ข่าว

'บิ๊กตู่'เคลียร์แล้ว'ทหาร-ตร.'เข้าใจกัน

'บิ๊กตู่'เคลียร์แล้ว'ทหาร-ตร.'เข้าใจกัน

08 พ.ค. 2558

'ประยุทธ์' เผยคุย 'ผบ.ตร.' แล้ว กรณีจับ จนท.บริษัทอิสราเอล บอก 'ทหาร-ตร.' เข้าใจกันไม่มีหวาดระแวง ลั่นเอาผิด จนท.เอี่ยว 'โรฮิงญา' ยัน 'ไทย' ไม่เป็นตัวถ่วงเออีซี

 
                       8 พ.ค. 58  เมื่อเวลา 10.45 น.  ที่ทำเนียบรัฐบาล  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่เจ้าหน้าที่กองพลทหารม้าที่ 2 รักษาพระองค์ กว่า 10 นาย บุกเข้าควบคุมตัวเจ้าเจ้าหน้าที่บริษัทอิสราเอล ขณะสาธิตอุปกรณ์ดักฟังให้ตำรวจสันติบาล ที่กองบัญชาการตำรวจสันติบาล ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนนำไปควบคุมตัวที่ พล.ม.2 รอ. อ้างใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญ ว่า "ได้รับรายงานแล้ว มันป็นความเข้าใจผิดกันนิดหน่อย ความจริงแล้วเจ้าหน้าที่ของบริษัทเอกชนดังกล่าวไม่ได้เข้ามาทางช่องทางทางการทูต ซึ่งบางทีมันไม่ใช่ แล้วทางบริษัทก็ไปโฆษณามากมาย แต่ก็ได้พูดคุยกันแล้ว"
 
                       ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ใช่การหวาดระแวงระหว่างกันใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า "ไม่ใช่เรื่องการหวาดระแวง จะไปหวาดระแวงอะไรเล่า ทุกฝ่ายเขาคุยกันและเข้าใจกันหมดแล้ว มันจะเป็นอะไรกันเล่า เพราะวันนี้มันเป็นเนื้อเดียวกันอยู่แล้ว ผมเองก็ได้พูดคุยกับทาง พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร.แล้ว พูดกับทางสันติบาล พูดกับแม่ทัพภาค 1 ผบ.ทบ.ก็พูดกันไปแล้ว เข้าใจกันแล้ว ต่อไปก็คุยกันสักหน่อย นี่มันก็ไม่ได้คุยกัน ทุกคนมันก็ทำหน้าที่ แต่ไม่ได้มีการไปละเมิดเกียรติกัน ซึ่งก็ได้ขอโทษกันไปเรียบร้อยแล้ว ผมก็ขอโทษด้วย"
 
                       ผู้สื่อข่าวถามว่า จะไม่เป็นการทำให้หน่วยงาน 2 สังกัด มีความบาดหมางกันใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จะไปบาดหมางอะไรกันอีก สื่อจะให้ไปทะเลาะกันต่อหรืออย่างไร ก็พูดอยู่นี่ ว่าได้พูดกันเรียบร้อย ก็จบกันไปแล้ว สื่อก็จบเสียบ้าง จะให้ตำรวจ ทหาร มันตีกันอีกหรืออย่างไร เรื่องนี้ไม่ต้องเป็นห่วง ผมห่วงมากกว่าพวกสื่ออยู่แล้ว อย่ามาห่วงอะไรที่ไม่ใช่หน้าที่ ผมเองห่วงทุกเรื่อง ทำทุกเรื่อง สื่อเองถ้าจะช่วยก็ต้องห่วงผมมากกว่า ห่วงให้ผมอยู่ และทำงานได้สำเร็จ ซึ่งจะเป็นเมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นตามโรดแม็พที่มีอยู่ เมื่อไหร่ที่ไม่เจอผมก็อย่ามาคิดถึงนะจะบอกให้"
 
