
ชำแหละเส้นทางค้ามนุษย์ไทยศูนย์กลางกักขังเหยื่อ
ชำแหละเส้นทางอำมหิตค้ามนุษย์ ไทยศูนย์กลางกักขังเหยื่อ
การพบหลุมฝังศพของชาวโรฮิงญากว่า 32 หลุมในพื้นที่บ้านตะโล๊ะ ต.ปาดังเบซาร์ อ.สะเดา จ.สงขลา กลายเป็นเหตุการณ์ใหญ่ที่ทำให้ไทยถูกจับตามองอย่างหนัก โดยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนำไปสู่การตีแผ่ขบวนการค้ามนุษย์ในไทยที่มีเครือข่ายโยงใยไปถึงคนหลายกลุ่ม ทั้งนายทุน พ่อค้า นักการเมือง ข้าราชการ ตำรวจ และทหาร และดูเหมือนจะซ้ำร้ายเข้าไปอีกเมื่อมีรายงานจากสื่อต่างประเทศออกมาเปิดเผยข้อมูลการค้ามนุษย์ในบังกลาเทศว่า "ไทยเป็นศูนย์กลางสำคัญในการค้ามุนษย์"
ทั้งรายงานจากเดลีสตาร์ และเอเชียนิวส์เน็ตเวิร์ก ระบุว่า ช่วง 8 ปีที่ผ่านมา แก๊งค้ามนุษย์ได้คุมตัวชาวบังกลาเทศประมาณ 2.5 แสนคนไว้ในไทย โดยสามารถทำเงินได้หลายล้านทาคา (1 ล้านทาคาประมาณ 428,000 บาท) จากการขายฝันให้คนยากจนจากบังกลาเทศที่หวังจะมีชีวิตที่ดีขึ้นในประเทศที่สาม จึงลงเรือขนส่งสินค้ามายังไทย จากนั้นเดินทางต่อไปทางบกยังมาเลเซีย แต่ความฝันของพวกเขากลายเป็นฝันร้าย เพราะถูกคุมตัวในสภาพที่แออัดและสกปรกในป่าเป็นเวลาหลายเดือน หรือถึงขั้นหลายปี บางครั้งถูกทุบตีและไม่มีอาหารกิน
ชาวบังกลาเทศคนหนึ่งในมาเลเซียกล่าวว่า "ไทย" เป็นจุดยุทธศาสตร์ในการคุมตัวเหยื่อไว้ในเทือกเขาที่ห่างไกล ผู้อพยพเหล่านี้ถูกคุมตัวไว้ในไทยจนกว่าจะจ่ายเงินให้จึงถูกส่งต่อไปยังมาเลเซีย
สอดคล้องกับนายหน้าชาวมาเลเซียคนหนึ่งที่ออกมาเปิดเผยว่า เอเย่นต์ค้ามนุษย์กระจายอยู่ในบังกลาเทศและได้เงิน 5,000-10,000 ทาคา (2,150-4,300 บาท) ต่อหัว จากการจัดหาเหยื่อให้เครือข่ายค้ามนุษย์ ส่วนระดับเจ้าพ่อได้เงินประมาณ 1.5-3 หมื่นทาคา
"เหยื่อที่เป็นคนจนหากหวังได้งานดีๆ จะไม่ได้รับการปล่อยตัวจากป่าในไทย จนกว่าคนที่จับพวกเขาไว้ จะได้รับการยืนยันจากนายหน้าในบังกลาเทศว่าได้เงินจากครอบครัวเหยื่อแล้ว ซึ่งจำนวนเงินแตกต่างกันไประหว่าง 2-3.5 แสนทาคาต่อหัว เงินค่าไถ่ส่วนใหญ่จ่ายผ่านระบบธนาคารทางมือถือ ครอบครัวของเหยื่อจะถูกกดดันจากแก๊งค่ามนุษย์ที่ยื่นเส้นตายให้ถึงขนาดต้องนำที่ดินออกขาย หรือไปกู้เงินมาด้วยดอกเบี้ยสูง"
