ข่าว

‘บิ๊กตู่’ถาม‘บิ๊กจิ๋ว’เป็นใครพบชาวบ้านที่กรุงเก่า

‘บิ๊กตู่’ถาม‘บิ๊กจิ๋ว’เป็นใครพบชาวบ้านที่กรุงเก่า

07 พ.ค. 2558

‘บิ๊กตู่’ถาม‘บิ๊กจิ๋ว’เป็นใครพบชาวบ้านที่กรุงเก่า ยันนักการเมืองยังลงพื้นที่ไม่ได้ เบรกครูหัวทิ่มค้านโอนศึกษา‘อปท.’ดูแล พร้อมตั้งเวทีคุยพม่า-มาเลย์ปัญหาโรฮิงญา

               7พ.ค.2558 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี กรณีข้อเสนอปฎิรูปการศึกษา เรื่องกระจายอำนาจจัดการการศึกษาสู่ท้องถิ่น โดยถ่ายโอนโรงเรียนและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปอยู่ในการกำกับดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ว่า ตนรู้สึกกังวลในเรื่องนี้
              
               และอยากบอกกับบรรดาครูที่ออกมาแต่งชุดดำคัดค้านและผู้ที่เกี่ยวข้องว่า อย่าไปตกใจกับกรณีที่มีการเสนอแนวคิดนี้ซึ่งยังไม่ถึงเวลา และยังไม่รู้เลยว่าการปฏิรูปจะระบุไว้ในส่วนใดของรัฐธรรมนูญ ไม่รู้เลยว่าจะปฏิรูปอย่างไร ใครเป็นผู้ใช้อำนาจแต่การปฏิรูปนั้นต้องอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลชุดใหม่ โดยการปรับแก้ไขภายในกระทรวง ต้องหาผู้ที่รับผิดชอบ ถามว่าสองรัฐบาลที่ผ่านมามีแนวคิดที่จะปฏิรูปแล้วทำได้หรือไม่ ก็ไม่ได้ เพราะการปฏิรูปนั้นกระทบต่อคะแนนเสียง ความเห็นชอบของประชาชน การที่จะให้ประเทศเดินไปข้างหน้า ไม่สามารถเอาใจทุกคนได้ จำเป็นต้องมีกรอบให้เดินในระยะแรก

               “ที่สปช.เสนอให้ครูในพื้นที่ไปขึ้นกับท้องถิ่น เป็นการเสนอในสปช. แต่ก็เอาแล้ว ไม่ยอมเดินขบวน มันยังไม่ออกมาเลย รัฐธรรมนูญก็ยังไม่เสร็จ จะประท้วงอะไรตั้งแต่วันนี้ ทุกกฎหมายก็ต้องไปสู้กันในสนช. กว่าจะออกมาก็สามวาระ ซึ่งก็จะต้องมีการชี้แจง ปรับเปลี่ยน แก้ไข” นายกรัฐมนตรี กล่าว เเละว่า

               วันนี้ทุกคนต้องเสียสละมองประโยชน์ของชาติเป็นหลัก จะอยู่อย่างนี้หรือ จะอยู่แบบธรรมชาติต่อไปไม่ได้ วันนี้ได้สั่งการไปว่าเจ้าหน้าที่รัฐต้องยืนยันกฎหมายเป็นกฎหมาย ในการดำเนินการต่างๆต้องนำกฎหมายมาดู เพื่อจะได้ทราบว่ามีผลกระทบอย่างไรบ้าง ทำอย่างไรประชาชนจึงจะอยู่ร่วมกันในกฎหมายที่มีอยู่อย่างเป็นธรรม หากไม่มีปัญหาต่อกันก็ไม่ต้องใช้ วันนี้มีกฎหมายที่แรงที่สุดแล้วคือกฎอัยการศึกและรัฐธรรมนูญ มาตรา44ถามว่าถ้าปลุกระดมกันขึ้นมามากๆ ก็มีโอกาสเกิดขึ้น ถ้าประชาชนไม่เข้มแข็ง ไม่เข้าใจว่าระบบบริหารราชการแผ่นดินเป็นอย่างไร เพราะที่ผ่านมาอธิบายไม่มาก แน่นอนการทำทุกย่างต้องมีปัญหา แต่เราเลือกประชาชนเป็นศูนย์กลาง จะทำอะไรประชาชนต้องได้ประโยชน์

