ข่าว

อภิสิทธิ์ยันไม่มีจับแพะคดีสนธิมั่นใจ“ธานี”เดินหน้าได้

อภิสิทธิ์ยันไม่มีจับแพะคดีสนธิมั่นใจ“ธานี”เดินหน้าได้

15 ก.ค. 2552

"พีระพันธุ์" จี้ผู้บังคับบัญชาดีเอสไอแสดงความบริสุทธิ์ใจช่วยตามตัวผู้ต้องหาคดี "สนธิ" ส่งตำรวจ ด้านพนักงานสอบสวนประสานญาติ "ส.ต.ท.วีระวุฒิ" ให้นำผู้ต้องหามอบตัวสู้คดี ขณะที่พ่อสาวเจ้าของโตโยต้าวีโก้ ปฎิเสธครอบครัวไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง "ธานี” สั่งติดตาม 2 ผ

(15ก.ค.) นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม กล่าวกรณีผู้ต้องหาคดียิงนายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำพันธมิตรฯมาช่วยราชการกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ว่า ได้สั่งให้ดีเอสไอตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวเข้ามาช่วยราชการหรือเกี่ยวข้องกับดีเอสไอหรือไม่ และให้ประสานกับตำรวจชุดสอบสวนเพื่อให้ได้ข้อมูลชัดเจนว่าผู้ต้องหาดังกล่าวทำงานอยู่ในส่วนใดแน่ ตามกฎหมายขณะนี้ผู้ต้องหาไม่ใช่ผู้กระทำผิด อย่างก็ตามตนจะใช้โอกาสนี้เข้าปรับปรุงระเบียบว่าด้วยการขอตัวช่วยราชการของบุคลากรกระทรวงยุติธรรม ที่ผ่านมาหลายหน่วยงานมีปัญหาในการยืมตัวบุคลากรจากหน่วยงานอื่นมาแล้วไม่ได้ทำงานตามวัตถุประสงค์ ทั้งนี้ถ้าผู้ต้องหาตามหมายจับรายนี้มาช่วยราชการหรือปฏิบัติงานในดีเอสไอจริง ตามระเบียบราชการหากหายตัวไปกว่า 15 วัน โดยไม่แจ้งถือว่ามีความผิดทางวินัย ต้องพ้นจากราชการ
 
 ถ้าการยืมตัวช่วยงานคดีต่างๆมาด้วยขั้นตอนที่ไม่ถูกต้อง ผู้บังคับบัญชาที่ยืมตัวมาจะต้องร่วมรับผิดชอบด้วย กรณีนี้หากมาช่วยงานในส่วนใดของดีเอสไอ ผู้บังคับบัญชาต้องแสดงความบริสุทธิ์ใจในการติดตามตัวผู้ต้องหารายนี้ส่งพนักงานสอบสวนเจ้าของสำนวน อย่างไรก็ตาม ตนจะเร่งตรวจสอบรายละเอียดการปฏิบัติงานของผู้ต้องหารายนี้ในดีเอสไอ รวมทั้งตรวจสอบว่าได้นำอุปกรณ์ และเครื่องมือต่างๆ ของดีเอสไอไปใช้หรือไม่

 พล.ต.ต.อดิเทพ ปัญจมานนท์ รอง ผบช.ปส. กล่าวถึงความคืบหน้าการออกหมายจับ ส.ต.ท.วีระวุฒิ มุ่งสันติ สังกัดศูนย์ข่าว บช.ปส. ที่เกี่ยวพันธ์การลอบยิงนายสนธิ ว่า หลังทราบว่ามีการออกมาหยจับ ส.ต.ท. วีระวุฒิ ก็พยายามประสานงานไปต้นสังกัดที่ส.ต.ท.วีระวุฒิ สังกัดอยู่ พร้อมติดต่อโทรศัพท์มือถือของส.ต.ท.วีระวุฒิ ตั้งแต่วานนี้(14ก.ค.) แต่ไม่ยอมรับสาย เมื่อติตต่อใหม่ก็ปิดเครื่อง ทำให้ไม่สามารถติดต่อได้ หลังจากประสานไปยังหน่วยงานดีเอสไอ ทราบว่าส.ต.ท.วีระวุฒิ ขาดราชการตั้งแต่ต้นเดือนที่ผ่านมา ซึ่งต้องพิจารณาว่าขาดราชการแล้วกี่วัน หากเกิน 15 วันถือผิดวินัยร้ายแรง คงต้องเสนอให้ออกจากราชการไว้ก่อน
 