แม้ข้อมูลเกี่ยวกับการค้ามนุษย์จะยากต่อประเมิน แต่เหยื่อและเอ็นจีโอที่ติดตามประเด็นนี้ เผยว่า เครือข่ายกระจายอยู่ในบังกลาเทศ พม่า ไทย และมาเลเซีย รายงานของสหประชาชาติเมื่อเดือนธันวาคม ปีที่แล้วระบุว่า เฉพาะปีที่แล้วมีผู้คนจากบังกลาเทศและพม่า เดินทางไปมาเลเซีย และไทย ทางทะเลจำนวนกว่า 5.3 หมื่นคน
ขณะที่เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2557 เดลีสตาร์สัมภาษณ์เหยื่อค้ามนุษย์ 8 คน และนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนหลายคน ได้ข้อมูลพอสรุปว่ามีเรือสินค้าอย่างน้อย 2 ลำ แต่ละลำบรรทุกคนประมาณ 500 ชีวิต ออกเดินทางจากบังกลาเทศทุกสัปดาห์ ปีละประมาณ 8 เดือน โดยธุรกิจมักซบเซาช่วงเดือนมิถุนายน-กันยายน เพราะฝนตกและทะเลมีคลื่นแรง ตัวเลขนี้หมายความว่ามีการค้ามนุษย์เดือนละประมาณ 4,000 คน หรือปีละ 3.2 หมื่นคน และหากแต่ละคนจ่ายเงินค่าไถ่รายละ 2 แสนทาคา เงินจากการค้ามนุษย์จะสูงถึง 6,400 ล้านทาคา
แต่ใช่ว่าทุกครอบครัวสามารถจ่ายเงินได้ เพราะเหยื่อบางคนหาเงินมาไม่ได้จึงถูกขายไปเป็นทาส
เดลีสตาร์ประเมินว่า ชาวบังกลาเทศ 2.5 แสนคนตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมา ตัวเลขนี้รวบรวมจากข้อมูลที่ได้จากเหยื่อและนักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชน ตำรวจย่านเทคนาฟระบุว่าประมาณครึ่งหนึ่งของเหยื่อนั้น 10-15% เป็นชาวโรฮิงญา
ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือกล่าวว่า การค้ามนุษย์ถูกควบคุมโดยหลายแก๊ง โดย "เจเวล บารัว" วัย 22 ปี เป็นคนหนึ่งที่ได้รับการช่วยเหลือออกจากป่าโดยตำรวจไทยเมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว เขาถูกส่งตัวมายังไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 โดยถูกควบคุมตัวอยู่ในป่า พร้อมย้ำว่า เห็นกลุ่มที่มีแต่ผู้หญิงคอยคุม โดยหัวหน้ากลุ่มดูเหมือนคนไทย
ขณะที่ "แมทธิว สมิธ" ผู้อำนวยการกลุ่มฟอร์ติฟาย ไรต์ ประจำประเทศไทย กล่าวว่า มีคนหลายหมื่นคนตกอยู่ในสภาพเลวร้าย ถูกทุบตี และถูกทรมานเพื่อเรียกเงิน ไม่ว่าจะเป็นระหว่างอยู่ในทะเล ในแคมป์กลางป่า หรือตามจุดคุมตัวต่างๆ ในมาเลเซีย พร้อมเสริมว่าในบางกรณี เจ้าหน้าที่ไทยสมรู้ร่วมคิดด้วย
ในส่วนของบังกลาเทศนั้น เทคนาฟกับเซนต์มาร์ตินเป็นเหมือนศูนย์กลางการค้ามนุษย์ หลังจากเดินทางมาจากหลายตำบลของบังกลาเทศ คนเหล่านี้ถูกนำไปเก็บตัวในบ้านและถูกยึดข้าวของต่างๆ แม้แต่รองเท้า เมื่อถึงวันที่กำหนดไว้ จะมีการนำตัวคนเหล่านี้ไปลงเรือ ซึ่งส่วนใหญ่มีกัปตันเป็นคนไทย
