
ประวิตรเดินตามโรดแม็พเดิมแย้มประชามติตัวแปรสำคัญ!
ประวิตรเดินตามโรดแม็พเดิม แย้มประชามติตัวแปรสำคัญ!
พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ให้สัมภาษณ์พิเศษกับ “เครือเนชั่น” ในฐานะรัฐมนตรีผู้สวมหัวโขนสำคัญหลายใบ ทั้งในด้านการเมือง ด้านความมั่นคง การแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ และการทำประมงที่ผิดกฎหมาย รวมทั้งในฐานะประธานกรรมการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ของคสช.ที่ต้องลงไปติดตามงานทุกกระทรวง
เริ่มจาก 2 ประเด็นร้อนกรณีสหภาพยุโรป (อียู) ออกคำเตือนหรือให้ “ใบเหลือง” แก่ประเทศไทยเกี่ยวกับมาตรการควบคุมการทำประมงที่ผิดกฎหมาย (Illegal Unreported and Unregulated fishing (IUU Fishing) และอีกประเด็นร้อนแรงล่าสุด คือ “โรฮิงญา” ที่อาจส่งผลกระทบต่อเครดิตเรื่องการค้ามนุษย์ของไทยในเวทีโลกอีกครั้ง
โดย พล.อ.ประวิตร ยอมรับว่า เรื่องของประมงที่ผิดหมาย หรือไอยูยู เราถูกเตือนมาเป็น 10 ปีแล้วตั้งแต่ปี 2548 แต่ในอดีตก็ไม่ได้ทำอะไรกันมา โดยเฉพาะในเรื่องของ “กฎหมาย” ที่ยังไม่ได้มีการแก้ไข เนื่องจากทางอียูต้องการกฎหมายที่เป็นสากล ที่มีมาตรการลงโทษ และการตรวจสอบที่ชัดเจน โดยขณะนี้กฎหมายของเราออกมาแล้ว และรอการบังคับใช้ภายใน 60 วัน
“ผมเป็นประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมายก็ดูเรื่องนี้อยู่ เราทำทุกอย่างทั้งเรื่องพอร์ตอิน-พอร์ตเอาท์ เรื่องจีพีเอส ท่านนายกฯ ก็ลงนามในมาตรา 44 ให้ทหารเรือมีอำนาจเบ็ดเสร็จที่จะคุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกกระทรวงในเรื่องแรงงานเถื่อน แรงงานทาส แรงงานอายุไม่ครบ ซึ่งแต่ก่อนเราไม่มีการตรวจสอบ”
พล.อ.ประวิตร เผยว่า ก่อนหน้านี้ได้มีคณะกรรมการไอยูยูเข้ามาขอพบ จึงได้เล่าถึงมาตรการทั้งหมดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาประมง ซึ่งทางนั้นมีความพอใจอย่างยิ่ง นอกจากนี้ทางกระทรวงเกษตรฯ โดยกรมประมงก็เตรียมออกเป็นกฎหมายลูกออกมา ซึ่งหากยังไม่ครอบคลุมอีกก็สามารถที่จะออกเป็นพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) มาบังคับใช้เพื่อให้ครอบคลุมทั้งหมด
ส่วนเรื่องของ “โรฮิงญา” ที่ชัดเจนว่า มีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องด้วยนั้น พล.อ.ประวิตร ก็ยอมรับว่า มีทั้งข้าราชการ ภาคเอกชน และนักการเมืองท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งรัฐบาลก็ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องแบบนี้ โดยนายกฯ ได้สั่งการว่า 10 วันต้องเรียบร้อย และให้ผู้ว่าฯ ประชุมหน่วยงานทุกหน่วยงาน ซึ่งต้องมาดูกันว่า ยังมีเรื่องใหญ่ๆ เรื่องไหนอีกบ้างที่ผู้ว่าฯ ยังไม่รู้