 สำหรับประวัติของ ส.ต.ท.วีระวุฒิ เข้ารับราชการเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2545 โดยประจำการที่บช.ปส. ทำหน้าที่วิเคราะห์ข่าว ตรวจสอบเอกสารและประสานงานสายข่าวตามจุดต่างๆ ไม่เคยมีประวัติด่างพล้อย หลังจากนี้จะให้ต้นสังกัด ประสานญาติเพื่อแจ้งให้ ส.ต.ท.วีระวุฒิ เข้ามอบตัวสู้คดีตามหมายจับ อย่างไรก็ตามเบื้องต้นยังไม่ได้รับการประสานงานว่าส.ต.ท. วีระวุฒิจะเข้ามอบตัวแต่อย่างใด

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บรรยากาศทั่วไปของค่ายทหารสังกัดหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ จังหวัดลพบุรี โดยเฉพาะค่ายเอราวัณ ต้นสัง กัดของ จ.ส.อ.ปัญญา ที่ถูกออกหมายจับคดียิง นายสนธิ ลิ้มทองกุล แกนนำกลุ่มพันธมิตรฯวันนี้มีการเข้มงวดการเข้าออกหน่วยอย่างมาก แต่กำลังพลส่วนใหญ่ของหน่วยนี้ถูกส่งตัวไปปฎิบัติหน้าที่ใน 3 จังหวัดชายแดนใต้  โดยได้พยายามติดต่อประสานงานกับหน่วยทหารต้นสังกัดของ จ.ส.อ.ปัญญาตลอดช่วงเช้าที่ผ่านมาแต่ก็ไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าไปภายในหน่วยหรือให้ขอมูลใดๆทั้งสิ้น โดยบอกว่าทางกองทัพจะเป็นผู้ให้ข้อมูลทั้งหมดในเรื่องคดี
 
 ส่วนนางสาวรัศมี ทับโชติ ลูกจ้างพับร่มค่ายเอราวัณ เข้าไปมีชื่อเป็นเจ้าของรถโตโยต้าคันก่อเหตุนั้น นายสมนึก ทับโชติ อายุ 57 ปี อยู่บ้านเลขที่ 304 ม.5 ต.ทะเลชุบศร อ.เมืองลพบุรี ซึ่งเป็นพ่อของนางสาวรัศมี กล่าวว่า สำหรับรถคันดังกล่าวตนซื้อมาใช้ภายในครอบครัวนาน กว่า 5 ปีแล้ว
 
 "รถคันนี้มีผมกับลูกสาวเท่านั้นที่นำไปใช้ในการเดินทางไปไหนมาไหน แต่ลูกสาวจะใช้มากที่สุด เพราะว่ามักนำรถคันนี้เข้าไปทำงานในหน่วยทหารเป็นประจำเกือบทุกวัน ผมนานนานจะได้ใช้" นายสมนึก กล่าวและว่า  ไม่เข้าใจว่ารถของตนเข้าไปเกี่ยวข้องกับคดียิงนายสนธิได้อย่างไร เนื่องจากวันเกิดเหตุรถก็อยู่ที่บ้านลพบุรีและเล่นน้ำสงกรานต์กันอยู่ แต่ในเรื่องส่วนตัวว่าลูกสาวจะนำไปให้ใครใช้ต่อหรือนำไปทำอะไร เพื่ออะไรนั้นตนไม่ทราบจริงๆ
 
