
ผบ.ตร.นั่งหัวโต๊ะนำถกปราบค้ามนุษย์
08 พ.ค. 2558
ผบ.ตร. เป็นปธ.ประชุมปราบค้ามนุษย์ หลัง นายกฯ ขีดเส้น 10 วันสางคดีโรฮิงญา ด้าน รอง ผบ.ตร. ชี้ นายกเล็กเมืองปาดังฯ ตัวการใหญ่ค้าโรฮิงญามอบตัวแล้ว
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 พฤษภาคม 2558 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. เป็นประธาน “การประชุมชี้แจงแผนการปฏิบัติแบบบูรณาการตามยุทธศาสตร์ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ (วาระแห่งชาติ)” โดยมี พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รอง ผบ.ตร./ผอ.ศพดส.ตร. และ พล.ต.อ.ก่อเกียรติ วงศ์วรชาติ ที่ปรึกษา (สบ 10)/รอง ผอ.ศพดส.ตร. พร้อมทั้ง ผบช.น., ภ.1-9, ศชต., ก., สตม., ตชด., และ ส. ตลอดจน รอง ผบช. ที่รับผิดชอบงาน พดส. และ ผบก.ปคม., ทล., รน., รฟ., ทท. รวมถึงผู้แทนหน่วยต่างๆ ในสังกัด ตร. ที่เกี่ยวข้อง รวม 200 คน เข้าร่วมในการประชุม ณ ห้องศรียานนท์ ชั้น 2 อาคาร 1 สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
การประชุมดังกล่าว นอกจากจะได้จัดขึ้นเพื่อชี้แจงและเร่งรัดการปฏิบัติแก่หน่วยในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ตามที่นายกรัฐมนตรีได้มีบัญชาเมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ในการประกาศให้การป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ เป็นวาระแห่งชาติ โดยให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งรัดบูรณาการการปฏิบัติงานร่วมกันอย่างจริงจังและต่อเนื่องแล้ว ในที่ประชุมจะมีการนำเสนอสรุปรายงานผลงานภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รอบ 6 เดือน พร้อมทั้งมอบแนวทางการปฏิบัติแก่หน่วยตามยุทธศาสตร์ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวในการประชุมว่า การค้ามนุษย์เป็นอาชญากรรมเลวร้ายที่กระทำต่อเพื่อนมนุษย์และกระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีนโยบายที่จะแก้ไขปัญหานี้อย่างจริงจังมาโดยตลอด ทั้งในเรื่องการค้าประเวณี การบังคับใช้แรงงาน การบังคับนำคนไปขอทาน หรือขบวนการที่แสวงหาประโยชน์จากการหลบหนีเข้าเมืองของคนต่างด้าว สำหรับการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์นั้น จะมุ่งเน้นการป้องกันเป็นหลัก และการดำเนินคดีและบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด รวมถึงบูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว” โดยภายหลัง ผบ.ตร.ได้กล่าวต่อที่ประชุมแล้ว ที่ประชุมได้นำเสนอสรุปรายงานผลงานภาพรวมของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปรามการค้ามนุษย์ รอบ 6 เดือน โดยแยกเป็นด้านป้องกัน ปราบปราม และการดำเนินคดี ตลอดจนด้านการบูรณาการร่วมกับหน่วยเกี่ยวข้องอื่น และด้านการฝึกอบรม เพื่อให้ทุกหน่วยร่วมรับทราบ พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้แต่ละหน่วยชี้แจงการปฏิบัติแบบบูรณาการกับหน่วยงานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ตามยุทธศาสตร์ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ (วาระแห่งชาติ)
