
'บุญทรง-ภูมิ-มนัส'โต้แหลกปัดโกง!
07 พ.ค. 2558
'วิชา' แถลงปิดคดีถอดถอน ย้ำ 'จีทูจี' ลวงโลก ตอกย้ำความเสียหายของปท. 'บุญทรง-ภูมิ-มนัส' โต้แหลกไม่ได้โกง ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้อง ซัด ป.ป.ช. 'ยุติธรรมอำพราง'
7 พ.ค. 58 เมื่อเวลา 10.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธาน สนช. เป็นประธานการประชุม โดยนายพรเพชร แจ้งให้ที่ประชุมทราบถึงผลการไต่สวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช. กรณีคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่าการสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ทุจริตต่อหน้าที่ อนุมัติให้ไปดูงานสำนักงานผู้ตรวจเงินแผ่นดินที่ประเทศฝรั่งเศส สวิตเซอร์แลนด์ อิตาลี ระหว่างวันที่ 5 - 14 พ.ค. 2546 ว่า ไม่สามารถเอาผิดทางวินัย และไม่ต้องถูกถอดถอน เนื่องจากคุณหญิงจารุวรรณ พ้นตำแหน่งไปแล้ว นอกจากนี้ยังขอให้ที่ประชุมรับทราบการใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่ง คสช.ที่ 9/2558 เรื่อง การให้ข้าราชการสิ้นสุดการปฏิบัติหน้าที่ และ 10/2558 เรื่อง การแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย
จากนั้นเข้าสู่วาระการแถลงปิดคดีถอดถอน นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ และนายมนัส สร้อยพลอย อดีตอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ออกจากตำแหน่ง ตามมาตรา 6 วรรคสอง ของรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ประกอบมาตรา 56 (1) และมาตรา 58 ของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช.
โดยเริ่มจาก นายวิชา มหาคุณ กรรมการ ป.ป.ช. แถลงปิดสำนวน ว่า กระบวนการระบายข้าวแบบจีทูจี ไม่มีอยู่จริง แต่เป็นการทำตามกลอุบายอย่างซับซ้อน โดยได้รับความร่วมมือจากข้าราชการประจำ เอกชน ทำงานเป็นขบวนการ สร้างความเสียหายให้ประเทศอย่างร้ายแรง ซึ่งนายมนัส ร่วมกับนายภูมิ นายบุญทรง ได้ละเว้น ไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า บริษัท กวางตุ้ง และบริษัท ไห่หนาน เป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีนให้มาทำสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีจริงหรือไม่ จากข้อเท็จจริงไม่พบว่าทั้งสองบริษัทเป็นตัวแทนที่ได้รับมอบอำนาจจากรัฐบาลจีน ชื่อของบริษัทบ่งบอกว่า เป็นบริษัทค้าขายเครื่องเขียนและกีฬา ไม่ใช่บริษัทค้าข้าว อีกทั้งผู้แทนทั้ง 2 บริษัท เข้ามายังประเทศไทยโดยใช้วีซ่านักท่องเที่ยว ถือว่าไม่สง่าผ่าเผย ไม่สมฐานะในฐานะผู้แทนการค้าระหว่างประเทศ นอกจากนี้ยังพบว่า คนไทยที่เป็นตัวแทนให้บริษัททั้งสองแห่ง มีสถานะการเงินไม่น่าเชื่อถือ เป็นแค่พนักงานส่งเอกสาร และคนขับรถเท่านั้น แต่มาทำสัญญาเป็นหมื่นล้าน