 

พร้อมตั้งเวทีคุยพม่า-มาเลย์ปัญหาโรฮิงญา

​               พล.อ.ประยุทธ์​ กล่าวถึงการแก้ปัญหาชาวโรฮิงญา ที่มีความต้องการให้รัฐบาลไทยพูดคุยกับเมียนมาร์และมาเลเซียว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตั้งเวทีพูดคุยกันอยู่ แต่ขณะนี้ถือว่าบ้านเมืองอยู่ในสถานการณ์ที่คับขันถูกจับตามองดูอยู่โดยเฉพาะตน แต่ก็มีการชื่นชมว่าทุกอย่างดีมีเสถียรภาพ มีความมั่นใจเรื่องการค้าการลงทุนและมีคำถามว่าถ้าตนไม่อยู่แล้วจะเป็นไปตามที่วางไว้หรือไม่ซึ่งก็ตอบยาก แต่ยืนยันว่าจะพยายามทำให้มากที่สุดทุกเรื่องที่ทำได้ในสิ่งที่ไม่ผิดกฎหมายหรือมีผลประโยชน์ จึงได้เกิดความเชื่อมั่นกับประเทศไทย

               “ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญเพราะต่างชาติจับตาดูอยู่ ถ้ามีการประโคมข่าวออกไปมากๆก็ไม่น่าจะดีนักเนื่องจากเป็นเรื่องของกระบวนการข้ามชาติ อย่าลืมว่า ต้นทางมาจากประเทศไม่มีถิ่นกำเนิดในประเทศไทย ก็ต้องไปแก้ปัญหาที่ต้นทาง ประเทศไทยเป็นกลางทาง ปลายทางคือประเทศที่สามที่กลุ่มคนเหล่านี้ต้องการไป เป็นปัญหาที่ผูกพันสืบเนื่อง ถ้ามุ่งมาที่เราฝ่ายเดียวถือว่าไม่ถูกต้อง ซึ่งต้องมีการหารือกับประเทศอื่นๆที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจว่าการแก้ปัญหามีความเชื่อมโยง และอนาคตปัญหาเหล่านี้จะยากขึ้นเมื่อเราเป็นประชาคมอาเซียน อีกทั้งประเทศไทยเป็นแหล่งที่หาเงินง่าย ซึ่งทุกประเทศเข้มงวดทั้งหมด ซึ่งก็ยอมรับว่าประเทสไทยหลวมก็ต้องขันน๊อตให้แน่น”​พล.อ.ประยุทธ์​กล่าว

               “ปัญหาค้ามนุษย์ ไอยูยู หรือแม้แต่เรื่องของไอเคโอ เกิดกันมานานแล้ว แต่รัฐบาลผมเข้ามาแก้ คำถามว่าแล้วทำไมรัฐบาลอื่นไม่แก้ แล้วจะให้เข้ามาทำงานอีกจะทำได้หรือไม่ เจ้าหน้าที่รัฐต้องร่วมมือทำงานแบบบูรณาการไม่ใช่ต่างคนต่างทำ อย่าปล่อยให้ทำงานด้วยกฎหมายของแต่ละกระทรวงเองเพราะอาจจะมีการแสวงหาผลประโยชน์ได้ เพราะไม่มีการถ่วงดุลจากการทำงานร่วมกัน” นายกรัฐมนตรี กล่าว