 ส่วนกรณีที่ว่าลูกสาวนของตนมีความสัมพันธ์กับจ.ส.อ.ปัญญาหรือรู้จักกันหรือไม่นั้นตนไม่รู้ เพระเรื่องส่วนตัวของลูกตนมักจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วย แต่ลูกสาวของตนและผู้ที่ถูกออกหมายจับทำงานอยู่ที่เดียวกันมานานกว่า 10ปีแล้ว ส่วนลูกสาวนจะรู้จักจ.ส.อ.ปัญญามากน้อยแค่ไหนตนบอกไม่ได้ ต้องรอสอบถามลูกสาวก่อน เพราะในช่วงหลังลูกสาว จะใช้รถคันนี้มากกว่าคนอื่นๆอยู่ประจำ

ทั้งนี้ แหล่งข่าวที่น่าเชื้อถือได้ในกรมรบพิเศษที่ 3   ระบุว่า   จ.ส.อ.ปัญญา ศรีเหลา มีบ้านพักอยู่ในกรมรบพิเศษที่ 3 แต่เจ้าตัวไม่ได้อยู่ในพื้นที่แต่ ได้เดินทางไปปฎิบัติราชการ ในพื้นที่ของจันทบุรี หรือจังหวัดตราด

"ธานี” สั่งติดตาม2ผู้ต้องหาพ้อมีไส้ศึกทำให้คดีล่าช้า

 ทางด้านพล.ต.อ.ธานี สมบูรณ์ทรัพย์ รอง ผบ.ตร. กล่าวถึงกรณีการออกหมายจับผู้ต้องหาทั้ง 2 คนว่า มีการออหมายจับผู้ต้องหา 2 คนจริงตามเป็นข่าว และขณะนี้กำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อออกหมายจับเพิ่มต่อไปโดยผูต้องหาทั้ง 2 คนที่ออกหมายจับไปนั้นได้แจ้งข้อหาพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน และข้อหามีและพกพาอาวุธปืนในที่สาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมทั้งประสานไปยัง พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผบช.ปส. เพื่อติดตามตัว ส.ต.ท.วีระวุฒิ ที่ถูกออกหมายจับแล้วแต่ขณะนี้ยังไม่พบตัว ส.ต.ท.วีระวุฒิ ส่วนจ.ส.อ.ปัญญา อยู่ระหว่างการประสานกับทางกองทัพเพื่อติดตามตัวเช่นกัน รวมทั้งให้ฝ่ายสืบสวนคอยติดตามตัวบุคคลทั้ง 2 ด้วยซึ่งเชื่อว่าน่าจะยังอยู่ในประเทศ และขณะนี้ก็ยังไม่ได้ติดต่อขอมอบตัว ส่วนการออกหมายจับเพิ่มก็น่าจะมีอีกหลายคนเป็นสิบคน ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะออกหมายจับได้เมื่อไหร่ ซึ่งก็เป็นไปได้ทั้งพลเรือน ตำรวจ หรือทหาร อย่างไรก็ตามต้องรอการจับกุม 2 คนนี้ก่อน

 ผู้สื่อข่าวถามว่าเกรงว่าจะมีการฆ่าตัดตอนผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับหรือไม่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า หลายฝ่ายก็เป็นห่วงกันไป ส่วน น.ส.รัศมี  ที่มีชื่อเป็นผู้ครอบครองรถกระบะโตโยต้าวีโก้ สีเปลือกมังคุด ทะเบียน บธ 1474 ลพบุรี ที่เป็นรถต้องสงสัยที่ใช้ในการก่อเหตุนั้น จากการสอบสวนพบว่าไม่น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดี เนื่องจากอาจมีคนอื่นนำรถไปใช้ก่อเหตุ ส่วนรถกระบะมาสด้าซึ่งเป็นรถอีกคันที่คนร้ายใช้ขับประกบรถของนายสนธิ มาจากบ้านพัก ตรวจสอบพบว่าในประเทศไทยมีจำนวน 800 กว่าคัน ตรวจสอบแล้วพบเข้าข่ายเพียง 5 คัน อยู่ระหว่างการดำเนินการตรวจสอบ ส่วนหลักฐานอาวุธปืนที่ใช้ก่อเหตุนั้นยังไม่พบเลย แต่ก็ไม่มีผลกับการดำเนินคดี เนื่องจากมีพยานแวดล้อม และหลักฐานอื่นอีก

