
ไร้ ร็อบเบน ริเบรี ไร้โอกาส
09 พ.ค. 2558
สปอร์ต คม วีกเอนด์ : ไร้ ร็อบเบน ริเบรี ไร้โอกาส
ผ่านไปครึ่งทางสำหรับรอบรองชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก โดยเกมคู่ช้างชนช้างของ "เจ้าบุญทุ่ม" บาร์เซโลนา กับ "เสือใต้" บาเยิร์น มิวนิค น่าจะตัดสินกันได้แล้วว่าทีมใดน่าจะได้เข้าชิงต่อไป เพราะตอนนี้สภาพของบาเยิร์น ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของบาร์ซา
บาเยิร์น ของ เป๊ป กวาร์ดิโอลา กลายเป็นทีมล่าสุดที่ต้องเจอกับความลงตัวของ 3 สหาย เอ็มเอสเอ็น ลิโอเนล เมสซี, หลุยส์ ซัวเรซ และเนย์มาร์ โดยเฉพาะเมสซี ที่มาเร่งฟอร์มของตัวเองได้ในช่วงที่ทีมต้องการได้พอดี กลายเป็นนักเตะหมายเลข 10 ที่เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของทีมอย่างเต็มตัว
ในทางกลับกัน บาเยิร์น อาจจะเป็นทีมที่มีระบบการเล่นที่ดี และเหมือนว่าจะพอสู้กันได้ แต่เมื่อลงสนามกันจริงๆโดยไม่มี อาร์เยน ร็อบเบน กับ ฟรองก์ ริเบรี เสือใต้เอง ก็แทบจะไม่มีทีเด็ดที่สามารถพลิกเกมได้
ยิ่ง กวาร์ดิโอลา จัดทีมแบบใจใหญ่ ไปเล่นเสี่ยงที่คัมป์นู ด้วยแล้วยิ่งไปกันใหญ่ เพราะระบบทีมอดีตกุนซือบาร์ซา วางกองหลัง 3 คน สู้กับเอ็มเอสเอ็น ก็ไม่ได้ผลเท่าไร เพราะเป็นการดันบีบสูง แต่เมื่อเจอกับผู้เล่นที่ความสามารถเฉพาะตัวสูงๆ ในที่สุดก็ต้องพลาด แต่ยังดีที่ มานูเอล นอยเออร์ ช่วยทีมได้หลายครั้งในครึ่งแรก
ตัวริมเส้นอย่าง โธมัส มุลเลอร์ กับ ฆวน เบร์นาท ไม่สามารถทดแทนการหายไปของ ร็อบเบน กับ ริเบรี ได้อย่างชัดเจน นอกจากทั้งคู่แล้วในเกมรับการบาด ดาวิด อลาบา ไปมีผลชัดเจนเมื่อ กวาร์ดิโอลา ตัดสินใจส่ง ราฟินญา ลงมาเล่นแนวรับทางฝั่งซ้าย ซึ่่งดูไม่ดีเท่าไรนัก
สุดท้าย กวาร์ดิโอกาส ต้องปรับเกมมาเล่นกองหลัง 4 คน แต่ก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เกมของบาร์ซา ครองบอลได้เหนือกว่าตั้งแต่ครึ่งแรก และแม้ว่าประตูแรกของบาร์ซา จะได้มาในนาทีที่ 77 แต่ก็เป็นความเสียหายอย่างยิ่งของเสือใต้ เพราะนำมาสู่ประตูที่สอง และสาม
หากว่าทั้ง ร็อบเบน และริเบรี ลงสนามได้ในเกมนี้ สกอร์ 3-0 ที่ออกมาแทบจะเป็นไปไม่ได้ เพราะอย่างน้อยความเฉียบคมของทั้งคู่น่าจะช่วยให้ทีมยิงประตูคืนมาได้บ้าง แต่เมื่อไม่มีตัวทีเด็ด ถึง กวาร์ดิโอลา จะวางเกมดีอย่างไรก็ย่อมไม่มีผล
เกมที่คัมป์ นู เป็นเกมของ ลิโอเนล เมสซี อย่างชัดเจนกับการขึ้นมาเป็นผู้เล่นที่ยิงประตูสูงสุดของยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และตอนนี้คงจะบอกกันได้แล้วว่าในสัปดาห์หน้า บาเยิร์น คงไม่มีโอกาสพลิกสถานการณ์กลับมา เพราะยังไงก็จะไม่มี อาร์เยน ร็อบเบน เป็นตัวป่วนให้ บาร์ซา ต้องกังวลกับเกมรับ