                       ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ พูดจบ ก็ได้เดินออกจากวงให้สัมภาษณ์ทันที พร้อมกล่าวลอยๆ ว่า "หายอารมณ์เสียแล้ว" เมื่อถามว่า อารมณ์เสียจากเรื่องอะไร พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวตอบเลี่ยงว่า "อารมณ์เสียตั้งแต่เมื่อเช้า"
 
 
 
ลั่นเอาผิดเจ้าหน้าที่เอี่ยวคดีโรฮิงญา
 
 
                       พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการแก้ไขปัญหาชาวโรฮิงญา ว่า การแก้ไขปัญหาในระยะยาวและสั้นเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ต้องทำให้เข้มแข็งทั้งต้นทางถึงปลายทาง เราแก้ในประเทศอย่างเดียวไม่ได้ ต้องแก้ไขจากต้นทาง คือ ประเทศพม่า และบังกลาเทศด้วย ส่วนกระบวนการยุติธรรมที่ใช้ในการลงโทษผู้ที่เป็นนายหน้านั้นเป็นไปตามกฎหมายอาญา วันนี้เราจริงจัง ซึ่งที่ผ่านมานั้นมีการจับกุมได้แล้วก็ปล่อยไป เพราะไม่มีความจริงจัง อย่างไรก็ตาม ที่มีการสั่งการให้ดำเนินการภายใน 10 วันนั้น คือ ต้องคลี่คลายให้ได้ โดยต้องเร่งดำเนินการว่าอยู่ในพื้นที่ใด อย่างไร แต่ไม่ใช่ว่า 10 วันเสร็จ เพราะปัญหานี้เกิดมานานแล้ว
 
                       พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ชาวโรฮิงญาที่เข้ามาในประเทศไทย มีทั้งเข้ามาแล้วผ่านไป โดยเลาะทะเลมาแล้วไปสู่ประเทศที่ 3 ซึ่งนายหน้าหาประโยชน์ให้เข้ามาในประเทศไทย มีทั้งคนชั่ว และเจ้าหน้าที่ที่ไม่ดี ถ้าไม่มีเจ้าหน้าที่ช่วยก็ทำไม่ได้ ต้องไปดำเนินการให้ได้ โดยวันนี้ ทั้งตำรวจ ทหาร และฝ่ายความมั่นคง ได้ช่วยกันดี สิ่งที่ประเทศไทยต้องการ คือ การบูรณาการ การทำงานที่จริงจัง และต่อเนื่อง รัฐบาลมีหน้าที่เอาใจใส่กวดขันทุกเรื่อง เพราะเป็นเรื่องของประเทศ ไม่ได้เลือกทำ บอกแล้วว่าจะทำทุกเรื่อง เมื่อรัฐบาลใหม่เข้ามาก็แก้ให้ได้ก็แล้วกัน
 
                       เมื่อถามว่า ตำรวจและทหารที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้จะดำเนินการไร พล.อ.ประยุทธ์ ตอบอย่างฉุนเฉียวว่า "โถ่เอ้ย มาถามแบบนี้ทำไมวะ ถามให้มีเรื่องนี่หว่า สำหรับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เราก็จะลงโทษ เป็นผู้บังคับบัญชาคนไม่ลงโทษคนได้ยังไงวะ ถ้ารู้ก็ลงโทษหมดแหละ" 
 
                       เมื่อถามต่อว่า มีทหารเข้าไปเกี่ยวข้องมากหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเสียงดังว่า ไม่รู้ เขากำลังสอบอยู่ 
 