 เมื่อถามว่ามีการายงานความคืบหน้าคดีให้ พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ ผบ.ตร. ทราบแล้วหรือไม่ พล.ต.อ.ธานี กล่าวว่า ตนยังไม่ได้รายงานแต่คงมีคนอื่นไปรายงานให้ทราบแล้ว พล.ต.อ.ธานี ยังกล่าวเปิดใจถึงปัญหาการทำงานในคดีนี้อีกว่า คดีน่าจะทำได้เร็วกว่านี้ แต่ที่ช้าไปบ้างเนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจบางคนไม่มีจิตวิญญาณของการทำหน้าที่ตำรวจ บางคนทำตัวเป็นไส้สึกทำให้ข้อมูลบางอย่างรั่วไหล บางคนถูกข่มขู่ คนทำงานจึงเหลือน้อยทำให้ตนซึ่งที่จริงแล้วมีหน้าที่เพียงการกำกับดูแลในคดี เนื่องสำนวนคดีเป็นของตำรวจนครบาลมีรองผบช.น.เป็นหัวหน้าพนักงานสอบ แต่ต้องลงมารับผิดชอบดูแลด้วยเองเพื่อให้คดีคืบหน้า สำหรับตนการทำคดีนี้ไม่ได้กดดัน ไม่มีใครมาข่มขู่ ต้องรู้จักวางตัวรู้หน้าที่

อภิสิทธิ์ยันไม่มีจับแพะคดีสนธิมั่นใจ“ธานี”เดินหน้าได้

 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวภายหลังพล.ต.อ. ธานีเข้ารายงานความคืบหน้าการดำเนินการในการสืบสวนไต่สวนเมื่อวันที่ 14 ก.ค.ที่ผ่านมาว่าพล.ต.อ.ธานีได้ยืนยันว่า ขณะนี้มั่นใจในการทำงานของคณะทำงาน และก็มีข้อมูลอยู่พอสมควรสามารถเดินหน้าต่อได้อย่างไม่มีปัญหาอะไร

 ส่วนที่พล.ต.อ. ธานีบอกมีไส้ศึกคอยแจ้งข้อมูลให้กับผู้ก่อเหตุจนหลบหนีนั้น  นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ก็เข้าใจอยู่ว่าการจับกุมคงจะยากอยู่บ้าง แต่พล.ต.อ. ธานี ก็ยืนยันว่ามีพยานหลักฐานชัดเจน แน่นหนาขึ้น  ซึ่งตนก็เห็นด้วยว่าการทำคดีต่างๆ ไม่ได้หมายความว่ากวาดไปก่อน แต่ต้องการมีความหนักแน่นในเรื่องหลักฐานพยานและเดินหน้าต่อไป

 ส่วนใครจะเป็นอุปสรรคหรือเป็นไส้ศึกอย่างไรนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ว่าจะเป็นใครแม้นแต่ระดับ ผบ.ตร.ก็สามารถบอกมาได้ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะดำเนินการ

 เมื่อถามว่า ที่ผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับขณะนี้ไปช่วยราชการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ กระทรวงยุติธรรมได้หารือกับนาย พีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรมหรือยัง นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้คุยกับนายพีระพันธ์แล้ว ซึ่งพร้อมให้ความร่วมมือเต็มที่ และได้บอกทุกคนที่ทำงานไปแล้ว เรื่องนี้อยู่ในความสนใจต้องตรงไปตรงมาเพราะขณะนี้มีการออกหมายจับแล้ว