               “การปฏิรูปเรื่องโครงสร้าง เรื่องของตำรวจเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ ถ้าทำตอนนี้ก็ตีกันตาย ต้องไปทำตอนปฏิรูปให้มีการไปปรับและทำกันแล้วค่อยเสนอมาจากนั้นก็ตั้งกรรมการมาพิจารณาศึกษาว่าเหมาะสมและทำได้หรือไม่ ถ้าทำตามใจกันมันไม่ได้อยากเปลี่ยนตำรวจ อยากให้มีตำรวจท้องถิ่นก็ต้องทดลอง ลดกำลังตรงนี้ไปเพิ่มตรงนั้น กำหนดหน้าที่เฉพาะลงไป โดยส่วนกลางก็ยังคงมีอำนาจอยู่เพื่อทำการถ่วงดุล และถ้าแข็งแรงดีแล้วก็ค่อยๆปรับเปลี่ยน ตัวอย่างของตำรวจนั้นให้คัดสรรมาจากไหน ให้อำนาจผู้ว่าในการคัดสรรมา และผู้ว่าฯ ก็ต้องเลือกตั้งมาอีกแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ขนาดปัจจุบันมีรัฐบาล มีส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ยังมีปัญหา แล้วถ้ามีตำรวจท้องถิ้นขึ้นมา ใครจะรับประกันว่าแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดจะไม่มีอำนาจถืออาวุธ่อสู้กัน แค่นี้ก็จะตีกันตายแล้ว”พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวและว่า การปฏิรูปเคยบอกแล้วว่าต้องทำเป็นขั้นตอน ขั้นแรกใช้โครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้วบูรณาการให้ได้ โดยไม่ต้องใช้อำนาจพิเศษ


สั่งศึกษารายละเอียดบริหารจัดการน้ำใหม่

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวถึงการพิจารณาร่างแผนยุทธศาสตร์บริหารทรัพยากรน้ำ ปี 2558-2569 ว่าการบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภคทั้งระบบ ตนได้ให้เจ้าหน้าที่กลับไปดูรายละเอียดแล้วกลับมารายงานใหม่ ซึ่งตนได้กำชับให้ทุกหน่วยงานรายงานว่า มีอะไรบ้างที่สามารถทำได้และไม่ได้ภายในเดือนส.ค.


สั่งทุกกระทรวงดูแลผู้มีรายได้น้อย

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า ตนได้กล่าวในที่ประชุมว่าเป็นห่วงในเรื่องเศรษฐกิจระดับล่าง โดยให้ความสำคัญทุกกลุ่มอาชีพ และสั่งทุกกระทรวงให้ดูแลผู้มีรายได้น้อยเป็นหลัก ขณะเดียวกันก็จะมีการส่งเสริมผู้มีรายได้ปานกลางและเศรษฐกิจขนาดใหญ่ด้วย ยอมรับว่าจะทำให้ทั้งสามส่วนพึงพอใจทั้งหมดเป็นเรื่องยาก แต่ในระดับล่างนั้นจะมีการดูแลมีความเข้มแข็งในทุกมิติ ให้ชาวไร่ชาวนาและผู้มีรายได้น้อย รับรู้ข่าวสารจากรัฐบาล โดยได้ย้ำกับทุกกระทรวงให้พูดถึงคนละดับล่างก่อน


ชี้แม่น้ำ5สายตัดสินทำประชามติหรือไม่

               พล.อ.ประยุทธ์  กล่าวว่า การประชุมครม.ในวันนี้ได้คุยกันถึงเรื่องประชาธิปไตยและเรื่องรัฐธรรมนูญ ซึ่งตนได้ให้แนวทางไปหมดแล้ว ทุกอย่างต้องใจเย็นๆ เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ตอนนี้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญอยู่ ฉะนั้นการจะตกลงได้หรือไม่ต้องรอการแก้ไขที่แต่ละส่วนส่งไป โดยในส่วนของครม.และคสช.จะคุยกันในวันที่ 19 พ.ค. หากจะแก้ตรงไหนก็จะเสนอไปที่กรรมาธิการยกร่างฯเช่นกัน อำนาจในการแก้หรือไม่แก้อยู่ที่กรรมาธิการยกร่างฯ ซึ่งรัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนไว้เช่นนั้น