สำหรับมาตรการในการแก้ไขปัญหานั้น เขาระบุว่า ได้สั่งการให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ลงไปดูร่วมกับ พล.ท.ปราการ ชลยุทธ แม่ทัพภาคที่ 4 และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ก็ลงไปดูแลด้วยตนเอง
“เราจะออกหมายจับไปเรื่อยๆ ใครเกี่ยวข้องก็ว่าไปตามนั้น ตอนนี้สตช.เขาเดินเต็มที่ และมทภ.4 ก็ร่วมมือกับตำรวจ มหาดไทยก็ร่วมมือด้วย ผมได้พบกับ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย ท่านก็ได้สั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองสั่งให้นายอำเภอ กำนันผู้ใหญ่บ้านไปสำรวจดูทุกพื้นที่แล้วเราก็จะนำกำลังตำรวจทหารเข้าไปดู”
แต่กระนั้น รองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงผู้นี้ยอมรับว่า เรื่องนี้มันแปลกที่ว่า ทางข้าราชการท้องถิ่นไม่ได้รายงาน ส่วนทหารตำรวจต้องมีบางส่วนที่รับรู้ แต่ทำไมไม่ดำเนินการ เพราะอยู่ห่างแนวชายแดนประมาณ 200 เมตรเท่านั้น ซึ่งจะต้องตรวจสอบกันต่อไป
ผ่านพ้นปัญหาที่หมักหมมมายาวนาน เข้าสู่ “โรดแม็พ” ของรัฐบาล และคสช. ซึ่งเขาก็ย้ำว่าทุกอย่างยังเป็นไปตามโรดแม็พเดิม คือ เมื่อร่างรัฐธรรมนูญเสร็จก็จะมีการเลือกตั้ง ส่วนเรื่องของการทำ “ประชามติ” จะเกิดขึ้นหรือไม่นั้น พล.อ.ประวิตร มองว่า ประเด็นนี้อาจทำให้โรดแม็พในการเลือกตั้งขยับออกไปจากเดิมได้
“ก็คง (เลือกตั้ง) สักประมาณปลายปี ถ้ามันเป็นไปตามนั้น ขึ้นอยู่กับว่ามีประชามติหรือเปล่า ถ้ามีประชามติก็อาจจะเลื่อนไปสักเดือนสองเดือน ซึ่งขั้นตอนขณะนี้กรรมาธิการยกร่างฯ กำลังส่งร่างรัฐธรรมนูญมาให้ครม. และคสช.ดู แต่เราไม่สามารถแก้ได้นะ ได้แค่ท้วงติงแล้วส่งกลับไปให้กมธ.ยกร่างฯ ส่วนจะแก้หรือไม่ก็เรื่องของเขา”
อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมีการทำประชามติก็คงต้องมีการแก้รัฐธรรมนูญกันนิดหน่อย เพราะรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้เขียนเอาไว้ ส่วนผู้ที่จะตัดสินใจว่าจะให้มีประชามติหรือไม่คงไม่ใช่เรื่องที่นายกฯ และหัวหน้าคสช.จะตัดสินใจได้โดยลำพัง แต่คงต้องมีการหารือร่วมกันระหว่าง “แม่น้ำ 5 สาย” เพื่อตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายว่าจะจัดให้มีการทำประชามติหรือไม่
เมื่อถามย้ำว่า ถึงที่สุดแล้วรัฐบาล และคสช.จะอยู่เกินโรดแม็พที่วางเอาไว้หรือไม่ พล.อ.ประวิตร ก็ยืนยันว่า ทั้งครม. และคสช.ไม่เคยมีความคิดนี้เลย
“ท่านนายกฯ ก็ย้ำเสมอว่า ไม่ต้องการเข้ามามีอำนาจ แต่อยากจะทำอย่างไรให้เป็นพื้นฐานที่มั่นคงถาวร เป็นรัฐธรรมนูญที่สามารถที่จะอยู่ยั่งยืนตลอดไป และไม่ต้องมีการปฏิวัติรัฐประหารกันอีก ผมคุยกับท่าน ท่านมีความคิดแบบนี้ และผมเองก็คิดเหมือนท่าน”
ทั้งนี้ แม้ว่ามิติของการทำงาน พล.อ.ประยุทธ์ จะมีสถานะเป็นผู้บังคับบัญชา แต่สำหรับความสัมพันธ์ส่วนตัวนั้น พล.อ.ประวิตร กลับมีสถานะเป็น “พี่” มาอย่างยาวนาน แต่ พล.อ.ประวิตร ก็ยืนยันว่า ทั้งคู่แยกแยะบทบาทตรงนี้ออก