ส่วนเกมอีกคู่ยังถือว่าสูสีกัน ชัยชนะ 2-1 ของ "ม้าลาย" ยูเวนตุส ที่มีเหนือ "ราชันชุดขาว" รีล มาดริด ถือว่าเป็นผลการแข่งขันที่ทำให้เกมนัดที่ 2 น่าลุ้นขึ้นมาอีกเยอะ ซึ่งยังไง ยูเว ก็ต้องไปเล่นเกมรับที่ซานติอาโก เบอร์นาบิว ตามสไตล์เหมือนในรอบที่ผ่านมา แต่หากว่า รีล มาดริด ยิงได้ขึ้นมา ก็จะกลับมาครองความได้เปรียบ และจะเป็นเกมที่น่าสนใจขึ้นมาทันที
อย่างไรก็ตามในเกมที่ยูเวนตุส สเตเดี้ยม ต้องยอมรับว่าเจ้าถิ่นกลับมาได้ดี หลังจากจบครึ่งแรกด้วยการเสมอ 1-1 และดูเหมือนว่าจะเป็นรองไปแล้ว ซึ่ง แมกซ์ อัลเลกรี เทรนเนอร์ของทีมเป็นคนที่สมควรได้รับเครดิต
อัลเลกรี ตัดสินใจส่งดาวรุ่งอย่าง สเตฟาโร สคูราโน ตัวริมเส้นวัย 22 ปีลงตั้งแต่ต้นเกม ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านี้เพิ่งมีโอกาสงเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีก เพียงแค่ 3 นาที เป็นการแสดงให้เห็นว่า อัลเลกรี มั่นใจในดาวรุ่งรายนี้มาก และตลอดเกมก็ถือว่าช่วยเกมรับของทีมได้ดีพอสมควร
นอกจากนี้ในแดนหน้า กุนซือรายนี้ก็ใช้ดาวรุ่งอย่าง อัลบาโร โมราตา อดีตเด็กเก่าของรีล มาดริด ทั้งๆ ที่ในทีมมีกองหน้าอย่าง เฟร์นันโด ยอเรนเต กับ อเลสซานโดร มาทรี ให้เลือกใช้ และยอเรนเต เองก็เป็นคนที่เคยยิงประตูรีล มาดริด อย่างต่อเนื่อง เป็นการแสดงให้เห็นว่า อัลเลกรี ค่อนข้างมั่นใจในตัวดาวรุ่งของทีม และสุดท้าย โมราตา ก็เป็นคนยิงประตูให้ทีมออกนำได้
ขณะที่แชมป์เก่าอย่าง รีล มาดริด ที่กุนซือ คาร์โล อันเชล็อตติ เพิ่งจะนำทีมคว้าแชมป์สมัยที่ 10 เมื่อฤดูกาลที่แล้ว ถือว่าเล่นเกมนี้แบบกล้าๆ กลัวๆ โดยเฉพาะเกมในช่วงครึ่งหลัง ที่ไม่ได้เดินเกมรุกอย่างเต็มตัวเหมือนช่วงที่โดนนำ 1-0 หรือว่าช่วงที่ตีเสมอและเกือบจะได้ประตูนำ
ถึงแม้ว่าจะมีการปรับเกมจาก 4-3-3 ด้วยการเอา ชิชาริโต ลงมาแทน อิสโก แต่ ยูเว ก็แก้เกมได้ด้วยการปรับเป็น 3-5-2 ด้วยการเอา อันเดรีย บาร์ซาญี ลงมาแทน สตูราโน ทำให้หลังจากโดนนำแล้ว รีล มาดริด แทบจะไม่มีโอกาสลุ้นจริงๆ จังๆ กับการกลับมา
บางทีการขาด ลูกา โมดริช ทำให้แดนกลางของรีล มาดริด ไม่สามารถคุมเกมได้อย่างที่หวัง ลำพังแค่ โทนี โครส เอง ไม่สามารถแบกภาระได้พอ เพราะแดนกลางของยูเวนตุส ที่ใช้ผู้เล่นหลายๆ คนเข้าช่วยทำให้ประสิทธิภาพเกมรุกของรีล มาดริด ขาดหายไปตั้งแต่แดนกลาง
คริสเตียโน โรนัลโด เอง หลังจากทำประตูตีเสมอแล้วก็กลายเป็นผู้เล่นธรรมดาๆ ไม่สามารถสร้างความแตกต่างของเกมได้ ขณะที่ แกเรธ เบล ทำให้ รีล มาดริด เหมือนเล่นกันแค่ 10 คน เพราะแทบจะไม่มีส่วนร่วมกับเกม บางทีหากว่า อันเชล็อตติ ตัดสินใจเปลี่ยน ชิชาริโต ลงมาแทน เบล ผลงานของทีมอาจจะทำได้ดีกว่านี้
สุดท้ายแล้วเกมนี้กลายเป็นเกมของยูเวนตุส รวมทั้งเป็นเกมของ คาร์ลอส เตเบซ หัวหอกอาร์เจนไตน์ที่ยังทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างให้ทีม
เป็นอันว่า ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศฤดูกาลนี้ บาร์เซโลนา คงไม่พลาดกับการเข้าชิงชนะเลิศ ขณะที่อีกคู่ยังน่าจะเป็นเกมที่ต้องลุ้นกันหนัก