               “ผมจะเอามาตรา 44 ไปทับรัฐธรรมนูญอีกทีก็ไม่ได้ ฉะนั้นต้องเข้าใจด้วย ศักดิ์ศรีมันเท่ากัน ทั้งนี้หากแก้เสร็จตามระยะเวลาก็เป็นเรื่องของสปช.ที่จะลงประชามติ จะผ่านหรือไม่ผ่านผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ถ้าไม่ผ่านตามรัฐธรรมนูญชั่วคราวระบุไว้ว่าต้องตั้งใหม่ และยกร่างฯกันใหม่ ใช้เวลาตามสูตร ซึ่งผมไม่อยากจะบอกวันนั้นวันนี้ ทุกอย่างถ้าตกลงกันไม่ได้ก็ต้องเป็นอย่างนั้น ผมไม่ได้ไปทำให้มันไปไม่ได้เสียเมื่อไหร่ แต่ถ้ามติของสปช.ผ่าน ก็ต้องไปถาม 5 สายต้องการอย่างไร ฟังแล้วต้องการทำประชามติหรือไม่ เห็นชอบร่วมกันหรือไม่ ถ้าเห็นชอบร่วมกันว่าต้องทำประชามติ ก็ต้องใช้เวลาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวก่อนถึงจะทำประชามติได้ ซึ่งการลงประชามติจะผ่านหรือไม่ผ่านก็ไม่รู้ แต่ต้องใช้เงินประมาณ 3,000 ล้านบาท เหมือนกับการเลือกตั้ง ซึ่งต้องใช้เวลาอีก 1-3 เดือนในการทำประชามติ แต่หากประชามติผ่านก็จะเป็นรัฐธรรมนูญเข้าสู่การเลือกตั้ง ภายในเวลา 2-3 เดือนหรือภายใน 90 วัน ซึ่งมันมีสูตรของมันอยู่แล้ว ไม่เกี่ยวกับผมเลย มันเกี่ยวกับ 5 สายทั้งหมด และประชาชนทั้งประเทศจะร่วมมือกันในช่วงไหน ฉะนั้นผมยืนยันและใช้คำว่าเป็นไปตามโรดแมป รัฐธรรมนูญชั่วคราวเขียนไว้อย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ฉะนั้นช่วยกันเถอะ พาประเทศชาติไป”พล.อ.ประยุทธ์กล่าว

               พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวต่อว่า รัฐธรรมนูญของเราเปลี่ยนมาหลายรอบแล้วเต็มที เป็นเพราะเราลงรายละเอียดมากเกินไปหรือเปล่า อันนี้เป็นข้อคิดเฉยๆที่ตนคิดเอง ลงรายละเอียดมากๆก็เอารัฐธรรมนูญมาตีกัน การเขียนรัฐธรรมนูญควรจะเขียนประเด็นหลักๆ

               ผู้สื่อข่าวถามว่าการประชุมแม่น้ำ 5 สายจะได้ความชัดเจนในเรื่องการทำประชามติหรือไม่ นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า การประชุมดังกล่าวคงจะได้คำตอบบ้าง แต่ในวันที่ 19 พ.ค.เป็นการประชุมร่วมระหว่างครม.และคสช. เพื่อเสนอความเห็นร่างรัฐธรรมนูญไปที่คณะกรรมาธิการยกร่างฯ เมื่อถามว่า จะพิจารณาตามมาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราวเรื่องแก้ไขรัฐธรรมนูญชั่วคราวตามที่สนช.เสนอหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าจะทำประชามติก็ต้องแก้รัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งการดำเนินการมีขั้นตอน และตนก็ได้อธิบายไปแล้ว