                       เมื่อถามว่า ที่เคยบอกว่าต่างประเทศให้ความเชื่อมั่นตัวนายกฯ คิดว่าตรงนี้จะทำให้มีแนวโน้มที่ดีในการแก้ไขปัญหาเรื่องค้ามนุษย์ด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ปัญหาเกิดมานานแล้ว และจะแก้ไขได้ภายใน 6 เดือนหรือไม่ จะแก้ไขไปเรื่อยๆ แต่ไม่ได้บอกว่าจะให้ทันภายใน 6 เดือน รู้หรือไม่ว่ามีกี่ประเทศที่โดน แล้วเขาแก้กันมา 6 เดือนแล้วได้หรือไม่ เขาไม่ให้หรอก ต้องดัดนิสัยเสียบ้าง
 
                       เมื่อถามว่า มีการเตรียมความพร้อมอย่างไร เนื่องจากในสัปดาห์หน้า จะมีทั้งอียูและไอยูยูมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ที่มีการจับกุมและประชุมกันอยู่ทุกวันนี่ไง ซึ่งฝ่ายความมั่นคงกำลังประชุมอยู่ เมื่อวานนี้ (6 พ.ค.) ก็มีการจัดตั้งศูนย์ปฏิบัติการทางทะเลของทหารเรือไปแล้ว โดยใช้มาตรา 44 ในรัฐธรรมนูญไปแล้ว เมื่อก่อนทุกกระทรวงแยกกันทำและรัฐบาลก็ปล่อยให้ทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองตามกฎหมายของตัวเอง ไม่ได้บูรณาการสั่งการกันแบบนี้
 
                       เมื่อถามว่า ได้ตั้งข้อสังเกตหรือไม่ว่าที่มีการพบหลุมศพชาวโรฮิงญาที่ อ.สะเดา จ.สงขลา ในช่วงนี้ เพราะต้องการดิสเครดิสรัฐบาลหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่รู้ จะไปรู้ได้อย่างไร เพราะรัฐบาลจริงจังเจ้าหน้าที่ลงไปดูชาวบ้านก็เกิดความไว้ใจมากขึ้น ไปดูสิ เพราะเรื่องทั้งหมด ประชาชนเป็นคนมาบอกทั้งสิ้น อย่างไรก็ตามขณะนี้ยังไม่มีเสียงตอบรับอะไรมาจากทางประเทศมาเลเซีย แต่เราได้ร่วมมือกันและจะมีการนัดประชุมแก้ไขปัญหา รวมถึงประเทศพม่าภายในสิ้นเดือนนี้ ซึ่งกระทรวงการต่างประเทศกำลังจัดรูปแบบอยู่ โดยกระทรวงการต่างประเทศจะเป็นผู้ดำเนินการ โดยที่ไม่ต้องนั่งหัวโต๊ะเอง ซึ่งภาพใหญ่ของทุกรัฐบาลต้องมีเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และได้เน้นย้ำให้ทุกหน่วยงานมาบูรณาการกัน และเมื่อประชุมร่วมกันระหว่างประเทศก็จะมีคณะทำงานร่วม โดยเป็นเรื่องของการต่างประเทศ ด้านความมั่นคง ซึ่งมีการพูดคุยในหลักการไปแล้ว แต่อยู่ที่จะทำเมื่อไหร่ก็เท่านั้น อย่างไรก็ตามขอให้มีการดูแลชาวโรฮิงญาตั้งแต่ต้นทาง ซึ่งปัญหาการอพยพของชาวโรฮิงญาใครจะรับ เราจะรับหรือไม่ เพราะที่เราก็น้อยลง
 