 เมื่อถามว่า ก่อนที่พล.ต.อ.ธานี เกษียณอายุราชการแล้วคดีจะปิดได้หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ได้ถามเมื่อวานนี้เหมือนกัน ซึ่งพล.ต.อ.ธานีก็ยังมั่นใจอยู่ เมื่อถามอีกว่า มีรายงานหรือไม่ว่าในคดีนี้จะออกหมายจับเพิ่มมากกว่า 10 คน หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้ระบุจำนวน แต่บอกว่า น่าจะสามารถทำได้เพิ่มเติม   เมื่อถามอีกว่า ทางพล.ต.อ.ธานีได้ขอเปลี่ยนตัวเจ้าพนักงานสอบสวนหรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ได้ขอ แต่ตนได้ถามไปเอง ว่ามีปัญหาอุปสรรคตรงไหนหรือไม่ ขณะนี้พล.ต.อ.ธานีก็ระบุว่าดูแลได้ 
 
 “ ผมถือคติว่า การทำตรงไปตรงมา เป็นภูมิคุ้มกันทางการเมืองที่ดีที่สุด ถ้าผมทำไม่ตรงไปตรงมา นั่นจะเป็นปัญหาทางการเมืองกับผม ” นายอภิสิทธิ์ กล่าวตอบคำถามที่ว่านายสนธิ เคยตั้งข้อสังเกตว่า การดำเนินคดีนี้สะท้อนถึงเสถียรภาพของรัฐบาลในอนาคต

 เมื่อถามว่า ที่มีการมองว่ารัฐบาล 2 มาตรฐาน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่จริง ต่อข้อถามว่า นายกฯจะให้ความมั่นใจกับสังคมได้หรือไม่ ว่าจะโยงใยไปถึงบุคคลระดับไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า อยู่ที่ข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน เมื่อถามว่า เบื้องต้นมีการระบุถึงบุคคลระดับสูงของวงการทหาร ตำรวจ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขออนุญาตไม่พูดรายละเอียด เป็นหน้าที่พนักงานสอบสวน เมื่อถามว่ามั่นใจพนักงานสอบสวนแค่ไหน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ที่ทำมาถึงขั้นนี้คิดว่า น่าจะยืนยันได้ ว่าเขาทำจริง เพราะก่อนหน้านี้มีการตั้งข้อสังเกตทั้ง 2 คดี ทั้งคดีของนายสนธิ และคดีมัสยิด มีความกังวลและกลัวกันมากว่าไม่เดินหน้า เอาตัวจริงมา แต่ตนดูความคืบหน้าทั้ง 2 คดีนี้น่าจะยืนยันได้ว่าทำจริง

 เมื่อถามว่า ที่สุดแล้วจะไม่เป็นการจับแพะ หรือเป็นมวยล้มใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวปฏิเสธว่า ไม่ เมื่อถามว่า ในส่วนของข้าราชการทหารได้มีการคุยกับกองทัพหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไปตามระบบ

"สุริยะใส"เตือนนายกฯอย่าโดดเดี่ยวทีมสอบสวน

 นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการพรรคการเมืองใหม่  กล่าวว่า การออกหมายจับนายทหารและนายตำรวจในราชการของชุดสืบสวนสอบสวนที่มี พล.ต.อ.ธานี เป็นหัวหน้าทีมนั้น เชื่อว่าเป็นการสืบสวนสอบสวนที่เดินมาถูกทางแล้ว เพราะนายสนธิก็มีสมมติฐานและตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนหน้านี้ว่าเป็นปฏิบัติการณ์ของคนมีสี

            ปัญหาใหญ่ที่น่าเป็นห่วงในขณะนี้ ก็คือรัฐบาลจะสนับสนุนและให้ความร่วมมือกับชุดสอบสวนได้อย่างไรว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่มวยล้มต้มคนดู  โดยเฉพาะการเปิดโปงของพล.ต.อ.ธานี ที่ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่ามีไส้ศึก และมีขบวนการของผู้มีอำนาจบางกลุ่มพยายามขัดขวางและข่มขู่ชุดสอบสวนตลอดเวลาและท่าทีของพล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รวมทั้งนายกรัฐมนตรี ที่ออกมาบอกว่าจะไม่เป็นมวยล้มนั้น ต้องดูที่พฤติกรรมด้วยว่าให้ความร่วมมือกับทีมสอบสวนมากน้อยแค่ไหน เพราะยังไม่ทันไรก็มีหนอนบ่อนไส้ปล่อยข่าวเรื่องหมายจับเพื่อให้ผู้ต้องหาหลบหนีเสียแล้ว
   
