
'พาเมลา เกลเลอร์' วีรสตรีหรือนางมาร
10 พ.ค. 2558
เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'พาเมลา เกลเลอร์' วีรสตรีหรือนางมาร : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์
ขณะที่มะกันชนในเมืองใหญ่น้อยทั่วแดนดินถิ่นอินทรีผยองได้ลุกฮือประท้วงอีกครั้งเพื่อทวงความเป็นธรรมให้แก่คนผิวดำในเมืองบัลติมอร์ที่ถูกตำรวจผิวขาวยิงตายอย่างมีเงื่อนงำ ตำรวจในย่านการ์แลนด์ ชานเมืองด้านตะวันออกเฉียงเหนือของนครดัลลัส รัฐเทกซัส ก็วิสามัญฆาตกรรมมือปืน 2 คนขณะบุกเข้าไปกราดยิงกลางงานประกวดภาพวาดการ์ตูนล้อเลียนศาสดาโมฮัมหมัด ซึ่งจัดขึ้นที่บริเวณลานจอดรถของอาคารเคอร์ติส คัลเวลล์ เซ็นเตอร์ เชื่อว่าหนึ่งในเป้าหมายที่ถูกมือปืนหมายหัวก็คือเกิร์ต วิลเดอร์ส นักการเมืองขวาจัดของเนเธอร์แลนด์และผู้รณรงค์ต่อต้านอิสลาม ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้ได้รับเชิญให้ขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ในงานนี้ หลังเกิดเหตุ วิลเดอร์ส ไม่วายยั่วยุให้เรื่องบานปลายออกไปเมื่อยืนยันว่าการล้อเลียนศาสดาโมฮัมหมัดและการละเมิดหนึ่งในข้อห้ามสำคัญที่สุดของศาสนาอิสลาม ถือเป็นการปลดปล่อย พร้อมกับย้ำว่าจะไม่ยอมให้ศาสนาอิสลามปล้นเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นของประชาชน
สื่อในแดนดินถิ่นคาวบอยเก่ากลุ่มหนึ่งได้ละเลงภาพของ 2 มือปืนที่ถูกตำรวจวิสามัญฆาตกรรมว่าเป็นผู้ก่อการร้ายที่สนับสนุนกลุ่มรัฐอิสลาม หรือไอเอสในอิรักซึ่งได้ทีพลอยขี่แพะไล่ด้วย แต่นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญปัญหาอิสลามและชาวมุสลิมทั่วไปต่างโต้ว่าเบื้องหลังแท้จริงของเหตุร้ายครั้งนี้ไม่ใช่การอวดศักดาของกลุ่มก่อการร้ายตามที่สื่อพยายามชูภาพนี้ หากเป็นผลพวงจากการยั่วยุของมะกันชนขวาจัดหรือพวกสุดโต่งที่วางแผนจัดงานนี้หมายจะล่อมุสลิมสุดโต่งให้มาติดกับจากการถูกกระตุ้นให้เกิดความโกรธและความเกลียดชัง ทั้งนี้เพื่อจะช่วยขยายผลสร้างความเกลียดชังในศาสนาอิสลามในหมู่มะกันชน ภายใต้ข้ออ้างว่าต้องการส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ได้รับการคุ้มครองภายใต้มาตราที่หนึ่งแห่งรัฐธรรมนูญสหรัฐ