               เมื่อถามว่า การตัดสินใจทำประชามติหรือไม่นั้น ต้องรอให้สปช.มีมติออกมาก่อนใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า จะต้องถามมติสปช.ก่อน แต่สปช.จะมีมติผ่านหรือไม่ผ่านร่างรัฐธรรมนูญก็ยังไม่รู้ ซึ่งความเห็นของสปช.ได้ส่งไปที่กรรมาธิการยกร่างฯแล้ว ส่วนกรรมาธิการยกร่างฯจะแก้หรือไม่แก้ก็ไม่รู้ ถ้าไม่แก้กรรมาธิการยกร่างฯจะส่งกลับไปที่สปช.ใหม่ เพื่อพิจารณาลงมติ ถ้าลงมติแล้วไม่ผ่านรัฐธรรมนูญชั่วคราวระบุให้ตั้งกรรมาธิการฯใหม่ แต่ถ้าสปช.ผ่านร่างรัฐธรรมนูญก็จะนำไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญเพื่อนำทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายขึ้นไป ระหว่างนั้นต้องรอเวลาการทำกฎหมายลูกอีก 1-2 เดือน ทั้งนี้ถ้าผ่านทั้งหมดจะทำประชามติหรือไม่ก็ต้องดูสถานการณ์ตรงนั้นอีกที ซึ่งตนไม่อยากพูดในวันนี้ เพราะถ้าพูดวันนี้จะกลายเป็นว่าตนนำไปทั้งหมด หรืออยากอยู่ต่ออะไรอย่างนี้มันไม่ใช่ ตนอยากให้คิดว่าสิ่งที่ตนพูดทั้งหมดมันจะเกิดต่อได้หรือเปล่าต้องไปคิดตรงโน้นว่า  เลือกตั้งมาแล้วจะได้คนมาทำ อาจจะดีมากหรือดีน้อยแต่เขาต้องทำมากกว่าที่ตนทำ ซึ่งตนเข้ามาไม่ได้ทำอะไรเสียหายไปกว่าเดิมเลย ทุกเรื่องขอยืนยัน มีอะไรเสียหายบ้างนอกจากลำบากนิดหน่อยในเรื่องผลประโยชน์ผิดกฎหมาย ตนรื้อกี่เรื่องทั้งไอยูยู การค้ามนุษย์ ล็อตเตอรี่ ทุกเรื่องแก้หมด นั่นแหละคือการใช้อำนาจที่มีอยู่ในปัจจุบัน บูรณาการหลายเรื่อง และระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินแต่ละกระทรวงตนบอกหลายครั้งแล้วให้ช่วยกันคิดจะทำอย่างไร ถ้าไปก้าวล่วงหรือบังคับมากๆเขาก็บริหารไม่ได้ วันนี้ตนใช้อำนาจพิเศษถึงทำได้

               เมื่อถามย้ำว่าเรื่องการทำประชามติยังต้องเป็นไปตามที่นายกฯเคยพูดหรือไม่ ว่าต้องให้กรรมาธิการฯเสนอความเห็นมา พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวย้ำว่า 5 สายต้องประชุมร่วมกัน ไม่ใช่กรรมาธิการยกร่างฯ ตนเคยพูดอย่างนั้นหรอ แต่ก่อนหน้านั้นตนอาจจะพูดผิด ก็ยังงงๆเหมือนกัน แต่การทำประชามติต้องใช้เงิน 3,000 ล้านบาท ขอให้จำตัวเลขไว้ เงิน 3,000 ล้านบาทเก่าอยู่ไหนยังไม่รู้ จะต้องมี 3,000 ล้านบาทใหม่อีกรอบ แล้วถ้าไม่ผ่าน แล้วทำประชามติใหม่อีกรอบหรือไม่ ถ้าทำก็ต้องใช้เงินอีก 3,000 ล้านบาท

               เมื่อถามว่า รัฐบาลมีเงินพร้อมทำประชามติหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า ถ้าอยากให้ทำประชามติก็ต้องยอมรับสภาพและใช้เงินที่มีอยู่ แทนที่จะนำเงินไปทำอะไรที่สร้างความเข้มแข็ง ไปซื้อวัสดุหรือลดต้นทุนชาวนา แต่ต้องมาหายไป 3,000 ล้านบาท ซึ่งมันจะได้อะไรขึ้นมากับตรงนี้หรือไม่ตนก็ยังไม่รู้