                       เมื่อถามว่า ในเมื่อส่งกลับไม่ได้แล้วจะทำอย่างไร นายกฯ กล่าวว่า ตอบไม่ได้ว่าจะทำอย่างไร ประเทศที่ 3 มีใครรับ พูดกันมากี่ปีแล้ว ศูนย์พักพิงพูดมากี่ปีแล้ว ทั้งนี้มีตัวเลขที่อพยพจากการรบทางชายแดนพม่าทั้งหมดประมาณ 1 แสนคน เป็นชาวโรฮิงญากว่า 1,000 คน ส่วนที่จับได้นั้น ตอบไม่ได้ ทั้งนี้ต้องไปดูว่าบังกลาเทศซึ่งเป็นประเทศที่ยากจน แห้งแล้ง มีศูนย์อพยพจำนวนมาก มีคนที่ออกมาทำงานบ้านเรา เมื่อทำไปทำมาก็เป็นกระบวนการที่ผิดกฎหมาย แต่อย่าไปโทษใคร เมื่อประเทศเราอยู่ตรงกลาง ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา ซึ่งประเทศปลายทางที่คาดว่าชาวโรฮิงญาจะเดินทางไปประเทศที่นับถือศาสนาเดียวกัน ซึ่งเขาไม่อยากจะรับเพราะคนเยอะอยู่แล้ว แต่ก็ต้องเป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชน เพราะให้เขามาอยู่บ้านเราก็ไม่ยอม เมื่อส่งเขาต่อไปที่ไหนไม่ได้ เราต้องส่งเขากลับไปยังต้นทางหรือปลายทางว่าจะรับหรือไม่ เรื่องนี้ต้องช่วยกัน
 
 
 
ยัน 'ไทย' ไม่เป็นตัวถ่วงเข้าเออีซี
 
 
                       พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ห่วงกันว่าสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงจะเป็นตัวถ่วงประเทศไทยในการก้าวเข้าสู่อาเซียน ว่า จะถ่วงอะไร ที่ถามหมายถึงความเป็นประชาธิปไตยใช่หรือไม่ ตรงนี้ไม่เกี่ยว เวลาเดินทางไปเยือนต่างประเทศ ผู้นำของแต่ละประเทศไม่เห็นจะถามถึงเรื่องนี้ มีแต่บอกว่าให้ทำให้มั่นคงอย่างนี้ต่อไป ใครจะไปจะมาก็แล้วแต่ จะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่ก็เลือกไป ซึ่งไม่ได้ว่าเขาให้อยู่นะ แต่เขาไม่ได้พูดเหมือนคนในประเทศ ไม่รู้พูดอะไรกันนักหนา จะเป็นจะตายกัน ประเทศจะเน่าลงไปไม่เห็นมีใครต่อว่าเลย ซึ่งวันนี้พอใจหลังจากรับฟังหน่วยงานต่างๆ ที่มาสรุปความก้าวหน้างานเตรียมความพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน และได้เพิ่มเติมแนวความคิดไปด้วยว่าต้องการอะไรในทุกเรื่อง ทุกสาขา ให้ลงรายละเอียด ต้องชี้ชัด 5 ปี อะไรเสร็จ วิสัยทัศน์ต้องวางตั้งแต่ปี 2015 - 2020 ยาวไปถึง 2025 เพื่อให้เห็นว่าแต่ละปีมีความเชื่อมโยงอย่างไร ไม่ใช่พูดลอยๆ ซึ่งที่ผ่านมาเป็นแบบนั้น และการรับฟังวันนี้ได้ถามความเห็นจากหน่วยงานอื่นด้วย ไม่ใช่เผด็จการอย่างเดียว
 
                       "ตอนนี้ไม่ได้เผด็จการเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น เป็นเรื่องการทำงาน แต่ความเด็ดขาดมันก็ต้องมี วันนี้ปล่อยปละละเลยกันมาเยอะแล้ว ไม่เก็บมาเป็นอารมณ์ก็เยอะ วันนี้ประเทศในกลุ่มอาเซียนไม่ได้มองว่าไทยเป็นตัวถ่วง แต่เขาให้ไทยเป็นตัวนำเพราะต่างชาติไว้ใจเรา ซึ่งที่ผ่านมาเขาก็ไว้ใจแต่ไม่มีใครทำให้เป็นผลสัมฤทธิ์รูปธรรม ผมเคยบอกหลายทีแล้ว เขาพอใจในสิ่งที่ผมทำทุกอย่างที่ประเทศไทยสัญญากับทุกประเทศเขาได้ในขณะนี้ ผมเคยพูดตั้งนานแล้วพวกท่านไม่จำเอง เซ็นความร่วมมือเขาไปตั้งเยอะแยะ วันนี้ผมคิดว่าไทยพร้อมที่จะก้าวสู่อาเซียน และพร้อมมากกว่าเขาด้วย"
 