นายวิชา กล่าวต่อว่า นอกจากนี้เงินที่นำมาชำระค่าข้าว เป็นเงินที่มาจากผู้ค้าข้าวภายในประเทศ ไม่ใช่จากต่างประเทศ การอ้างว่าค้าข้าวแบบรัฐต่อรัฐ จึงเป็นกลอุบายของผู้ถูกกล่าวหาที่สร้างขึ้นมาเพื่อสมคบคิดและอุปโลกน์ให้บริษัทเข้ามาซื้อขายแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจสอบ มีการแบ่งหน้าที่กันทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เร่งรีบทำสัญญาซื้อขาย และเร่งรีบให้มีการประชุมคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ภายหลังจากที่มีการแต่งตั้งคณะกรรมการชุดดังกล่าวเพียง 2 วัน ถือเป็นจีทูจีแบบลวงโลก ลวงรัฐ และหลอกลวงประชาชนทั้งประเทศ ตอกย้ำซ้ำเติมความเสียหายต่องบประมาณแผ่นดิน โดยอาศัยกลอุบายเล่ห์กระเท่ เป็นกระบวนการร่วมมือกัน มีการวางแผนเป็นขั้นตอน และมีการเปลี่ยนวิธีการชำระเงินจากการเปิดแอลซี เป็นเอ็กซ์แวร์เฮ้าท์
"ผมขอยืนยันว่า กระบวนการทั้งหมดนี้ ป.ป.ช.ไม่ได้ใช้ความรู้สึกส่วนตัวแต่อย่างใด และไม่ใช้ข้อมูลตกแต่ง แต่เป็นข้อมูลความจริงที่ได้มาจากการไต่สวน และข้อกล่าวหาที่ว่าไม่ได้เปิดให้บริษัทเอกชนให้ข้อเท็จจริงนั้น ก็ไม่เป็นความจริง ป.ป.ช.ได้มีการเปิดให้เข้ามาให้ข้อเท็จจริง ทั้งหมดจะปรากฏอยู่ในสำนวนของ ป.ป.ช.ดังนั้นการถูกกล่าวหาว่า ป.ป.ช.มีอคตินั้น ไม่เป็นความจริง เรามีขั้นตอนกระบวนการไต่สวนที่อยู่บนพื้นฐาน และมีการสอบพยานหลักฐานทุกฝ่ายอยู่บนหลักความเป็นธรรมในการพิจารณาทุกขั้นตอน"
นายวิชา กล่าวอีกว่า ส่วนที่มีการเปรียบการถอดถอนนายมนัส กับคุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา อดีตผู้ว่า สตง. ว่าเหตุใด ป.ป.ช.จึงไม่ถอดถอนคุณหญิงจารุวรรณ นั้น ป.ป.ช.เห็นว่า นายมนัส เป็นข้าราชการระดับสูง และถูกกล่าวหาร้องเรียนว่ากระทำความผิดทางอาญา ร่วมกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงเข้าข่ายมาตรา 66 ของ พ.ร.บ. ป.ป.ช. และเมื่อ ป.ป.ช.มีมติชี้มูลตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง จึงส่งคดีให้ สนช.ถอดถอน ขณะที่กรณีคุณหญิงจารุวรรณ ไม่มีการร้องเรียนว่ากระทำความผิดร่วมกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นการร้องตามมาตรา 84 เรื่องความผิดทางอาญา และวินัย เมื่อ ป.ป.ช.ไต่สวนก็พบว่าไม่มีความผิดทางอาญา แต่เป็นพฤติกรรมไม่เหมาะสม อีกทั้งตำแหน่งผู้ว่า สตง.ไม่มีกฎหมายใดเอาผิดทางวินัยได้ ที่สำคัญผู้ร้องไม่ได้ยื่นถอดถอนคุณหญิงจารุวรรณ ดังนั้น ป.ป.ช.จึงไม่มีอำนาจถอดถอนได้ จึงเพียงแจ้งให้ สนช.รับทราบเท่านั้น ยืนยันว่า ป.ป.ช.ทำหน้าที่ตามกฎหมาย ทำงานโดยสุจริต ไม่อคติ ไม่ได้อาฆาตมาดร้าย หรือมีจิตใจคิดแต่จะเอาผู้กระทำผิดมาลงโทษ ไม่ได้กระทำสองมาตรฐาน หรือหลายมาตรฐาน มีมาตรฐานเดียว คือ ทำงานเพื่อแผ่นดิน