ทันทีที่ถึงไทยแล้ว เหยื่อจะถูกแยกตัวเป็นกลุ่มๆ ตามชื่อเจ้าพ่อในเทคนาฟและคอกซ์บาซาร์ที่ล่อลวงคนเหล่านี้มา โดยกลุ่มค้ามนุษย์จะตั้งเต็นท์ในป่า และย้ายไปมาด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย รวมถึงเพื่ออำนวยความสะดวกในการส่งตัวต่อไปยังมาเลเซีย ในการเคลื่อนย้ายนั้นใช้รถปิกอัพไม่มีหลังคาซึ่งคลุมด้วยผ้าพลาสติกและมีผู้อพยพอยู่คันละ 20 คน ระหว่างทางหากมีตำรวจถามว่าอะไรอยู่ใต้ผ้าพลาสติก คนขับก็ตอบว่าผัก
นอกจากผู้ที่ถูกจับอยู่ในป่าแล้ว ยังมีส่วนหนึ่งกระจายอยู่ตามพุ่มไม้ตามยอดเขาในไทย และตามเกาะต่างๆ รวมถึงลอยเรืออยู่ในทะเลอันดามัน เผื่อไว้สำหรับกรณีที่เหยื่อบางรายถูกตำรวจจับ จะได้มีเหยื่อรายอื่นเหลืออยู่
เดลีสตาร์ ยังตีแผ่ชะตากรรมของชาวโรฮิงญาว่าตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์อย่างง่ายดาย
ซาฟาร์ อาห์หมัด บิน อับดุล กานี หนึ่งในเหยื่อของการค้ามนุษย์ ระบุว่า หลังจากหลบซ่อนตัวจากการกดขี่ในเมียนมาร์หลายรูปแบบ ทั้งเข่นฆ่า ปล้นสะดมและยึดที่ดิน ในรัฐยะไข่ นานหลายเดือน ซาฟาร์และอีกหลายคนตัดสินใจหลบหนีไปบังกลาเทศ ก่อนหนีต่อไปในอินเดีย แต่เมื่อยากจะดำรงชีวิตอยู่ได้จึงตัดสินใจมายังมาเลเซีย เพราะคิดว่ามีโอกาสที่ดีกว่าจึงยอมจ่ายเงินก้อนใหญ่แก่นายหน้าพาลงเรือล่องมาทางมหาสมุทรอินเดีย แต่สุดท้ายหลังรอนแรมกลางทะเล 2 สัปดาห์ มาขึ้นฝั่งในประเทศไทยก็ถูกจับกุมและส่งตัวไปยังศูนย์กักตัว
ซาฟาร์ อาศัยในมาเลเซียมาตั้งแต่ปี 2535 บอกว่า ได้อธิบายให้ตำรวจไทยฟังว่า ทุกคนถูกกดขี่ในเมียนมาร์อย่างไร จึงได้รับการปล่อยตัว แต่เป็นการส่งตัวให้แก่นายหน้าของเรืออีกลำ เพื่อข้ามไปมาเลเซีย และเขาต้องจ่ายให้แก่นายหน้าอีก 300 ดอลลาร์ (6,600 บาท) โดยเงินดังกล่าวได้มาจากการรวบรวมจากญาติที่อาศัยในไทย
"โชคดีที่มีเงินจ่าย แต่ไม่รู้ชะตากรรมคนอื่นที่ไม่มีเงินจ่าย เมื่อมาถึงมาเลเซียในปี 2535 เขาและชาวโรฮิงญาอื่นๆ ถูกจับกุมและถูกส่งตัวเข้าคุกอีก จากนั้นได้รับการปล่อยตัว 4 เดือนถัดไป ก็ถูกส่งตัวให้แก่นายหน้าใกล้ชายแดนไทยในรัฐกลันตัน ทางตะวันออกเฉียงเหนือของมาเลเซีย และถูกกรรโชกทรัพย์เป็นครั้่งที่สอง"