หลักฐานที่เห็นได้ชัดก็คือผู้จัดงานประกวดภาพการ์ตูนล้อเลียนพระศาสดาโมฮัมหมัดชิงรางวัล 10,000 ดอลลาร์ (ราว 320,000 บาท) และรางวัลขวัญใจมหาชน 2,500 ดอลลาร์ (ราว 80,000 บาท) ก็คือ พาเมลา เกลเลอร์ มะกันชนเชื้อสายยิว นักเคลื่อนไหวและบล็อกเกอร์ขวาจัดที่มักวิจารณ์ศาสนาอิสลามอย่างไม่มีชิ้นดี และยังเป็นประธานกลุ่มอเมริกัน ฟรีดอม ดีเฟนซ์ อินิชิเอทีฟ หรือกลุ่มริเริ่มปกป้องเสรีภาพอเมริกัน (เอเอฟดีไอ) ในนิวยอร์ก ที่ถูกกลุ่มสิทธิพลเรือนสหรัฐและศูนย์กฎหมายเพื่อคนยากจนในภาคใต้ขึ้นบัญชีดำว่าเป็นกลุ่มต่อต้านกระแสอิสลามานุวัตรในสหรัฐ ด้วยการสร้างความเกลียดชังและความหวาดกลัวในศาสนาอิสลาม
ก่อนหน้านี้ กลุ่มเอเอฟดีไอได้อยู่เบื้องหลังการทุ่มเงินนับแสนดอลลาร์ซื้อพื้นที่โฆษณาอื้อฉาวข้างรถประจำทาง ในระบบรถไฟฟ้าและในรถไฟใต้ดินในเมืองใหญ่ๆ หลายเมือง รวมไปถึงกรุงวอชิงตัน ดีซี นิวยอร์ก ชิคาโก และซานฟรานซิสโก ซึ่งล้วนแต่มีเนื้อหาเหยียดเผ่าพันธุ์และกระตุ้นความเกลียดชังและความหวาดกลัวในศาสนาอิสลาม อาทิ ข้อความว่า ความเกลียดชังชาวยิวของอิสลามิกชนปรากฏอยู่ในคัมภีร์อัลกุรอาน หรือบรรยายความขัดแย้งอิสราเอล-ปาเลสไตน์ ว่าเป็นสงครามระหว่างมนุษย์อารยะกับสวะ หรือเปรียบเทียบมุสลิมว่าเหมือนกับนาซีของอดอล์ฟ ฮิตเลอร์ ที่ต้องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว หรือการเรียกกลุ่มญิฮัด หรือนักรบศักดิ์สิทธิ์ว่าป่าเถื่อน เป็นต้น
ดูเหมือนว่าการโฆษณาข้างรถประจำทางและในรถไฟใต้ดินยิ่งดุเดือดเผ็ดมันมากขึ้นหลังเกิดเหตุโจมตีกองบรรณาธิการนิตยสารชาร์ลี เอ็บโด นิตยสารแนวเสียดสีในกรุงปารีสที่ตีพิมพ์ภาพล้อเลียนศาสดาโมฮัมหมัดหลายครั้งเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ทำให้บรรณาธิการ นักข่าวและการ์ตูนนิสต์เสียชีวิต 12 คน กระทั่งนักวิชาการหลายกลุ่มชี้ว่าการกระทำของกลุ่มเอเอฟดีไอได้ก้าวข้ามเรื่องของเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นไปสู่การปลุกเร้าให้เกิดความเกลียดชังและหวาดกลัวในอิสลามมากกว่า และหลังเกิดเหตุวิสามัญฆาตกรรมที่เทกซัส เอเอฟดีไอได้ออกแถลงการณ์ระบุว่าเป็นการทำสงครามของเหล่าปีศาจเพื่อต่อต้านเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น
สำหรับพาเมลา เกลเลอร์ หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งและประธานกลุ่มเอเอฟดีไอ เป็นชาวอเมริกันเชื้อสายยิวเกิดในครอบครัวรูเบน เจ้าของโรงงานทอผ้า ที่ฮิวเล็ตต์ ฮาร์เบอร์ แถวเกาะลองไอส์แลน์ในนิวยอร์ก เป็นนักวิจารณ์และนักเคลื่อนไหวทางการเมืองหัวรุนแรงที่ต่อต้านอิสลามสุดตัว ระหว่างปี 2532-2537 เธอทำงานเป็นนักวิเคราะห์การเงินให้หนังสือพิมพ์นิวยอร์ก