ต่อมา พล.ต.อ.เอก พร้อมทั้ง พล.ต.อ.ก่อเกียรติ ได้มอบแนวทางปฏิบัติในการแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์แก่หน่วยเกี่ยวข้องที่มาร่วมประชุมตามยุทธศาสตร์ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ระยะ สำหรับระยะเร่งด่วน เน้นมาตรการป้องกัน สกัดกั้น และปราบปรามการค้ามนุษย์ และในระยะขยายผล จะเร่งรัดดำเนินมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดีค้ามนุษย์ และการสืบสวนปราบปรามเครือข่ายขบวนการค้ามนุษย์ในพื้นที่เสี่ยงชายแดน ตลอดจนมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการอำนวยความยุติธรรมทางอาญา การเชื่อมโยงข้อมูลสำหรับหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม รวมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดแยกเหยื่อการค้ามนุษย์ และเปิดช่องทางการรับแจ้งข้อมูลข่าวสารตามมาตรฐานสากล เพื่อให้ทุกหน่วยเกี่ยวข้องในสังกัด ตร. นำแนวทางตามยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติให้สอดคล้องเป็นทิศทางเดียวกันก่อให้เกิดผลการปฏิบัติในภาพรวมอย่างเป็นรูปธรรมโดยเร็วต่อไป
‘รอง ผบ.ตร.’ ชี้ ‘นายกเล็กปาดังเบซาร์’ ตัวการใหญ่ค้าโรฮิงญามอบตัวแล้ว
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) วันที่ 8 พ.ค.58 พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้าคดีค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา ในพื้นที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา ว่า นายบรรณจง ปองผล หรือ โกจง นายกเทศมนตรีเมืองปาดังเบซาร์ ซึ่งถือเป็นตัวการใหญ่และอยู่เบื้องหลังขณะนี้ได้เข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และอยู่ระหว่างการสอบปากคำ ส่วน นายสุพจน์ หมื่นซิ่ว ผู้ต้องหาที่ถือเป็นกุญแจสำคัญเชื่อมโยงข้อมูลการฆาตกรรมชาวโรฮิงญา ในพื้นที่จังหวัดสตูล และจังหวัดสงขลา ตำรวจสามารถติดตามจับกุมตัวได้แล้วและอยู่ระหว่างควบคุมตัวไปตรวจค้นบ้านพักเพื่อหาพยานหลักฐานเพิ่มเติม เบื้องต้นพบระเบิดจำนวนหนึ่ง
พล.ต.อ.เอก กล่าวยืนยันว่า ผู้ต้องหาทั้งหมดที่ถูกออกหมายจับจนถึงขณะนี้ ยังไม่พบว่ามีทหารเข้ามาเกี่ยวข้องแต่อย่างใด แต่หากการสืบสวนสอบสวนพบบุคคลใดร่วมกระทำผิดจะดำเนินการทางกฎหมายทันที ส่วนเส้นทางการลักลอบขนเเรงงานชาวโรฮิงญาเข้ามาในประเทศไทย ต้องยอมรับว่าก่อนหน้านี้ มีทั้งทางบกและทางน้ำ แต่ปัจจุบันเชื่อว่า มีทางน้ำเพียงอย่างเดียว และมีปลายทางอยู่ที่จังหวัดสงขลา ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการทำงานร่วมกันภายใต้ยุทธการ ปิดปลายทาง รวมทั้งเพิ่มมาตรการเชิงรุกในการป้องกันแนวชายฝั่งทะเลอันดามันเพื่อป้องกันการย้ายถิ่นฐานของแรงงานต่างด้าวแบบยั่งยืน
ค้าโรฮิงญาอนุมัติหมายจับเพิ่ม 11 ราย รออนุมัติอีก 7 ราย
ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) วันที่ 8 พ.ค.58 พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดการประชุมชี้แจงแผนการปฏิบัติแบบบูรณาการตามยุทธศาสตร์ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ ว่า การประชุมครั้งนี้เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกันอย่างถูกต้อง พร้อมกำชับให้เจ้าหน้าที่ตำรวจทุกนายปฎิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ซึ่งตำรวจทุกนายจะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง สนับสนุน หรือเรียกรับผลประโยชน์ ซึ่งหากพบพยานหลักฐานว่ามีส่วนเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งจะถูกลงโทษตามวินัยอาญาร้ายแรงอย่างเด็ดขาด
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า เบื้องต้นจะมีคำสั่งให้ย้ายเจ้าหน้าที่ตำรวจที่สงสัยว่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับการค้ามนุษย์ชาวโรฮิงญา มาช่วยราชการก่อนและหากการสอบสวนพบว่ามีการกระทำผิดจริงก็จะให้ออกจากราชการทันทีและถูกดำเนินคดีตามกฎหมายอาญา เนื่องจากปัญหาการค้ามนุษย์ถือเป็นปัญหาระดับประเทศ ซึ่งส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นอย่างมาก
ส่วนความคืบหน้าคดีพบศพชาวโรงฮิงญา พื้นที่ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จังหวัดสงขลานั้น ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า ทางเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมตัวบุคคลสำคัญที่มีส่วนเกี่ยวข้องอันดับ 1 ได้แล้ว ซึ่งเป็นรองนายกเทศมนตรีปาดังเบซาร์ โดยไดัเข้ามอบตัวกับทางเจ้าหน้าที่เมื่อวานนี้( 7 พ.ค) และสามารถจับกุมตัวนายสุพจน์ หมื่นซิ่ว ผู้ลงมือยิงชาวโรฮิงญาได้แล้ว ซึ่งอยู่ในการสืบสวนสอบสวนขยายผลของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ส่วนบุคคลระดับสูงที่เกี่ยวข้องนอกเหนืออำนาจหน้าที่ของตำรวจกระทำได้ ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติก็จะรายงานให้รัฐบาลทราบต่อไป
ขณะที่พล.ต.อ.เอก อังสนานนท์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ระบุว่า การสืบสวนขณะนี้มีความคืบหน้าไปมาก โดยล่าสุดเจ้าหน้าที่ได้อนุมัติหมายจับบุคคลที่เกี่ยวข้องเพิ่ม 11 ราย และอยู่ระหว่างการขออนุมัติหมายจับเพิ่มอีก 7 ราย ซึ่งก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ออกหมายจับแล้ว 18 หมาย รวมขณะนี้เจ้าหน้าที่ออกหมายทั้งสิ้น 36 ราย โดยหมายจับที่ออกมานั้นมีบุคคลสำคัญระดับฝ่ายปกครอง นักการเมืองระดับท้องถิ่น ซึ่งบางส่วนเข้ามอบตัวกับเจ้าหน้าที่แล้ว และจากการตรวจสอบยังพบว่าพื้นที่ก่อเหตุนั้นมีพื้นที่คาบเกี่ยว 2 จุดด้วยกันคือ จังหวัดสตูลและ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา และจากการจับกุมนายสุพจน์ได้นั้น ขณะนี้เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างติดตามของกลางที่ใช้ก่อเหตุ และจากการตรวจค้นพบระเบิดจำนวนหนึ่ง
ผบ.ตร.แจงทหารคุมตัวชาวอิสราเอล เป็นความเข้าใจคลาดเคลื่อน