                       เมื่อถามว่า วันนี้จะเรียกร้องบรรดานักการเมืองอย่างไรหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่เรียกร้อง จะเรียกทำไมไม่ใช่หน้าที่ นักการเมืองที่ออกมาเคลื่อนไหวทำผิดกฎหมายหรือไม่ ถ้าออกมาแล้วทำผิดกฎหมาย หากถูกดำเนินคดีตามกฎหมายก็อย่าไปร้องเรียน ถ้าทำผิดแล้วอย่ากลัว พวกเราก็อย่าไปให้ท้าย ท่านรู้ว่าพวกเขาทำผิดก็บอกไปว่ากำลังทำผิด เตือนเขาบ้างรึเปล่า พอลงโทษไปท่านก็มาโจมตีอีก มันเป็นธรรมไหม   
 
                       เมื่อถามว่า วันนี้เท่าที่ดูมีใครส่อแววที่ทำผิดกฎหมายหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ไม่มี ไม่รู้ ไม่ใช่หน้าที่ ฝ่ายความมั่นคงดูอยู่ เดี๋ยวเขาขออนุมัติมาเอง ก็จะอนุมัติไป ไม่ใช่พระเจ้า จะได้ตัดสินทุกอย่าง ให้หลักการ ให้แนวทาง ให้อำนาจพิเศษลงไป เขาก็ต้องไปกลั่นกรองมา
 
                       "ไอ้อะไรล่ะไปร้องเรียนทั่วโลกแห่กระเชิง ผมถามว่าเขาพูดผิด เขาทำผิดไหม แล้วไปร้องเรียนที่ต่างประเทศ ไอ้พวกนี้มันชักศึกเข้าบ้าน มันไม่เคยเห็นประเทศไทยอยู่ในสายตาของโลก แหม ผมไม่รู้จะว่าอะไรมัน" พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว เมื่อถามว่า ที่พูดนี้หมายถึงช่องพีซทีวีหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า คิดเอาเอง
 
 
 