เดลีนิวส์ จากนั้นก็เปลี่ยนไปดูแลด้านการโฆษณาและการตลาด ก่อนจะก้าวขึ้นมาเป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์เดอะ นิวยอร์ก ออฟเซิร์ฟเวอร์ อีก 10 ปีต่อมา เธอเป็นเจ้าของบล็อก "Atlas Shrugs" ซึ่งเป็นบล็อกแนวอนุรักษนิยมชื่อดังที่มีคนเข้าชมนับแสนๆ คน ตอนที่เธอนำการ์ตูนล้อเลียนศาสดาโมฮัมหมัดวาดโดยจิลแลนด์ส โพสต์เทน หรือเจพี การ์ตูนนิสต์ชาวเดนมาร์กที่กลายเป็นชนวนการประท้วงในหลายประเทศมาตีพิมพ์ซ้ำ ปีต่อมา เธอเป็นผู้นำการรณรงค์คัดค้านโรงเรียนสอนภาษาอาหรับแห่งหนึ่งในบรูคลินที่มีบทบาทสำคัญในการลาออกของอาจารย์ใหญ่ อีกทั้งยังริเริ่มการรณรงค์ในสหรัฐเพื่อต่อต้านสิ่งที่เธอเรียกว่า "การคืบคลานของชารียะห์" หรือกฎหมายอิสลามในประเทศนี้ ไม่นับรวมไปถึงการนำมวลชนออกมาต่อต้านการก่อสร้างศูนย์อิสลามขึ้นบนพื้นที่ที่เคยเป็นที่ตั้งของอาคารระฟ้าเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ หรือพาร์ค 51 เมื่อปี 2553 อ้างว่าจะเป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของอิสลาม กระทั่งโครงการนี้ถูกยกเลิกไปในที่สุด
หนังสือพิมพ์ฮัฟฟิงตัน โพสต์ และสื่อกลุ่มหนึ่งเรียกเธอว่า "ขวาตกขอบ" แต่บีบีซีและสื่ออีกกลุ่มหนึ่งมองมุมต่างว่าเธอเป็นเสรีนิยมหรือเสรีชน เนื่องจากสนับสนุนการทำแท้งถูกกฎหมายและการแต่งงานของคนเพศเดียวกัน ขณะที่แกรี เวสส์ นักข่าวเชิงสืบสวนสอบสวนของหนังสือพิมพ์การ์เดียนและลีโอนาร์ด เซสไรด์ นักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน มองว่าเธอเป็นผู้ยึดมั่นในอุดมการณ์ขวาจัด เป็นพวกเหยียดผิวและเกลียดชังอิสลามเข้ากระดูกดำ และได้ใช้เวลามานานร่วมสิบปีสร้างความแตกแยกและความหวาดกลัวขึ้นในสังคมอเมริกัน
แต่เกลเลอร์ ซึ่งกล้าเรียกตัวเองว่าวีรสตรีของชาวยิวผู้คัดค้านการเมืองแบบอิสลาม เคยให้สัมภาษณ์อย่างเปิดอกว่าจิตสำนึกทางการเมืองของเธอตื่นตัวเต็มที่หลังเกิดเหตุการณ์ 11 กันยายน พร้อมกับยืนยันว่าเธอมุ่งต่อต้านการเมืองแบบอิสลามและอิสลามสุดโต่งที่คุกคามอารยธรรมโลกเท่านั้น ไม่ใช่มุสลิมทั่วไป นอกจากนี้เธอไม่ได้เรียกร้องความรุนแรงและไม่เห็นด้วยกับการใช้ความรุนแรง แต่ก็ตำหนิผู้ที่ไม่เห็นด้วยและไม่ร่วมมือว่าเป็น "นักอนุรักษ์ขี้ขลาด" ที่ร่วมมือกับสื่อซ้าย