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 8 พฤษภาคม พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง ผบ.ตร. กล่าวถึงเหตุการณ์เจ้าหน้าที่ทหารได้ควบคุมตัวชาวอิสราเอล ซึ่งเป็นตัวแทนบริษัทเอกชน ที่เข้ามาสาธิตการใช้เครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ ที่ใช้หาพิกัดทางโทรศัพท์ ที่ห้องประชุมกองบัญชาการตำรวจสันติบาล สำนักงานตำรวจแห่งชาติ โดยเหตุเกิดเมื่อช่วงสายวันที่ 7 พ.ค.ที่ผ่านมาว่า เกี่ยวกับเหตุกาณณ์ที่เกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ พ.อ.บุรินทร์ ทองประไพ นายทหารพระธรรมนูญ ที่เคยทำงานร่วมกันมา ได้โทรศัพท์มาประสาน หลังได้รับข้อมูลว่า บริษัทจากประเทศอิสราเอลนำเข้าเครื่องมือมาอย่างไม่ถูกต้อง พอรับทราบข้อมูล ก็เดินทางลงไปรับเจ้าหน้าที่ทหารที่กองบัญชาการตำรวจสันติบาล เพื่อให้เชิญตัวชาวอิสราเอลทั้งหมดไปสอบถาม และยังได้ประสานทางแม่ทัพภาคที่1 เชิญทหารเข้ามาร่วมตรวจสอบร่วมกันว่าเครื่องมือดังกล่าวนำเข้ามาถูกต้องหรือไม่อย่างไร
“เรื่องที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องน่าตกใจ ไม่ใช่เรื่องการเสียศักดิ์ศรี แต่เป็นสิ่งที่สมควรดำเนินการตามขั้นตอนให้ถูกต้อง ซึ่งทางทหารก็ได้รายงานมาแล้วว่า ภายหลังหลังสอบถามข้อมูลเสร็จก็ได้ปล่อยตัวแทนของบริษัทชาวอิสราเอลไปหมดแล้ว ตั้งแต่เมื่อคืนวานนี้ (7 พ.ค.)” พล.ต.อ.สมยศ กล่าวยืนยัน
พล.ต.อ.สมยศ กล่าวอีกว่า สำหรับการจัดซื้อเครื่องมือดังกล่าว ทางรัฐบาลได้อนุมัติงบประมาณด้านนี้มาให้ตำรวจสันติบาลและไม่ใช่งบลับ ซึ่งบริษัทดังกล่าวเป็นเป็นบริษัทรายที่ 3 แล้ว ที่เข้ามานำเสนอสินค้า แต่มีรายงานว่าทางทหารตรวจสอบพบพฤติกรรมของบริษัทดังกล่าว ซึ่งได้นำเรื่องราวไปโฆษณาประกาศผ่านเว็บไซต์ว่าจะนำสินค้าไปแสดงต่อตำรวจสันติบาลของไทย ใครจะมาดูเชิญมาดูได้ จึงได้มีการประสานเพื่อเข้ามาตรวจสอบดังกล่าว
พล.ต.อ.สมยศ อธิบายด้วยว่า ตำรวจที่อยู่บริเวณป้อมหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อาจจะไม่ทราบว่าทหารกับตำรวจประสานกันแล้ว ก่อนจะไปให้ข้อมูลแก่สื่อบางสำนักไม่ถูกต้อง จึงทำให้เกิดความเข้าใจผิดคลาดเคลื่อนว่าไม่มีการประสานหรือขออนุญาตกัน ยืนยันว่าเรื่องนี้ตนเป็นคนโทรศัพท์ประสานกับทหารและลงมารอรับหน้าอาคารสันติบาลด้วยตนเอง เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อย ไม่เกี่ยวว่าทหารมีความระแวงตำรวจหรือไม่ เพราะถ้าระแวงทางการคงจะไม่จัดสรรงบประมาณมาให้ ส่วนบริษัทที่จะเข้ามาเสนอขายสินค้า ต้องแจ้งทางศุลกากร โดยต้องแจ้งตามขั้นตอนว่าจะอยู่กี่วัน นำเข้าสินค้าอะไรเข้ามา แล้วจะเดินทางกลับนำสินค้าออกไปวันไหน ส่วนคนที่นำสินค้าจะเป็นอดีตทหารหรือตำรวจหรือไม่นั้นตนไม่ทราบ ทราบเพียงว่ามาในฐานะพ่อค้าเท่านั้น
ผวจ.ระนอง คาดโทษกำนัน-ผญบ.เอี่ยวค้าโรฮิงญาสั่งพักหน้าที่ทันที
นายสุริยันต์ กาญจนศิลป์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระนอง เปิดเผยผู้สื่อข่าวว่า ในวันนี้ได้สั่งการเน้นย้ำไปยังนายอำเภอทุกอำเภอของจังหวัดระนอง และผู้กำกับการสถานีตำรวภูธรทุกสถานีทั้ง 5 อำเภอ ห้ามไปยุ่งเกี่ยวกับขบวนการค้ามนุษย์อย่างเด็ดขาด หากพบข้อมูลจะเสนอย้ายออกจากพื้นที่ทันทีรวมทั้งหากพบมีพื้นที่ใดที่พบมีชาวโรฮิงญาสามารถเล็ดลอดหลบหนีขึ้นมาบนฝั่งได้ก็จะถือว่าเป็นการปล่อยปละละเลยในการปฏิบัติหน้าที่ก็จะเสนอย้ายออกจากพื้นที่เช่นกัน ส่วนกำนัน และผู้ใหญ่บ้าน หากพบมีส่วนเกี่ยวข้อง รู้เห็น ในการลับลอบนำพาบุคคลต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาติ หรือมีการรับผลประโยชน์จากกลุ่มขบวนการค้ามนุษย์จะสั่งพักหน้าที่ทันที