ทั้งนี้ ซาฟาร์พยายามกระเสือกกระสนจนมาถึงกรุงกัวลาลัมเปอร์ เพื่อลงทะเบียนกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอชซีอาร์) แต่ไม่มีประโยชน์มากนักเพราะมาเลเซียไม่มีค่ายผู้ลี้่ภัยและไม่จัดหาความช่วยเหลือแก่ผู้ขอลี้ภัย จากนั้น ซาฟาร์ถูกจับกุมสิบกว่าครั้ง เพราะไม่มีหนังสือเดินทาง ไม่มีเอกสารกฎหมายใดๆ ที่จะใช้หางานทำ ชีวิตในมาเลเซียลำบากและไร้ศักดิ์ศรี
"บางครั้ง ผมทำงานก่อสร้าง แต่ค่าแรงต่ำมาก ผมมีภรรยาและลูกอีก 3 คนต้องเลี้ยงดู แต่ทำอะไรไม่ได้มาก ผมไม่มีประเทศ ไม่มีความมั่นคงในชีวิต รู้สึกเศร้าใจและทดท้อ ผมร้องไห้บ่อยๆและนอนไม่เคยหลับ"
ชะตากรรมหนุ่มโรฮิงญารายนี้ ไม่ต่างกับพี่น้องร่วมชาติพันธุ์หลายหมื่นคน หลังหลบหนีการกดขี่ในเมียนมาร์ มายังบังกลาเทศ อินเดีย ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย ปากีสถาน ซาอุดีอาระเบีย และจีน บางคนอาจหาหนังสือเดินทางปลอมของประเทศอื่น เช่น บังกลาเทศ เพื่อใช้เดินทางไปยังประเทศที่สามอย่างซาอุดีอาระเบียได้ แต่จำนวนมากต้องเสี่ยงอันตรายทางทะเล แนวโน้มนี้เริ่มมาตั้งแต่คริสต์ทศวรรษที่ 1990 เมื่อรัฐบาลทหารออกกฎกีดกันต่างๆ นานาต่อชาวโรฮิงญาที่มีอยู่ราว 1.1 ล้านคน ส่วนใหญ่อยู่ในยะไข่
ยูเอ็นเอชซีอาร์ ประเมินว่า มีชาวโรฮิงญาราว 5 แสนคนที่หลบหนีไปบังกลาเทศ ระลอกแรกในปี 2530 ต่อมา ในปี 2534-2535 ราว 3.2 หมื่นคนพักพิงในค่ายในความดูแลของยูเอ็นเอชซีอาร์ในบังกลาเทศ ที่เหลือใช้ชีวิตอยู่นอกค่าย หลังเกิดเหตุรุนแรงม็อบชาวพุทธเข่นฆ่าโรฮิงญาครั้งนองเลือดสุดในปี 2555 บังกลาเทศปิดชายแดนไม่รับคลื่นโรฮิงญาระลอกใหม่เพราะผู้ลี้ภัยเดิมมีจำนวนมากอยู่แล้ว ขณะเดียวกัน แก๊งค้ามนุษย์ข้ามชาติก็เริ่มเข้ามาทำมาหากินกับภาวะอับจนหนทางของชาวโรฮิงญา
ราเชดุซมาน ศาสตราจารย์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธากา กล่าวว่า รัฐบาลชุดปฏิรูปเมียนมาร์ที่ว่ากันว่าเป็นประชาธิปไตย แต่ไม่มีวี่แววที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่อชาวโรฮิงญาในอนาคตอันใกล้ แม้แต่นางออง ซาน ซูจี ผู้นำฝ่ายค้าน ยังเงียบ แสดงว่าวิกฤติมนุษยธรรมโรฮิงญาที่เห็นอยู่ในวันนี้ อาจดำเนินต่อไป อย่างไรก็ดี อาเซียนและประชาคมโลกน่าจะเข้ามามีบทบาทในประเด็นนี้ได้