นอกเหนือจากร่วมมือกับโรเบิร์ต สเปนเซอร์ ตั้งกลุ่มเอเอฟดีไอเมื่อปี 2553 อีกทั้งยังได้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม Stop Islamization of Nations อันเป็นองค์กรที่เป็นร่มธงใหญ่ของกลุ่ม Stop Islamization of America และ Stop Islamisation of Europe ซึ่งล้วนแล้วแต่มุ่งสร้างความเกลียดชังในศาสนาอิสลาม ทั้ง 2 คนยังได้ร่วมกันเขียนหนังสือ 3 เล่ม ประกอบด้วยเรื่อง " The Post-American Presidency: The Obama Administration's War on America in 2010" ตีพิมพ์เมื่อกลางปี 2553 วิจารณ์นโยบายของประธานาธิบดีบารัก โอบามา ทั้งในเรื่องของระบบตลาดเสรี เสรีภาพในการพูดและนโยบายด้านการต่างประเทศ อีกเล่มหนึ่งก็คือเรื่อง "Stop Islamization of America" หรือหยุดอิสลามานุวัตรในอเมริกา ส่วนหนังสือเล่มที่ 3 ชื่อ "Freedom or Submission: On the Dangers of Islamic Extremism & American Complacency" วางแผงเมื่อต้นปี 2556
ความที่เป็นนักวิจารณ์ปากกล้า พูดจาโผงผางแถมมีมุมมองสุดขั้วมองว่าโลกนี้มีแค่ขาวกับดำ ดีกับเลว ทำให้เธอถูกห้ามไปร่วมประชุมบนเวทีในประเทศและต่างประเทศ อาทิ ครั้งหนึ่งเมื่อปี 2553 ระหว่างได้รับเชิญไปปราศรัยกลางที่ประชุมกิจการเมืองของค่ายอนุรักษนิยม (ซีแพค) เธอวิจารณ์รายงานของกระทรวงกลาโหมสหรัฐว่าด้วยเหตุสังหารหมู่ที่ฟอร์ทฮูด ว่าไม่ยอมพูดถึงแรงจูงใจทางศาสนาอันเป็นชนวนของการโจมตีครั้งนี้ ทำให้เธอถูกกีดกันไม่ให้เข้าร่วมเวทีการประชุมในปี 2556 และเธอได้กล่าวหากรรมการบริหารของซีแพค 2 คนว่าเป็นสมาชิกกลุ่มภราดรภาพมุสลิมและเป็นสายลับของอิสลามหัวรุนแรง
นอกจากนี้ แม้ว่าจะได้รับเชิญจากกลุ่มขวาจัดในหลายประเทศให้ไปปราศรัยในประเทศนั้นๆ แต่หลายประเทศก็กีดกันไม่ยอมให้เธอเดินทางเข้าประเทศ โดยเฉพาะอังกฤษได้ขึ้นบัญชีดำห้ามเธอเข้าประเทศตั้งแต่ปี 2556 อ้างว่าเอเอฟดีไอเป็นกลุ่มที่ต้องการสร้างความเกลียดชังและต่อต้านอิสลามขึ้นในสังคม แต่เกลเลอร์โต้แย้งว่ากลุ่มญิฮัดได้ประกาศมาก่อนหน้าว่ายิวคือศัตรู และได้โจมตีการตัดสินใจของรัฐบาลอังกฤษว่าคุกคามเสรีภาพ แถมยังแดกดันว่ากฎหมายฉบับแรกของโลกหรือแมกนาคาร์ตาได้ตายแล้ว
นักวิชาการและนักวิจารณ์ไม่ใช่น้อยมองว่าเกลเลอร์ไม่ได้มุ่งมั่นต่อสู้เพื่อเสรีภาพในการพูดจริงดังเช่นที่ว่า แต่ได้ก้าวข้ามเส้นการวิจารณ์ลัทธิอิสลามไปสู่การยั่วยุและสร้างกระแสเกลียดชังอิสลามโดยทั่วไป หลังจากเธอได้เรียกร้องให้มีการจัดลำดับชั้นอิสลามใหม่ว่าเป็น "ขบวนการทางการเมือง เป็นระบอบอำนาจนิยมและให้อิสลามเป็นอำนาจสูงสุด นอกเหนือจากเป็นศาสนาดังที่รับรู้กันทั่วไป" แถมยังโจมตีอิสลามว่ามีอุดมการณ์สูงสุด