               เมื่อถามว่า ถ้านักการเมืองต้องการจะลงพื้นที่พบประชาชน อย่างที่พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่พบชาวนาที่จ.พระนครศรีอยุธยาจะสามารถทำได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ได้ เพราะไม่มีหน้าที่ตรงนั้น อะไรที่เป็นหน้าที่ของการเมืองหรือเกี่ยวข้องกับการเมืองทำไม่ได้หมด ทำได้เพียงการร่วมประชุมกับศูนย์ปรองดองสมานฉันท์เพื่อการปฏิรูป(ศปป.) ถ้าอยากจะพบปะกัน ตนกำลังให้พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ดูรายละเอียดว่าจะประชุมพรรคกันที่ไหนอย่างไร แต่ต้องไม่ใช่การประชุมอิสระ เพราะประชุมกันอยู่แล้ว ทางโทรศัพท์ก็สามารถคุยกันได้ แต่ถ้าอยากประชุมพรรคให้ไปที่ศปป. จะจัดห้องไว้ให้ แล้วจะให้คนไปนั่งฟังด้วย

               เมื่อถามว่าสิ่งที่พล.อ.ชวลิต ทำสามารถถือว่าผิดคำสั่งคสช.หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มว่า “ท่านเป็นใคร ควรจะรู้หรือไม่ว่าควรต้องทำอะไรอย่างไร ไปถามท่านโน่น เดี๋ยวจะหาว่าผมไม่เคารพท่านอีก แต่นี่เคารพอยู่ เพราะท่านเป็นอดีตผู้บังคับบัญชา ถ้าท่านทำไปมากกว่านี้ และผิดพลาดมากกว่านี้ คนก็มาเล่นงานผมอีก แต่อย่าลืมว่าท่านไปอยู่กับรัฐบาลมาก่อน และไม่ได้อยู่ข้างรัฐบาลผม ฉะนั้นท่านก็อยู่ในข่ายเหมือนกัน แต่ผมเคารพท่านเป็นการส่วนตัวอยู่แล้วในฐานะทหารเก่า และไม่เคยดูถูกท่าน ในความเป็นคนเก่งของท่าน แต่วันนี้ท่านอายุเยอะแล้วนะ” เมื่อถามว่า การที่ระบุว่าพล.อ.ชวลิต อายุเยอะ ควรพักผ่อนแล้วใช่หรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า “ไม่รู้ แล้วแต่จะคิด แต่ท่านก็เคยเสนอว่าพร้อมที่จะเป็นนายกฯ ไม่ใช่เหรอ”

               พล.อ.ประยุทธ์​ กล่าวว่า การเข้ามาทำงานในลักษณะที่ตนเข้ามาไม่ใช่สิ่งที่ใครอยากทำ อย่างตนก็เกษียณไปแล้ว แต่ก็ไม่มีใครจะเข้ามาทำงาน

               “วันนี้หาคนที่จะเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรียังไม่ค่อยอยากจะมี จะมีก็แค่คนเก่าๆ ก็ไม่รู้ว่าพวกท่านจะได้คนเก่าๆหรือเปล่ายังไม่รู้ ถ้าบอกว่าไม่มีใครอยากเป็นแล้วใครจะทำงาน ไม่งั้นก็ไม่ต้องมีรัฐบาล ไม่ต้องมีกลุ่มโน้น กลุ่มนี้ ถืออีดาบฆ่าฟันเอาปืนไล่ยิงกัน การปฏิรูปเรื่องโครงสร้าง เรื่องของตำรวจเป็นเรื่องของรัฐบาลใหม่ ถ้าทำตอนนี้ก็ตีกันตาย ต้องไปทำตอนปฏิรูปให้มีการไปปรับและทำกันแล้วค่อยเสนอมาจากนั้นก็ตั้งกรรมการมาพิจารณาศึกษาว่าเหมาะสมและทำได้หรือไม่ ถ้าทำตามใจกันมันไม่ได้ อยากเปลี่ยนตำรวจ อยากให้มีตำรวจท้องถิ่นก็ต้องทดลอง ลดกำลังตรงนี้ไปเพิ่มตรงนั้น กำหนดหน้าที่เฉพาะลงไป โดยส่วนกลางก็ยังคงมีอำนาจอยู่เพื่อทำการถ่วงดุล และถ้าแข็งแรงดีแล้วก็ค่อยๆปรับเปลี่ยน ตัวอย่างของตำรวจนั้นให้คัดสรรมาจากไหน ให้อำนาจผู้ว่าในการคัดสรรมา และผู้ว่าฯ ก็ต้องเลือกตั้งมาอีกแล้วมันจะเกิดอะไรขึ้น ขนาดปัจจุบันมีรัฐบาล มีส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ยังมีปัญหา แล้วถ้ามีตำรวจท้องถิ่นขึ้นมา ใครจะรับประกันว่าแต่ละพื้นที่แต่ละจังหวัดจะไม่มีอำนาจถืออาวุธต่อสู้กัน แค่นี้ก็จะตีกันตายแล้ว” พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวเเละว่า การปฏิรูปเคยบอกแล้วว่าต้องทำเป็นขั้นตอน ขั้นแรกใช้โครงสร้างเดิมที่มีอยู่แล้วบูรณาการให้ได้ โดยไม่ต้องใช้อำนาจพิเศษ