“ทุกอย่างในเรื่องความเป็นนายกฯ ท่านสามารถสั่งการผมได้ แต่ความเป็นพี่เป็นน้องก็ยังอยู่เหมือนเดิม เพราะผมอยู่กับเขามานานตั้งแต่ผมเป็นนายทหารเด็กๆ ตั้งแต่เขายังเป็นผู้หมวด แต่เวลาทำงานเขาไม่ได้เกรงใจนะ ก็สั่งการธรรมดา ถ้าเกรงใจเขาไม่เอาผมมาทำงานหรอก”
กับกระแสข่าวที่ว่ามีการไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ที่ต่างประเทศ เช่นล่าสุดในช่วงระหว่างการเดินทางเยือนจีนพร้อมผบ.เหล่าทัพนั้น พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธประเด็นนี้ชัดเจน เพราะตอนที่ไปจีนเขาไปกับคณะใหญ่ทั้งรัฐมนตรี ทั้งผบ.เหล่าทัพ ไม่สามารถปลีกตัวไปพบใครได้ ส่วนที่มีชื่อเขาพัวพันกับขั้วอำนาจเก่าตลอดเวลานั้น พล.อ.ประวิตร ตอบประเด็นนี้ว่า
“เพราะผมไม่มีข้าศึกมั้ง ผมไม่ได้อยู่ข้างไหน ท่านนายกฯ เองก็ไม่มี อะไรที่ทำให้ประชาชนเป็นสุขผมก็อยากทำอย่างนั้น ก็แค่นั้น ถ้าถามว่าผมอยากจะเป็นรองนายกฯ เป็นรมว.กลาโหม มีอำนาจนั้น ผมไม่คิดหรอกครับ และผมก็ไม่อยากเล่นการเมืองด้วย”
ส่วนกระแสข่าวเรื่องการปรับครม.ในระยะหลังนั้น พล.อ.ประวิตร ปฏิเสธว่า ยังไม่มีการคุยกันกับนายกฯ และในครม. อีกทั้งนายกฯ ก็มีความมั่นใจในครม.ชุดนี้ เพราะทุกคนทำงานหนักทั้งนั้น
“อย่างด้านเศรษฐกิจที่โจมตีกันอยู่ ท่านปรีดิยาธร (ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รมว.คลัง) ก็ทำเต็มที่ ผมก็ทำงานกับท่านสบาย ไม่มีความขัดแย้ง ผมจะขัดแย้งกับท่านเรื่องอะไร ท่านเป็นเพื่อนผม ผมไม่ขัดแย้งกับใครทั้งหมด”
สำหรับอาการหงุดหงิดในระยะหลังเมื่อถูกนักข่าวถามจี้นั้น พล.อ.ประวิตร ก็ยอมรับว่า เป็นเช่นนั้นจริง เพราะมองว่า บางคำถามก็ไม่น่าถาม หรือบางสิ่งที่รู้แล้วก็ยังมาถามอีก และบางทีก็เป็นการถามคำถามเดิมซ้ำๆ ทั้งที่เพิ่งจะชี้แจงกับอีกคนไป
“ผมไม่ได้มีอารมณ์หรอก แต่ว่าไม่น่าถามอย่างนี้ ไม่รู้จะเกิดประโยชน์อะไร ท่านนายกฯ ยังเป็นเลย ไม่ใช่เฉพาะผม ผมก็เป็นบ้าง ซึ่งผมก็ไม่ได้เลียนแบบนายกฯ แต่นิสัยมันเป็นแบบนั้นเอง ผมเป็นอย่างนี้มาตั้งนานแล้วครับ สมัยเป็นผบ.ทบ. ผมก็เป็นแบบนี้”
เมื่อถามถึงความคาดหวังว่า จะนำพาประเทศชาติไปสู่ความสงบสุขได้อย่างยั่งยืนหรือไม่ โดยเฉพาะหลังการเลือกตั้ง และได้รัฐบาลชุดใหม่เข้ามาแล้ว พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า โดยส่วนตัวก็อยากให้สงบ แต่ทุกอย่างอยู่ที่นักการเมือง
“ผมไม่ได้ว่าท่าน (นักการเมือง) นะ ผมบอกให้ท่านหยุดก่อนตอนนี้ ท่านวางแผนหาเสียงในอนาคตอย่างไรก็ทำของท่านไป แต่ท่านยังไม่ต้องออกมา ตอนนี้ปล่อยให้รัฐบาลทำงานก่อน ซึ่งท่านนายกฯ ไม่เคยคิดว่า จะไปเข้ากับฝ่ายนั้นฝ่ายนี้ แต่ทำทุกอย่างเพื่อภาพรวมของทั้งประเทศ” พล.อ.ประวิตร กล่าวทิ้่งท้าย