นั่นก็คือต้องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิว ขณะที่ชุมชนคนเชื้อสายยิวในแดนดินถิ่นอินทรีไม่ใช่น้อยก็ลุกขึ้นตอบโต้เธอทางบล็อกว่า "น่าไม่อาย" กรณีสร้างภาพตัวเองว่าเป็นวีรสตรีในหมู่ชาวยิว แถมยังประจานว่าเธอดีแต่ทำสงครามศักดิ์สิทธิ์จากอพาร์ตเมนต์ส่วนตัวสุดหรูในแมนฮัตตัน ใช้สื่อออนไลน์และบล็อกส่วนตัวเป็นสนามรบต่อสู้กับมุสลิมสุดโต่งทั่วโลก
ด้านสื่อออนไลน์ของมุสลิมก็สอนมวยว่าเสรีภาพต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ ใช่ว่าเธอจะมีเสรีภาพที่จะพูดเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียว แต่คนอื่นก็มีเสรีภาพที่จะพูดเช่นกันภายใต้ความรับผิดชอบที่ว่าทำอย่างไรถึงจะพูดจากันด้วยดี ไม่เกิดการกระทบกระทั่งแล้วลามไปเป็นความเกลียดชัง พร้อมกับตั้งคำถามว่าเธอจงใจจัดงานประกวดการ์ตูนล้อเลียนศาสดาทั้งๆ ที่รู้ว่าจะเกิดความรุนแรงตามมา นี่คือเสรีภาพหรือความท้าทาย มุสลิมกลุ่มหนึ่งยังตอบโต้ด้วยการออกโฆษณาชุด "อย่าปล่อยให้ถูกพาเมลา เกลเลอร์ หลอก" และแดกดันว่าเธอไม่ใช่วีรสตรีและไม่มีทางเฉียดใกล้กับคำคำนี้เพราะดีแต่อ้างว่าเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น แต่กลับไม่เคยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องในเหตุรุนแรงที่อิรักและซีเรียมานั่งโต๊ะเจรจาหรือทำความเข้าใจอันดีกับประชาชนว่าอะไรเป็นอะไร โฆษกกลุ่มสภาความสัมพันธ์อเมริกัน-อิสลามได้วิจารณ์เธอว่าเป็นพวกชายขอบที่ชอบเดินสายไปปรากฏตัวที่ซีเอ็นเอ็นและฟ็อกซ์แทบไม่เว้นแต่ละวัน นอกเหนือจากขอมีชื่อปรากฏในวอชิงตัน โพสต์และเดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส ด้วยการสร้างข่าวหวือหวาว่าจะประกาศสงครามกับอิสลาม เป็นต้น
ที่สำคัญก็คือการกระทำของเธอนั้นไม่มีทางเปรียบได้กับชาร์ลี เอ็บโด ซึ่งแม้ว่าจะมุ่งล้อเลียนอิสลาม แต่ก็ยังให้โอกาสที่เท่าเทียมกันแก่ทุกคนไม่ว่าจะเป็นคริสต์ ยิวหรือมุสลิมที่ต้องการปกป้องตัวเอง ภายใต้บริบทว่าสอดคล้องกับเหตุการณ์ร้อนๆ ที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนั้น
ตรงข้ามกับพาเมลา เกลเลอร์ ที่จัดประกวดการ์ตูนล้อเลียนศาสดาโดยมีเป้าหมายเดียวนั่นคือกระตุ้นยั่วยุ ดูหมิ่นดูแคลน และสร้างความเกลียดชัง
--------------------------
(เปิดโลกวันอาทิตย์ : 'พาเมลา เกลเลอร์' วีรสตรีหรือนางมาร : โดย...บุญรัตน์ อภิชาติไตรสรณ์)