ชี้ประชาชนต้องรู้ว่าได้อะไรจากการเป็นประชาคมอาเซียน
 
 
                       พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังรับฟังการบรรยายสรุปความก้าวหน้าการเตรียมพร้อมประเทศไทยในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน ว่า วันนี้เป็นการประชุมเตรียมการสู่อาเซียนที่จะถึงสิ้นปีนี้ในอีกไม่กี่เดือน เราได้เตรียมความพร้อมหรือยัง ตั้งแต่เข้ามาให้ตั้งคณะกรรมการใหม่ขึ้นมา ให้รองนายกรัฐมนตรีทั้งหมดมาขับเคลื่อนทั้ง 3 เสา เสามั่นคง เสาเศรษฐกิจสังคม และเสาสังคมและวัฒนธรรม จะเน้นไปในเรื่องให้ประชาชนในประเทศทุกภาคส่วนต้องรู้ว่าจะได้ประโยชน์อะไรกับการเป็นประชาคมอาเซียน อะไรคือโอกาส อะไรคือวิกฤติ และอะไรที่เป็นความเสี่ยงที่จะตามมาในเมื่อมีการค้ากันมากขึ้น มีความร่วมมือกันมากขึ้น กฎระเบียบกติกาต่างๆ ก็ไม่สามารถจะห้ามกันได้ในหลายๆ เรื่องด้วยกัน เช่น การเคลื่อนย้ายแรงงาน แน่นอนว่ามันต้องมีการทำผิดกฎหมายเพิ่มขึ้น เพราะประเทศไทยเป็นประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์หาเงินง่าย จะเห็นได้ว่าประเทศไทยไม่มีคนตกงาน มีคนตกงานน้อยที่สุดในโลก และน้อยที่สุดในอาเซียนในขณะนี้ คือจับอะไรก็เป็นเงินไปหมด มีทั้งถ้าถูกก็โอเค แต่ถ้าผิดก็ดำเนินการจับกุม เพราะฉะนั้นก็ได้เร่งรัดว่าเรื่องเวลาเพียงเท่านี้ ทุกคนต้องไปทำตามกลุ่มงานแผนงานที่กำหนดไว้ แต่ละกลุ่มมี 500 - 600 แผนงาน ตอนนี้ก็ไล่ดูว่าถึงกี่เปอร์เซ็นต์แล้ว 70 - 90เปอร์เซ็นต์ มันขึ้นอยู่กับงบประมาณที่มีอยู่ เพราะเรามาขับเคลื่อน ตอนเข้ามามีกระดาษอยู่ไม่กี่แผ่น วันนี้ตั้งคณะทำงานมาตั้งแต่เป็น คสช. ถึงวันนี้เราสามารถไปต่อเนื่องเชื่อมโยงได้ในการประชุมทุกครั้งว่า เราทำเรื่องนี้อย่างไร เช่น เรื่องของความเชื่อมโยง เรื่องของโลจิสติก เรื่องของโครงสร้างพื้นฐาน เรื่องของกฎหมายการอำนวยความสะดวก เรื่องของ พ.ร.บ.ร่วมทุน เรื่องของการกำหนดยุทธศาสตร์ให้ชัดเจนว่าเราจะส่งเสริมเรื่องอะไร แต่ละประเทศต้องการอะไร ทั้งหมดเป็นเรื่องที่เราต้องคุยกัน
 
                       นายกฯ กล่าวต่อว่า การเป็นประชาคมอาเซียนไม่ใช่พูดภาษาต่างประเทศได้อย่างเดียว นั่นเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะฉะนั้นทุกคนต้องเรียนรู้ สื่อก็ต้องใกล้ชิดกันมากขึ้น เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังให้ดี เวลาพูดต่อไปนี้ต้องพูดอาเซียนด้วย ไม่ใช่พูดเฉพาะประเทศไทยเก่งอยู่ประเทศเดียวไม่ได้ ไปประชุมต้องพูดกับเขาว่าการที่อาเซียนจะเข้มแข็งทุกประเทศในอาเซียนต้องร่วมมือกัน เพื่อผลประโยชน์ของทุกประเทศในอาเซียน โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพราะระดับการพัฒนามันแตกต่างกันออกไป เราก็ต้องช่วยเหลือประเทศที่ยังไม่ทัน ไม่ใช่เอาประเทศเดียวไม่ได้ และทำให้อาเซียนไม่เข้มแข็ง เราก็ไม่สามารถมีอำนาจในการต่อรองกับประชาคมโลกอื่นๆ ยิ่งการเข้าสู่การเป็นครัวอาเซียน ยังไม่ต้องเป็นครัวโลก เอาไทยเข้าสู่ครัวอาเซียนให้ได้ แล้วครัวอาเซียนทั้งหมดรวมกันไปสู่ครัวโลก ต้องเป็นแบบนั้น ไม่งั้นมันตัดราคากันเอง มันไปไม่ได้ ทุกอย่างต้องเป็นระดับหุ้นส่วนเศรษฐกิจมีความเชื่อมโยงกัน ใครถนัดเรื่องอะไรก็ผลิตเรื่องนั้นออกมา อันไหนไม่ถนัดก็จำหน่ายเป็นศูนย์แปรรูป สิทธิ์จีเอสพีที่มันลดลงไปไทยไม่ได้ลดแล้ว ไทยเป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ประเทศอื่นๆ ยังได้ลดสิทธิ์ทางภาษี