จากนั้น นายภูมิ สาระผล อดีต รมช.พาณิชย์ ชี้แจงว่า สาเหตุที่ไม่มาตอบข้อซักถามต่อ กมธ.ซักถาม เพราะศาลฎีกาฯ มีคำสั่งรับคดีทุจริตจีทูจีไว้แล้ว โดยศาลจะพิจารณาคดีนัดแรกวันที่ 29 มิ.ย. ดังนั้นการแถลงใดๆ ต่อสภาฯ ย่อมส่งผลกระทบต่อแนวทางการต่อสู้คดีในศาลฎีกาฯ แต่ยืนยันว่า ได้ทำหน้าที่ในฐานะ รมช.พาณิชย์ และประธานคณะอนุกรรมการระบายข้าวอย่างถูกต้อง ไม่ได้สมคบ หรือแบ่งแยกหน้าที่กับใครตามที่ถูกกล่าวหา แต่ปัญหาสต็อกข้าวที่ตกค้างจากรัฐบาลเก่าตั้งแต่ปี 48 - 52 จำนวน 2.1 แสนตัน กระทั่งมาถึงรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทำให้ข้าวค้างสต็อกเริ่มเสื่อมคุณภาพ จึงจำเป็นต้องเร่งระบายเก่าโดยไม่ชักช้า มีการตั้งคณะอนุกรรมการระบายข้าวขึ้นมา เพื่อพิจารณาระบายข้าว ซึ่งคณะอนุกรรมการดังกล่าวนอกจากข้าราชการการเมืองแล้ว ยังมีข้าราชการประจำที่มีประสบการณ์ ความรู้ ความสามารถ ผ่านการระบายข้าวมาหลายรัฐบาล จึงไม่มีเหตุผลที่จะไม่ให้ความเชื่อถือ
นายภูมิ กล่าวว่า การระบายข้าวแบบจีทูจี ถือเป็นยุทธศาสตร์ที่ช่วยระบายข้าวในสต็อกได้จำนวนมาก ดังนั้นเมื่อกรมการค้าต่างประเทศเสนอเรื่องการซื้อขายข้าวจีทูจีมา จึงเห็นชอบตามกรอบ ไม่ได้ทำนอกเหนือจากที่ราชการเสนอมา ข้าวที่ขายออกไปจากสต็อกมีราคาเหมาะสม ได้เงินคืนทุกบาททุกสตางค์ ตนทำหน้าที่เป็นประธานอนุกรรมการระบายข้าว 5 เดือน ตั้งแต่เดือน ก.ย. 54 ถึงเดือน ก.พ. 55 แต่หลังจากเดือน ก.พ. 55 เป็นต้นไป ได้รับมอบหมายให้ดูแลเฉพาะกรมทรัพย์สินทางปัญญา และกรมส่งเสริมการส่งออก จึงไม่ทราบว่า หลังจากช่วงนั้นมีอะไรเกิดขึ้นกับเรื่องข้าวบ้าง โครงการจำนำข้าวมีผู้เกี่ยวข้องจำนวนมาก มีทั้งผู้ได้และเสียประโยชน์ แม้จะมีการทุจริต ก็ควรดำเนินการกับผู้ทุจริต ไม่ใช่เหมารวมว่า ผู้ปฏิบัติผิดร่วมกันทั้งหมด ควรแยกแยะ หากใช้วิธีเหมารวมความผิด ต่อไปจะหาผู้มาทำงานอย่างทุ่มเทได้ยาก ยืนยันว่า ได้ระบายข้าวด้วยความบริสุทธิ์ใจ แต่มีข้อสังเกตและข้อสงสัยว่า เข้ามาทำหน้าที่ 5 เดือน มีรัฐวิสาหกิจจีนที่เกี่ยวกับการระบายข้าวแค่บริษัท กวางตุ้ง เท่านั้น แต่ ป.ป.ช.ลากไปเชื่อมโยงกับบริษัท ไห่หนาน ทั้งที่ไม่มีหลักฐาน แสดงว่า มีเจตนายัดเยียดข้อกล่าวหาให้ หาก สนช.ลงมติถอดถอน แต่ศาลฎีกาฯ ยกฟ้อง สนช.จะมีมาตรการใดมาเยียวยา จึงสมควรให้ศาลฎีกาฯ พิพากษาคดีให้เสร็จก่อน เพื่อให้ความเป็นธรรม