ด้านจนท.หน่วยงานด้านความมั่นคง จ.ระนอง เปิดเผยว่าได้นำ จนท.จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องลงพื้นที่ 5 อำเภอจังหวัดระนองซึ่งทั้ง 5 อำเภอมีแนวพื้นที่ติดชายฝั่งทะเลอันดามันเพื่อเอ็กซเรย์หรือสำรวจพื้นที่หาแหล่งพักพิงหรือค่ายกักกันชาวโรฮิงญาตามแนวชายฝั่ง จ.ระนอง ซึ่งมีพื้นที่เป้าหมายทั้ง 5 อำเภอรวม 36 จุด ที่มีข้อมูลว่ามีการพบชาวโรฮิงญาลักลอบขึ้นฝั่ง โดยจากการเข้าตรวจสอบพื้นที่ทั้งหมดไม่พบว่ามีแหล่งพักพิงหรือมีหลักฐานว่าเคยปรากฏว่าเป็นแหล่งพักพิงชาวโรฮิงญาแต่แทบทุกพื้นที่ได้รับข้อมูลที่ยืนยันจากชาวบ้านในแต่ละพื้นที่ว่าเคยพบเห็นชาวโรฮิงญาลอยลำเรือเข้ามาขึ้นฝั่ง และพบว่าชาวโรฮิงญาที่ขึ้นฝั่งจะเข้าหลบในป่าใกล้ชายฝั่งประมาณ 2-3 วันก็จะมียานพาหนะมารับในช่วงกลางคืน ดังนั้นเหตุที่ไมีมีจุดพักพิงที่ถาวรเป็นเพราะพื้นที่ จ.ระนองเป็นทางผ่านที่เมื่อโรฮิงญาที่ขึ้นฝั่งได้ ทางเครือข่ายค้ามนุษย์ก็จะรีบนำตัวออกจากพื้นที่ไปยังเป้าหมายปลายทาง ซึ่งการขึ้นฝั่งเข้ามาแอบตามป่าใกล้ชายฝั่งและการเดินทางออกจากพื้นที่ชาวบ้านในชุมชนจะทราบดีแต่ไม่มีใครกล้าที่จะไปแจ้ง จนท.เพราะหลายครั้งพบว่าบุคคลที่เข้ามารับตัวมีลักษณะคล้าย จนท.บางหน่วยงาน
นอกจากนี้ผู้นำชุมชนในหมู่บ้านจะเป็นผู้ทราบเรืองราวความเคลื่อนไหวผิดปกติที่เกิดขึ้นแต่ก็ไม่เคยมีผู้ใหญ่บ้านคนใดเข้าไปให้ข้อมูลกับ จนท.หรือบางคนอาจจะเข้าอำนวยความสะดวกคอยช่วยเหลือส่งเข้าส่งน้ำ ให้ชาวโรฮิงญาเพราะได้รับผลประโยชน์จากเครือข่ายค้ามนุษย์ ซึ่งทาง จนท.กำลังรวบรวมข้อมูล พยานหลักฐานหากปรากฏชัดเจนว่า ผญบฅคนใดในหมู่บ้านใดเคยมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับการให้ความช่วยเหลือชาวโรฮิงญาก็จะจัดทำบัญชีรายชื่อเสนอกระทรวงมหาดไทยเพื่อดำเนินพิจารณาลงโทษต่อไป
จนท.หน่วยงานความมั่นคง กล่าวต่อว่า การสั่งย้าย จนท.ข้าราชการถือว่ายังแก้ปัญหาไม่ถูกจุดเพราะปัญหาที่เกิดขึ้นจริงๆคือมาจากเครือข่ายค้ามนุษย์ที่ปัจจุบันมีความเข้มแข็งมาก ยิ่งนำตัวไปพูดคุยหรือนำตัวไปสอบสวนก็จะทำให้กลุ่มคนพวกนนี้ได้รู้จัก จนท.รู้จักผู้ใหญ่สุดท้ายก็มีการโน้มน้าวนำผลประโยชน์มาล่อตาล่อใจก็อาจทำให้ จนท.บางนายบางคนเข้าไปร่วมมือหรือแกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาที่แท้จริงคือจัดการกลุ่มค้ามนุษย์ หากฏหมายมาเล่นงานคนเหล่านี้ยิ่งมีการจัดการกับข้าราชการยิ่งทำให้คนเหล่านี้ไม่กลัวกลับมีเวลาในการโยกย้ายทรัพย์สิน ถ่ายโอนทรัพย์สินไปยังเครือญาติยากแก่การติดตามและตรวจสอบในอนาคต ส่วนเครือข่ายค้ามนุษย์รายใหญ่ใน จ.ระนอง คือ โก ม.ทราบว่าได้หลบหนีไปยังประเทศเพื่อนบ้านหลังจากเกิดเรื่องขึ้นเพราะกลัวความปลอดภัย ในขณะที่ จนท.ก็ไม่สามารถรั้งตัวหรือจับกุมไว้ได้เพราะไม่มีหลักฐาน เพียงแต่ทราบทางพฤตินัยเท่านั้น