ครม.เคาะใช้อำนาจนายกฯ-ม.44แก้ปัญหาจนท.

               ผู้สื่อข่าวรายงานว่าในการประชุมครม.ในวันนี้(7พ.ค.) ครม.มีมติรับทราบตามที่ สำนักเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เสนอมาตรการในการกำกับดูแลการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐ เนื่องจากพบสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับการใช้ดุลพินิจของเจ้าหน้าที่รัฐในการปฏิบัติราชการที่มีหลายรูปแบบและมีระดับความร้ายแรงแตกต่างกัน ตั้งแต่การไม่บังคับใช้กฎหมาย การบังคับใช้กฎหมายโดยเลือกปฏิบัติ ไม่เป็นธรรมหรือไม่เสมอภาค โดยอาจมีเจตนาทุจริตหรือแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ หรือมิได้มีเจตนาทุจริตแต่เกิดจากระบบงานหรือเข้าใจข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายคลาดเคลื่อน จึงทำให้การใช้ดุลพินิจในการออกคำสั่งที่ไม่เหมาะสมกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

               พล.ต.สรรเสริญ แก้วกำเนิด รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวภายหลังการประชุมครม. ว่า ในเรื่องดังกล่าวที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอนั้นที่ประชุมครม.ได้รับทราบแนวทางในการแก้ไข ซึ่งครม.จึงมีมติเห็นชอบ ให้ทุกหน่วยราชการกำหนดกรอบแนวทางชี้แจงรายละเอียดการใช้อำนาจให้กับประชาชนทราบในแนวทางเบื้องต้นในการใช้อำนาจและดุลพินิจในเรื่องต่างๆ อย่างน้อยเพื่อให้ประชาชนทราบว่าในแต่ละเรื่องนั้นจะมีแนวทางการใช้ดุลพินิจอย่างไร

               พล.ต.สรรเสริญ ระบุอีกว่า และหากใช้ดุลพินิจไปแล้ว แล้วปรากฎว่าเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย เมื่อตรวจสอบแล้วพบว่าการใช้ดุลพินิจไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ ก็มีวิธีแก้ไข 2 วิธีคือ 1.นายกรัฐมนตรีจะมีอำนาจตามมาตรา 11 แห่งพ.ร.บ.ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 มายกเลิกการใช้ดุลพินิจที่ไม่ถูกต้องได้ และ ซึ่ง พ.ร.บ.ระเบียบการบริหารราชการแผ่นดินมาตรา 11 ระบุว่า ให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาลมีอำนาจหน้าที่กำกับโดยทั่วไปซึ่งการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อการนี้จะสั่งให้ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค และส่วนราชการซึ่งมีหน้าที่ควบคุมราชการส่วนท้องถิ่น ชี้แจง แสดงความคิดเห็น ทำรายงานเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการในกรณีจำเป็นจะยับยั้งการปฏิบัติราชการใดใๆที่ขัดต่อนโยบายหรือมติครม.ก็ได้ และมีอำนาจสั่งสอบสวนข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาคและราชการส่วนท้องถิ่น     2.ครม.เห็นชอบตามที่สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาเสนอให้ใช้อำนาจของหัวหน้าคสช.ตามมาตรา 44 แห่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ในการแก้ไขเรื่องต่างๆหรือยกเลิกการใช้อำนาจดุลพินิจที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายไ้ด้