ด้ายนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีต รมว.พาณิชย์ กล่าวว่า ไม่มีเจตนาหลีกเลี่ยงตอบข้อซักถาม กมธ.ซักถาม แต่ที่ไม่มาตอบข้อซักถาม เพราะอาจไปกระทบกับรูปคดีในชั้นศาลฎีกาฯ ยืนยันว่า ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้อง ตรงไปตรงมาในช่วงเป็น รมว.พาณิชย์ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ก็จะยืนยันเช่นนี้ตลอดชีวิต เป็น ส.ส.มา 14 ปี ไม่ได้ทุจริต ทรยศประชาชน นายวิชา ถนัดใช้วาทกรรมยิ่งกว่าผู้แทนฯ ในสภาฯ มากล่าวหา ยืนยันว่า การระบายข้าวไม่สามารถใช่เล่ห์กระเท่ หรือสวมรอยใดๆ ได้ ทุกอย่างมีขั้นตอนการปฏิบัติ และคณะอนุกรรมการระบายข้าวใช้องค์ประกอบชุดเดิมของรัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไร แต่ ป.ป.ช.กลับ 2 มาตรฐาน กรณีเดียวกันรัฐบาลชุดก่อนทำถูก แต่กลับกล่าวหาว่าเป็นจีทูจีเก๊นั้น ยืนยันว่า เป็นจีทูจีจริง ทั้งบริษัท ไห่หนาน และบริษัท กวางตุ้ง เป็นรัฐวิสาหกิจจีนจริง ไม่ได้อุปโลกน์ หรือสวมรอย แต่ ป.ป.ช.ไม่ยอมตรวจสอบพยานฝ่ายผู้ซื้อ ทั้งที่มีหนังสือยืนยันจากบริษัท กวางตุ้ง ว่าเป็นรัฐวิสาหกิจของจีน แต่ ป.ป.ช.กลับตัดทิ้ง เหมือนตั้งธงไว้ล่วงหน้า อยากถามว่า ความเป็นธรรมที่จะสอบพยานให้ ไม่มีพื้นที่เหลืออยู่หรือ อยากให้รับโทษทางอาญา ถูกจำคุกตลอดชีวิต ปรับหลายหมื่นล้านบาท เหตุใดผู้ถูกกล่าวหาจึงไม่ได้รับโอกาส ส่วนการใช้วิธีขายข้าวหน้าโกดังสินค้า แทนการเปิดแอลซีนั้น เพราะรัฐบาลไม่ต้องรับภาระเรื่องการปรับปรุงคุณภาพข้าว การขนส่ง ค่าธรรมเนียมต่างๆ เป็นการผลักภาระให้อยู่กับผู้ซื้อ ไม่ได้เปิดช่องให้เกิดการทุจริต และยังปิดช่องทางการทุจริตด้วย
นายบุญทรง กล่าวว่า ป.ป.ช.พูดถึงคุณธรรม จริยธรรมตลอด แต่เป็นการอ้างวาทกรรมที่ประดิษฐถ้อยคำสวยหรูยกภาพตัวเองเป็นวีรบุรุษปราบทุจริต ซึ่งขัดแย้งจากความเป็นจริง เลือกถอดถอนนายมนัส แต่ไม่ถอดถอนคุณหญิงจารุวรรณ เป็นการทำสองมาตรฐาน ตอกย้ำว่า รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชั่วร้าย ทำลายผลประโยชน์ประเทศ ขอเรียกสิ่งที่ ป.ป.ช.ทำว่า "ยุติธรรมอำพราง" ไม่ไต่สวนพยานที่ร้องขอ แต่เลือกไต่สวนพยานที่ไม่เป็นธรรม เบี่ยงเบนชักจูงพยานเพื่อซัดทอดทางการเมือง อยากให้ สนช.รอศาลฎีกาฯ พิจารณาคดีให้เสร็จก่อนเพื่อความเป็นธรรม
"อยากบอกว่า ชีวิตทุกคนต้องการความเป็นธรรม แต่ ป.ป.ช.มีความประสงค์ให้ประชาชนตราหน้าว่า ทุจริต ให้อับอาย อัปยศต่อวงศ์ตระกูล การกล่าวหาเช่นนี้คงไม่ได้อยู่ที่การเพิกถอนสิทธิ์การเมือง แต่แสดงออกถึงความมีอคติ เกลียดชังอย่างออกนอกหน้า เคียดแค้นมาก่อน จึงประสงค์ประจาน ขอให้ สนช.ใช้ดุลยพินิจว่า จะอยู่บนฝ่ายที่ยึดหลักความยุติธรรม คือ ต้องมีคำพิพากษาถึงที่สุด หรือเลือกอยู่บนฝ่ายยุติธรรมอำพราง ผมไม่เคยลวงโลก ลวงรัฐ หลอกลวงประชาชน ขอปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา"
หลังจากที่ทั้งสองฝ่ายแถลงปิดคดีเสร็จแล้ว นายพรเพชร ได้นัดประชุมเพื่อลงมติถอดถอนในวันที่ 8 พ.ค.