          นอกจากนี้การออกมาพูดทำนองว่าเรื่องนี้เป็นส่วนบุคคลอย่าโยงนายทหารระดับสูงนั้น เท่ากับเป็นการพูดตัดบทและส่งสัญญาณปรามไปยังทีมสอบสวนได้โดยตรงเช่นกัน อาจจะกดดันทางอ้อมให้ทีมสอบสวนทำงานลำบากที่จะสาวถึงตัวผู้บงการ เรื่องนี้ผู้บังคับบัญชาทั้งส่วนตำรวจและทหารต้องพิจารณาข้อเท็จจริงของพยานหลักฐาน และดูกันยาวๆ ไม่ใช่ชิงตัดบทเพราะเท่ากับเป็นการชี้นำรูปคดี

 คดีลอบสังหารคุณสนธิ ลิ้มทองกุล จะเป็นบทพิสูจน์หลักนิติรัฐและหลักนิติธรรมที่ท่านนายกฯ ชอบย้ำไว้ตลอดเวลา  การพูดว่าไม่แทรกแซงการทำงานของพนักงานสอบสวนในบางคดีมันอาจดูดีโดยเฉพาะคดีออกหมายเรียกก่อร้ายกับแกนนำพันธมิตรฯ แต่ในขณะเดียวกันก็ปล่อยให้พนักงานสอบสวนในคดีลอบสังหารคุณสนธิ เผชิญกับการแทรกแซงและคุกคามจากอำนาจรัฐแบบนี้  จะทำให้เส้นแบ่งระหว่างการไม่แทรกแซงกับการลอยตัวจากปัญหามันเบาบางหรือกลายเป็นเรื่องเดียวกันได้  การเลือกไม่ใช้อำนาจและปล่อยให้อำนาจนอกรีตทำงานก็อาจจะถือว่าเป็นการรู้เห็นเป็นใจได้เช่นกัน ฉะนั้นนายกรัฐมนตรีจะต้องไม่โดดเดี่ยวการทำงานของชุดสอบสวนอย่างเด็ดขาด

                ส่วนกรณีที่ศาลไม่รับฟ้องนายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ แกนนำสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย  และคณะที่ยื่นฟ้องนายกฯ กรณีข้อหาก่อการร้ายนั้น จะไม่กระทบกับการดำเนินการต่อสู้เพื่อความเป็นธรรมในคดีของแกนนำพันธมิตรฯ ในรายอื่นๆ เพราะคุณไชยวัฒน์ ถือแนวปฏิบัติอีกแบบหนึ่ง ซึ่งเป็นส่วนของสมัชชาฯและเป็นคนละแนวปฏิบัติกับส่วนของพันธมิตรฯ ซึ่งที่ประชุมของแกนนำพันธมิตรฯ เห็นว่าขั้นตอนทางศาลจะเป็นขั้นตอนสุดท้าย

 พรุ่งนี้แกนนำพันธมิตรที่ถูกออกหมายเรียกทั้งหมดจะไปที่สโมสรตำรวจแต่เราจะมอบหมายให้ทีมทนายเข้าพบพนักงานสอบสวนเพื่อยื่นเรื่องขอความเป็นธรรมไปถึงพนักงานสอบสวน ผบ.ตร.และนายกรัฐมนตรีที่ รับผิดชอบ สตช.ให้ทบทวนการออกหมายเรียกซึ่งเป็นข้อกล่าวหาเท็จ หลังจากนั้นเราจะรอคำตอบสักระยะก่อนพิจารณายื่นฟ้องศาล   อาจจะไม่ใช่ศาลเดียว ซึ่งถ้าจำเป็นต้องยื่นฟ้องต่อศาลจะรวมเอา พล.ต.ท.วุฒิ  พัวเวส หัวหน้าพนักงานสอบสวนและคณะไปด้วยอย่างแน่นอน