ารัฐบาลไม่ทำก็น่าจะอนุญาตให้เราทำ เมื่อครั้งที่แล้วเราเคยขอแต่ก็ไม่ได้ ขอว่าคนเหล่านี้มาอยู่ที่มัสยิดกลางดีไหม แล้วรัฐบาล ก็จัดเวรส่งเจ้าหน้าที่เข้ามาดูแล มาเฝ้า เราก็จะได้ดูแลเรื่องอาหารที่ถูกหลักศาสนาให้แก่พี่น้องเหล่านี้ แต่ถ้ารัฐบาลจะทำเองก็ดี อย่างครั้งที่แล้วที่ อ.บางกล่ำ ที่ สภ.บางกล่ำ เขาก็มีการดูแลอย่างดี มีที่พัก มีพี่น้องมุสลิมนำข้าวปลาอาหารไปให้ ต่อมาไม่ทราบว่าเกิดอะไรขึ้นก็นำตัวเข้าสถานที่คุมขังทั้งหมด”
 
                          ดร.วิสุทธิ์ ยังเสนอด้วยว่า การดำเนินการตามกฎหมายเข้าเมืองนั้น ต้องยอมรับกันก่อนว่า คนเหล่านี้เข้าเมืองมาในฐานะเหยื่อของขบวนการค้ามนุษย์ เมื่อเป็นเหยื่อขบวนการค้ามนุษย์ ก็ไม่น่าจะเอาผิดในฐานะเข้าเมืองผิดกฎหมาย ขณะเดียวกันก็น่าจะได้รับการดูแลตามความเหมาะสมว่าด้วยหลักมนุษยธรรม แต่หากสอบสวนแล้วพบว่า ใครที่เข้าเมืองผิดกฎหมายโดยไม่เกี่ยวกับการค้ามนุษย์ ก็สามารถแยกออกมาแล้วผลักดันกลับประเทศ
 
                          “คนเหล่านี้ผมคิดว่า เราน่าจะดูแลเขาในฐานะเหยื่อการค้ามนุษย์ ส่วนการดำเนินการตามกฎหมายก็ไปดำเนินการกับกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ เอาให้หนัก ขุดรากถอนโคนกันไป”
 
                          ดร.วิสุทธิ์ มองด้วยว่า ภารกิจสำคัญเร่งด่วนสำหรับปัญหานี้ รัฐบาลไทย มาเลเซีย และพม่า จะต้องมานั่งหารือกัน เพราะทั้ง 3 ประเทศเป็นประเทศที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับปัญหานี้ พม่า เป็นประเทศต้นทาง เป็นประเทศที่สร้างสภาวะการกดดันให้คนเหล่านี้ ต้องหนีออกจากประเทศ แล้วเข้ามาในไทย ซึ่งเป็นทางผ่าน และเป็นที่อาศัยของกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์ ขณะที่ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศปลายทางที่คนเหล่านี้ต้องการไป ถ้าสามารถประสานงานกันระหว่าง 3 ประเทศนี้ได้ ก็น่าจะช่วยบรรเทาปัญหาลงไปได้มาก
 
                          อย่างไรก็ตาม ดร.วิสุทธิ์ ยังเห็นว่านอกเหนือจาก 3 ประเทศที่ว่าแล้ว ประเทศใน อาเซียน จะต้องนำไปหารือกันด้วย เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องของสิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรม ชาวโรฮิงญา เขาก็เป็นมนุษย์ มีความเดือดร้อน มีความต้องการเช่นเดียวกับมนุษย์ทั่วไป ซึ่งคนที่มีจิตใจที่เป็นมนุษย์ไม่ควรนิ่งดูดาย มองเห็นคนนับร้อยนับพันถูกฆ่าด้วยความรู้สึกเฉยชา 
 
                          ดร.วิสุทธิ์ บอกด้วยว่า ในวันจันทร์นี้ตัวแทนของ องค์การความร่วมมืออิสลาม (โอไอซี) ซึ่งเป็นชาวมาเลเซีย ที่ไอไอซีแต่งตั้งให้ดูแลเรื่องปัญหาโรฮิงญาโดยเฉพาะ จะเดินทางมาประเทศไทยเพื่อติดตามการดำเนินการเรื่องนี้ ซึ่งทางการไทยน่าจะถือโอกาสนี้หารือกัน และหวังว่าจะได้เห็นแนวทางการแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ที่เป็นประโยชน์กับทั้ง 3 ประเทศในเวลาอันใกล้